(440)(856).jpg)
ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (13 พ.ค.69) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดที่ 49,693.20 จุด ลดลง 67.36 จุด หรือ -0.14% ส่วนดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,444.25 จุด เพิ่มขึ้น 43.29 จุด หรือ +0.58% ทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นเดียวกับดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,402.34 จุด เพิ่มขึ้น 314.14 จุด หรือ +1.20% โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งช่วยบรรเทาปัจจัยลบจากข้อมูลเงินเฟ้อที่สูงกว่าคาดและความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะเดินหน้าใช้นโยบายคุมเข้มทางการเงิน
ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq พลิกกลับมาปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์หลังจากที่ปรับตัวลงในช่วงแรก โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยหุ้น 6 ใน 7 ของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าตลาดสูง หรือ กลุ่ม “Magnificent Seven” ปรับตัวขึ้นระหว่าง 1.4% – 3.9%
นักวิเคราะห์จาก Carson Group กล่าวว่า ท่ามกลางการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อที่ร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง แต่กลุ่มเทคโนโลยียังคงมีความยืดหยุ่น โดยเฉพาะหุ้นบริษัทผลิตชิปที่กลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง หลังจากที่อ่อนแรงลงเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (12 พ.ค.)
กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยในวันพุธว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เพิ่มขึ้น 6.0% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค. 2565 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 4.6% โดยข้อมูลดังกล่าวมีขึ้นเพียงวันเดียวหลังจากกระทรวงเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปรับตัวขึ้น 3.8% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2566 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3.7%
ข้อมูลเงินเฟ้อเหล่านี้ทำให้นักลงทุนลดความคาดหวังที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะเวลาอันใกล้ และล่าสุด ซูซาน คอลลินส์ ประธานเฟดสาขาบอสตันกล่าวว่า เฟดอาจพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อไม่ลดลง
หุ้น 6 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก นำโดยหุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารพุ่งขึ้น 2.65% ตามด้วยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้น 1% ส่วนหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคร่วงลง 1.26% และหุ้นกลุ่มการเงินปรับตัวลง 1.07%
สำหรับหุ้นรายตัวนั้น หุ้น Ford ทะยานขึ้น 13.2% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งที่สุดในรอบ 6 ปี หลังจากนักวิเคราะห์ของ Morgan Stanley มองว่าธุรกิจพลังงานของ Ford และการเป็นพันธมิตรกับ CATL ยักษ์ใหญ่ด้านแบตเตอรี่ของจีนนั้น จะทำให้ Ford มีความได้เปรียบด้านการแข่งขัน
หุ้น EchoStar ดีดตัวขึ้น 3% หลังจากคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการสื่อสารของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ อนุมัติให้ EchoStar ขายคลื่นความถี่ไร้สายมูลค่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ให้กับบริษัท SpaceX และ AT&T
ส่วนหุ้นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัลอย่าง Coinbase และ Strategy ร่วงลง 2.8% และ 3.5% ตามลำดับ หลังจากราคาบิตคอยน์และอีเธอเรียมปรับตัวลง
นักลงทุนจับตาการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ซึ่งจะจัดขึ้นที่กรุงปักกิ่งในวันที่ 14-15 พ.ค. โดยรายงานระบุว่าปธน.ทรัมป์เดินทางถึงกรุงปักกิ่งแล้วพร้อมกับคณะผู้ติดตาม ซึ่งรวมถึง เจนเซน หวง ผู้บริหารบริษัท Nvidia และ อีลอน มัสก์ ผู้บริหารของ Tesla ซึ่งหัวข้อในการประชุมครั้งนี้รวมถึงการเรียกร้องให้ปธน.สี “เปิดรับ” ธุรกิจของสหรัฐฯ และรักษาข้อตกลงสงบศึกทางการค้าระหว่างสองประเทศ
ทั้งนี้ หุ้น Nvidia ปรับตัวขึ้น 2.3% และหุ้น Tesla ดีดตัวขึ้น 2.7%
ส่วนความเคลื่อนไหวด้านอื่น ๆ นั้น Morgan Stanley ได้ปรับเพิ่มเป้าหมายรายปีของดัชนี S&P500 ขึ้นสู่ระดับ 8,000 จุด จากเดิมที่ระดับ 7,800 จุด โดยระบุว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังมีโอกาสที่จะพุ่งขึ้นต่อไป เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ ยังคงรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่ง
ข่าวเด่น