(279)(501).jpg)
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (19 พ.ค.69) ที่ระดับ 32.53 บาทต่อดอลลาร์ "แข็งค่าขึ้น" จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.67 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น ทดสอบโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.47-32.70 บาทต่อดอลลาร์) ตามทิศทางการทยอยอ่อนค่าลงบ้างของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับจังหวะการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) กลับสู่โซน 4,580 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางความหวังของผู้เล่นในตลาดว่า การเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป ขณะเดียวกัน สถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจไม่ได้ทวีความร้อนแรงขึ้นในช่วงระยะสั้นนี้ หลังจากประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ได้ออกมาประกาศ ว่าได้ตัดสินใจ “ระงับแผนการโจมตีอิหร่านที่อาจเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้” เพื่อให้การเจรจาหยุดยิงดำเนินต่อไปได้ ทว่า ประธานาธิบดี Donald Trump ยังคงขู่ว่า สหรัฐฯ พร้อมกลับมาโจมตีอิหร่านทุกเมื่อ หากการเจรจาล้มเหลว ซึ่งภาพดังกล่าวทำให้ ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของบรรดาธนาคารกลางหลักลงบ้าง โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดลดโอกาส FED อาจขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ เหลือราว 57% (ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาสลงไม่มากนัก เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง)
แม้ผู้เล่นในตลาดจะกลับมามีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านบ้าง ทว่า บรรดาผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงท่าทีระมัดระวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และเลือกที่จะขายทำกำไรบรรดาหุ้นเทคฯ ที่ปรับตัวร้อนแรงในช่วงก่อนหน้า อาทิ Tesla -2.9% และ Nvidia -1.3% ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มค้าปลีก และหุ้นกลุ่มพลังงาน (ตามการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบในช่วงนี้) ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.07% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.51%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้น +0.54% ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Shell +3.4% ตามการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบในช่วงก่อนหน้า รวมถึงรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ออกมาสดใส และข่าวการทำดีลควบรวมกิจการของบางบริษัท อย่าง Publicis +6% หลังประกาศเข้าซื้อบริษัท LiveRamp หนุนให้บรรดาหุ้นกลุ่มสื่อยุโรปต่างปรับตัวขึ้นตอบรับข่าวดังกล่าว
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ชะลอการปรับตัวขึ้น แต่ยังคงเคลื่อนไหวแถวโซน 4.60% หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มกลับมามีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อีกครั้ง ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ ลงบ้าง อนึ่ง เรามองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อย่างไรก็ดี เราประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ระดับแถว 4.50% หรือสูงกว่านั้น มีความน่าสนใจชัดเจน และมีระดับ Break-Even Yield ที่สูงพอควร (บอนด์ยีลด์ สามารถปรับตัวขึ้นได้อีกอย่างน้อย +55bps เมื่อประเมินจาก Duration ของบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ราว 8.1 ปี และ Convexity ราว 0.70) ซึ่งสามารถรองรับในกรณีเลวร้าย อาทิ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น จนผู้เล่นในตลาดมั่นใจว่า FED ต้องขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง ในปีนี้ โดยเราประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจพุ่งขึ้นจนแตะระดับ 5.00% ได้ ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริงและอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เราจะยังคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปลายปีนี้ (และอีก 1 ครั้ง ในต้นปีหน้า) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลงในลักษณะ Sideways Down หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มกลับมามีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อีกครั้ง ทว่าการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ได้ถูกจำกัดลง หลังผู้เล่นในตลาดยังคงระมัดระวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน ความวุ่นวายของการเมืองอังกฤษ ยังคงเป็นปัจจัยที่จำกัดการรีบาวด์ขึ้นของเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 99 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.9-99.3 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ จังหวะการย่อตัวลงบ้างของทั้ง เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้ช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) พลิกกลับมารีบาวด์สูงขึ้นบ้าง สู่โซน 4,580 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง แต่การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำยังคงเป็นไปอย่างจำกัด ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่สูง
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ผ่านทั้งถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP และยอดขายบ้าน Pending Home Sales เป็นต้น
ส่วนทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานอังกฤษ พร้อมติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ BOE ได้ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดยังคงมองว่า BOE อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 2-3 ครั้ง ในปีนี้ (เราคงมองว่า BOE อาจลดดอกเบี้ยได้ในช่วงปลายปี หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทยอยคลี่คลายลงได้ในไตรมาส 2)
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่แม้จะยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง แต่เริ่มมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
การเคลื่อนไหวของเงินบาทนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา ได้สะท้อนถึงมุมมองของเราที่ย้ำว่า เงินบาทเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทางขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเงินบาทสามารถพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้พอควร หากผู้เล่นในตลาดกลับมามีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิง อย่างไรก็ดี จะเห็นได้ว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้ถูกชะลอลงไว้แถวโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดยังคงท่าทีระมัดระวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ เราประเมินว่า เงินบาทอาจยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน จนกว่าจะเห็นการเจรจาหยุดยิงที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น (ในกรณีที่การเจรจาหยุดยิงเป็นรูปธรรมมากขึ้น เงินบาทอาจทยอยแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้) กอปรกับ ในช่วงสัปดาห์นี้ เงินบาทอาจยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าจากโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติบ้าง (แม้ว่ายอดการทำธุรกรรมจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงปลายเดือนเมษายน-ต้นเดือนพฤษภาคม)
ทั้งนี้ หากแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังไม่มีพัฒนาการที่ชัดเจนมากนัก แต่ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความหวังว่าทั้งสองฝ่ายอาจสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้ อาจช่วยชะลอหรือจำกัดการอ่อนค่าของเงินบาทไว้แถวโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ ได้ นอกจากนี้ เรามองว่า เงินบาทอาจได้อานิสงส์บ้างจากแรงซื้อสินทรัพย์ไทย โดยเฉพาะในฝั่งบอนด์ไทย ที่เรามองว่า บอนด์ยีลด์ระยะยาวของไทยได้ปรับตัวขึ้นไปมากพอสมควร จนยีลด์เคิร์ฟของไทยมีความชันมากพอสมควร ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติบางส่วนเริ่มทยอยกลับเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวของไทยได้ (ทั้งนี้ เรายอมรับว่า ยังไม่เห็นสัญญาณการกลับเข้าซื้อบอนด์ไทยที่ชัดเจนจากนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งอาจต้องติดตามทิศทางฟันด์โฟลว์ในสัปดาห์นี้ก่อน)
เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.45-32.70 บาท/ดอลลาร์
ข่าวเด่น