ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (2 มิ.ย.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 32.62 บาทต่อดอลลาร์


นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (2 มิ.ย.69) ที่ระดับ 32.62 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ  32.56 บาทต่อดอลลาร์ (ระดับปิด ณ วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม) 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ได้เคลื่อนไหวผันผวนพอสมควร ตามกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน (แกว่งตัวในกรอบ 32.44-32.71 บาทต่อดอลลาร์) โดยมีจังหวะอ่อนค่าลงทดสอบเข้าใกล้โซนแนวต้าน 32.75 บาทต่อดอลลาร์ ตามกระแสข่าวว่า ทางการอิหร่านจะหยุดเดินหน้าการเจรจาหยุดยิง หลังอิสราเอลยังคงโจมตีกลุ่ม Hezbollah ในเลบานอน ก่อนที่เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง หลังประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ยังคงย้ำว่า การเจรจาหยุดยิงยังคงดำเนินต่อไป โดยภาพดังกล่าวได้สะท้อนตอกย้ำถึงภาวะ Two-way risk ของตลาดการเงิน ที่จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางในช่วงนี้ 

สัปดาห์ที่ผ่านมา ความหวังต่อแนวโน้มการเจราหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน กอปรกับรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ที่ออกมาตามคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง   

สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรเตรียมรับมือความผันผวน จากพัฒนาการของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ

 
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังคงสะท้อนถึงความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์โดยรวม ซึ่งสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินในช่วงระยะสั้นที่ผ่านมา ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินภาพรวมตลาดแรงงานสหรัฐฯ ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อย่าง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน (เรามองว่า FED อาจให้ความสำคัญกับอัตราการว่างงานมากขึ้น หลังงานวิจัยของ FED สะท้อนว่า ยอดการจ้างงานฯ อาจอยู่ในระดับต่ำ หรือติดลบ ได้ในบางเดือน โดยไม่ทำให้อัตราการว่างงานเร่งสูงขึ้น) และยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (Job Openings) เป็นต้น พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงงดให้ความเห็น (Blackout period) ในช่วงใกล้การประชุม FOMC เดือนมิถุนายน โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดได้ให้โอกาสราว 69% ที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ (และมีโอกาสราว 26% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย อีก 1 ครั้ง ในปีหน้า) หรืออาจมองได้ว่า ผู้เล่นในตลาดมั่นใจว่า FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ภายในปี 2027

ฝั่งยุโรป – ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของBOE และ ECB โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOE มีโอกาสราว 82% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ ส่วน ECB มีโอกาสราว 52% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจฝั่งยูโรโซน อาทิ อัตราเงินเฟ้อ CPI ยอดค้าปลีก (Retail Sales) และอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปี 2026 เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซน และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB 

ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (RatingDog Services PMI) เดือนพฤษภาคม พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Wage Growth) ของญี่ปุ่น เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยราว 2 ครั้ง ในปีนี้ (โอกาสราว 72%) ในส่วนนโยบายการเงินนั้น นักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) จะเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 5.25% ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดี บรรดานักวิเคราะห์ประเมินว่า RBI จะทยอยขึ้นดอกเบี้ยได้ในช่วงปี 2027 สู่ระดับ 5.75% เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ ผ่านการยึดเหนี่ยวให้อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบเป้าหมายของ RBI 

ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนพฤษภาคม ที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) ของไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง สู่ระดับ 3.10% (+0.4%m/m) ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI ที่ไม่รวมผลของราคาอาหารและพลังงาน อาจสูงขึ้นสู่ระดับ 0.90% ตามผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ทำให้บรรดาผู้ประกอบการทยอยส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้น พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มภาคอุตสาหกรรมการผลิต ผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรม ในเดือนพฤษภาคม 

สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ยังคงมีกำลังอยู่บ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ดังจะเห็นได้จากการที่เงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าเร็ว แรง ในช่วงวันหยุดของตลาดการเงินไทย เพียงแค่มีกระแสข่าวว่า อิหร่านหยุดเดินหน้าเจรจากับฝั่งสหรัฐฯ จากประเด็นอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีกลุ่ม Hezbollah ในเลบานอน ก่อนที่เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง หลังประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ยังคงย้ำว่า การเจรจาหยุดยิงกับอิหร่านจะยังคงดำเนินต่อไปและทางอิสราเอลนั้นเห็นด้วยกับท่าทีของสหรัฐฯ ซึ่งภาพดังกล่าว ยังได้สะท้อนถึง ความเสี่ยง Two-way Risk ที่เงินบาทพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทางขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ เราประเมินว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways เพื่อรอรับรู้พัฒนาการของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้น ทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ จนอาจทดสอบโซนแนวรับถัดไปแถว 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้ หากทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงหยุดยิงและมีแนวทางในการฟื้นฟูการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ที่เป็นรูปธรรมชัดเจน แต่หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมามีความไม่แน่นอนสูงและการเจรจาหยุดยิงยังคงไม่สามารถบรรลุข้อตกลงที่ชัดเจนได้ เรามองว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยงทยอยอ่อนค่าลง โดยมีโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ และมีโซนแนวต้านสำคัญแถว 33.00 บาทต่อดอลลาร์ โดยเงินบาทสามารถอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวได้ ซึ่งเกิดขึ้นได้ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น เช่น สหรัฐฯ ตัดสินใจใช้กำลังทางทหารโจมตีอิหร่านอีกครั้ง พร้อมกับมีการตอบโต้ที่รุนแรงจากฝั่งอิหร่าน 

อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนของเงินบาทที่อาจยังคงอยู่ในระดับสูง และการใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้เป็นอย่างดีภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน 

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาท (USDTHB) ยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ทำให้เงินบาทอาจทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ในกรอบที่กว้าง

ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดยังไม่รีบปรับสถานะถือครองเงินดอลลาร์ที่ชัดเจน ส่งผลให้ เงินดอลลาร์อาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways ที่กว้าง ทั้งนี้ ควรจับตา รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่อาจกระทบเงินดอลลาร์ได้เช่นกัน

มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.20-32.85 บาท/ดอลลาร์

ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.50-32.75 บาท/ดอลลาร์

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 02 มิ.ย. 2569 เวลา : 10:35:25

02-06-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ June 2, 2026, 12:45 pm