ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ ( 5 มิ.ย.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 32.69 บาทต่อดอลลาร์


 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ( 5 มิ.ย.69) ที่ระดับ 32.69 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.67 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 32.58-32.69 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะทยอยแข็งค่าขึ้นเข้าใกล้โซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ จากอานิสงส์แนวโน้มความตึงเครียดของสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจทยอยลดลง หลังทางการอิสราเอลกับทางการเลบานอน ได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิง จากการเจรจาที่กรุง Washington ของสหรัฐฯ ซึ่งอาจนำไปสู่ความคืบหน้าของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน (เนื่องจากทางการอิหร่านยังคงจุดยืน ให้อิสราเอลยุติการโจมตีในเลบานอน ถึงจะกลับเข้าสู่การเจรจาหยุดยิงอีกครั้ง) ทว่า ท่าทีของทางกลุ่ม Hezbollah (หนึ่งในพันธมิตร Axis of Resistance ที่สำคัญกับอิหร่าน) ในเลบานอน ยังคงไม่ยอมรับข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับเลบานอน และยังคงมีการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับกลุ่ม Hezbollah ในพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอน ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างมีความกังวลต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง พร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ และกดดันให้ราคาทองคำ (XAUUSD) ย่อตัวลงจากโซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งสร้างแรงกดดันให้เงินบาทพลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลงเข้าใกล้โซน 32.70 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง 

แม้ว่าบรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะได้แรงหนุนจากความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน หลังอิสราเอลกับเลบานอนได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงร่วมกัน ทว่าความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงสูงอยู่ กอปรกับ รายงานคาดการณ์ผลประกอบการของ Broadcom -12.6% ที่ออกมาน่าผิดหวัง ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อหุ้นในธีม AI/Semiconductor อาทิ Micron -7.7%, AMD -3.6% ส่งผลให้ โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.41% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.09%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมารีบาวด์ขึ้น +0.52% แม้จะพอได้แรงหนุนจากความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ในช่วงแรก ทว่าความไม่แน่นอนของพัฒนาการสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้จำกัดการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นยุโรป อีกทั้ง รายงานคาดการณ์ผลประกอบการของ Broadcom ที่ออกมาน่าผิดหวัง ได้สร้างแรงกดดันต่อบรรดาหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor ฝั่งยุโรป อาทิ Infineon Tech. -3.4% ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนเพิ่มเติม จากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่ม Healthcare อาทิ Novo Nordisk +4.4% ที่อาจสะท้อนถึงความต้องการถือครองหุ้นสไตล์ Defensive ของผู้เล่นในตลาดท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางฝั่งยุโรป

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้นเข้าใกล้ระดับ 4.48% อีกครั้ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ขาดความคืบหน้า ทว่า การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ถูกชะลอลงบ้าง จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุดที่ออกมาผสมผสาน ทั้งนี้ เราคงมุมมองเดิมว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง (Two-way Risk) ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า หาก บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น เหนือระดับ 4.50% จะทำให้บอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีความน่าสนใจชัดเจนและบอนด์ยีลด์ที่ระดับดังกล่าวจะสามารถรองรับในกรณีที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจพุ่งขึ้นจนแตะระดับ 5.00% ได้ ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริงและอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แม้อิสราเอลกับเลบานอนจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิง ทว่ากลุ่ม Hezbollah ยังคงไม่ยอมรับข้อตกลงดังกล่าวและยังคงมีการสู้รบเกิดขึ้นในพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอน ทั้งนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มระมัดระวังต่อการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) เนื่องจากเงินเยนญี่ปุ่นได้ทยอยอ่อนค่าลงทดสอบโซน 160 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 99.5 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.1 -99.5 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งหนุนการรีบาวด์ขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้สร้างแรงกดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) พลิกกลับมาปรับตัวลดลง สู่โซน 4,480 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง  

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ อย่าง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) และอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Average Hourly Earnings) 

ส่วนทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามรายงาน อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปี 2026 ของยูโรโซน พร้อมรอจับตา ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB และ BOE 

ทางฝั่งไทย บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) ของไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง สู่ระดับ 3.10% (+0.4%m/m) ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI ที่ไม่รวมผลของราคาอาหารและพลังงาน อาจสูงขึ้นสู่ระดับ 0.90% ตามผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ทำให้บรรดาผู้ประกอบการทยอยส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้น

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเผชิญความไม่แน่นอนสูง ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงมุมมอง “Cautiously Optimistic” ต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิง

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงระหว่าง สหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดยังคงต้องระวังความผันผวนสูงในช่วงตลาดทยอยรับรู้ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ โดยผู้เล่นในตลาดอาจไม่ได้กังวลใจมากนัก แม้ยอดการจ้างงานฯ ของสหรัฐฯ จะออกมาต่ำกว่าคาด หรืออยู่ในระดับต่ำ ตราบใดที่อัตราการว่างงานไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้น เนื่องจาก งานวิจัยล่าสุดของ FED ได้สะท้อนว่า ยอดการจ้างงานฯ ของสหรัฐฯ อาจอยู่ในระดับต่ำ ใกล้ “0” (Near-Zero Break-even Job Growth) โดยไม่ได้ทำให้อัตราการว่างงานเร่งตัวสูงขึ้น จากผลของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงาน (Aging Society และนโยบายผู้อพยพของรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นต้น) ทำให้ผู้เล่นในตลาดอาจไม่ได้ปรับลดความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED มากนัก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่มีพัฒนาการที่ดีขึ้น หรือยังไม่เห็นความคืบหน้ามากขึ้นของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งเราประเมินว่า จะทำให้ เงินดอลลาร์อาจไม่ได้อ่อนค่าลงมากนัก เมื่อเทียบกับในอดีต ที่หากยอดการจ้างงานฯ ของสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด จะสร้างแรงกดดันต่อเงินดอลลาร์ได้พอควร โดยในกรณีนี้ เรามองว่า เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่ก็อาจติดแถวโซน 32.50-32.60 บาทต่อดอลลาร์ หลังรับรู้ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ 

ในทางกลับกัน หากยอดการจ้างงานฯ ของสหรัฐฯ และรายงานข้อมูลตลาดแรงงานอื่นๆ ออกมาดีกว่าคาดชัดเจน อาจเป็นปัจจัยที่สร้างแรงหนุนต่อเงินดอลลาร์เพิ่มเติม สะท้อนจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่อาจปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED โดยเฉพาะในกรณีที่ หากการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ไม่มีความคืบหน้ามากขึ้นจากปัจจุบัน ทำให้เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงทดสอบโซน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก แต่หากการเจรจาหยุดยิงมีความคืบหน้ามากขึ้น เรามองว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจเป็นไปอย่างจำกัด และมีความเป็นไปได้ว่า ตลาดอาจให้น้ำหนักกับปัจจัยสงครามในตะวันออกกลางมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เงินบาทมีโอกาสพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น ตอบรับข่าวดีของการเจรจาหยุดยิง แม้ยอดการจ้างงานฯ ของสหรัฐฯ จะออกมาดีกว่าคาดก็ตาม 

ทั้งนี้ เราประเมินว่า ไม่ว่าเงินดอลลาร์จะได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าจากปัจจัยสงคราม หรือข้อมูลตลาดแรงงาน แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์อาจเป็นไปอย่างจำกัด หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ได้อ่อนค่าลงทดสอบโซน 160 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง ทำให้ผู้เล่นในตลาดอาจยังคงกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น ซึ่งอาจช่วยจำกัดหรือชะลอการอ่อนค่าลงของเงินเยนญี่ปุ่น ขณะเดียวกัน อาจช่วยชะลอหรือจำกัดการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ได้บ้าง 

เราขอเน้นย้ำว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.55-32.80 บาท/ดอลลาร์

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 05 มิ.ย. 2569 เวลา : 11:29:35

05-06-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ June 5, 2026, 1:08 pm