ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (18 มิ.ย.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 32.67 บาทต่อดอลลาร์


 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (18 มิ.ย.69) ที่ระดับ 32.67 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.60 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวผันผวนพอสมควร (แกว่งตัวในกรอบ 32.52-32.80 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะทยอยแข็งค่าขึ้นเข้าใกล้โซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงก่อนรับรู้ผลการประชุม FOMC ของ FED แต่เงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ หลังตลาดรับรู้ผลการประชุม FOMC ที่แม้ว่า คณะกรรมการจะมีมติเป็นเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.50%-3.75% ตามคาด ทว่า คาดการณ์แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ FED หรือ Dot Plot ใหม่ กลับสะท้อนว่า FED อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้บ้างในปี 2026 (กรรมการ 1 ท่าน สนับสนุนการลดดอกเบี้ย อีก 8 ท่าน สนับสนุนการคงดอกเบี้ย ส่วน 9 ท่าน สนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้ง ขณะที่ ประธาน FED Kevin Warsh ไม่ได้ส่งคาดการณ์ใน Dot Plot) ก่อนที่จะทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในปี 2027 และ 2028 กลับสู่ระดับ Long-Run rate ที่ไม่ต่างจาก Dot Plot ในเดือนมีนาคม ซึ่งภาพดังกล่าวทำให้ผู้เล่นในตลาดกลับมามั่นใจเกิน 100% ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ และเริ่มประเมินว่า FED มีโอกาสราว 54% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ จากช่วงก่อนการประชุม FOMC ที่ตลาดให้โอกาสราว 80% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ ส่งผลให้ เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นเร็ว แรง สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ กดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลดลงเข้าใกล้โซน 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และสร้างแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาทพอควร 
  
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง ท่ามกลางความกังวลว่า FED อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ในปีนี้ แม้ FED จะมีมติเป็นเอกฉันท์คงดอกเบี้ยตามคาด ทว่า Dot Plot ใหม่กลับสะท้อนความเสี่ยงที่ FED อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ในปีนี้ ส่งผลให้ ผู้เล่นในตลาดยังคงเดินหน้าขายบรรดาหุ้นเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth นำโดย Meta -5.4%, Microsoft -3.8% ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -1.21% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -1.34% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง +0.52% หนุนโดยการรีบาวด์ขึ้นของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor อาทิ ASML +4.1% อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปยังคงเผชิญแรงกดดันจากแรงขายหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Shell -1.1% หลังราคาน้ำมันดิบยังคงทยอยปรับตัวลดลง นอกจากนี้ ความกังวลต่อแนวโน้มผลประกอบการของหุ้นกลุ่มยานยนต์ หลัง BMW -8.3% ปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการในปีนี้ ได้สร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นยุโรปเพิ่มเติม 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 4.50% อีกครั้ง ก่อนย่อตัวลงบ้างสู่ระดับ 4.47% หลังผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ตาม Dot Plot ล่าสุด ที่สะท้อนความเสี่ยงว่า FED อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ แม้ว่า คณะกรรมการ FOMC จะมีมติเป็นเอกฉันท์ คงดอกเบี้ย ในการประชุมครั้งนี้ ทั้งนี้ เราคงมองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง (Two-way Risk) ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง (เราจะมั่นใจมากขึ้น ว่าสถานการณ์จะทยอยคลี่คลายลงได้จริง หากมีการลงนามข้อตกลงสันติภาพและมีการเปิดช่องแคบ Hormuz) และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ  ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง และอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง หลังผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในปี 2026 อย่างมีนัยสำคัญ ตาม Dot Plot ใหม่ของ FED ที่สะท้อนโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังบรรดาสกุลเงินหลักต่างรีบาวด์แข็งค่าขึ้นบ้าง โดยเฉพาะเงินเยนญี่ปุ่น ที่มีจังหวะอ่อนค่าเข้าใกล้โซน 161 เยนต่อดอลลาร์ ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินของทางการญี่ปุ่น ก่อนที่จะแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 160.6 เยนต่อดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 100.3 จุด อีกครั้ง (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.5-100.6 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) จะทยอยปรับตัวขึ้นบ้างในช่วงก่อนตลาดรับรู้ผลการประชุม FOMC ของ FED ทว่า Dot Plot ใหม่ที่สะท้อนความเสี่ยงการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ ได้กลับมากดดันให้ ราคาทองคำปรับตัวลงแรง สู่โซน 4,250 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนที่จะรีบาวด์ขึ้นบ้างสู่ระดับ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ การประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) โดยเรามองว่า BOE อาจเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.75% หลังพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในส่วนของราคาพลังงานมีความใกล้เคียงกับ Scenario B ที่ BOE ได้ประเมินไว้ กอปรกับ ภาพรวมเศรษฐกิจอังกฤษ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ล่าสุด รวมถึงภาพตลาดแรงงานที่ไม่ได้แข็งแกร่งมากจน BOE กังวลความเสี่ยงการเกิด Second Round Effect ที่จะยังเร่งเงินเฟ้อให้สูงขึ้น อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ BOE (รวมถึงผลการโหวตในการประชุมครั้งนี้) และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอังกฤษที่จะทยอยรับรู้ในช่วงก่อนการประชุม BOE อาทิ ข้อมูลตลาดแรงงาน

ส่วนในฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ผลการประชุมของธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) ที่อาจมีการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องสู่ระดับ 5.75% หลังมีการขึ้นดอกเบี้ยเซอร์ไพรส์ตลาดในช่วงก่อนหน้า ทางฝั่งไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ในเดือนพฤษภาคม และในช่วงราว 6.30 น. ของเช้าวันศุกร์ นี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของญี่ปุ่น ในเดือนพฤษภาคม และรายงานการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ล่าสุด 

และในฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่าน รายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) รวมถึงดัชนีภาคธุรกิจโดยบรรดา FED สาขาต่างๆ  

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ กับอิหร่าน บรรลุข้อตกลงสันติภาพ ทว่าความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีอยู่และยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด   

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะเห็นการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

เรามองว่า ในช่วงระหว่างวัน เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดได้ปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอย่างมีนัยสำคัญ ตาม Dot Plot ใหม่ ที่สะท้อนความเสี่ยง FED อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ โดยแรงกดดันด้านอ่อนค่าของเงินบาทนั้น อาจมาจากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ซึ่งนำไปสู่แรงขายสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติได้ อย่างไรก็ดี เรามองว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจเป็นไปอย่างจำกัดแถวโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากโซนดังกล่าวอาจมีผู้เล่นในตลาดบางส่วน เช่น ฝั่งผู้ส่งออกต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์อยู่ กอปรกับ ผู้เล่นในตลาดบางส่วนอาจยังคงกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น โดยทางการญี่ปุ่น (และอาจมีทางการสหรัฐฯ ให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม) หลังเงินเยนญี่ปุ่นได้อ่อนค่าลงเหนือโซน 160.50 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง ซึ่งอาจจำกัดทั้ง การอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่น และการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ นอกจากนี้ ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ภายใต้สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่เริ่มมีแนวโน้มคลี่คลายลง อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดเลือกทยอยเข้าซื้อทองคำ ในจังหวะย่อตัว หนุนให้ ราคาทองคำอาจมีจังหวะทยอยรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง หรือ การปรับตัวลงของราคาทองคำจะเป็นไปอย่างจำกัด จนกว่า พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งต้องรอลุ้น การลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ในวันที่ 19 มิถุนายน นี้ 

อนึ่ง เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจต้องระวังความผันผวนของตลาดค่าเงิน ในช่วงทยอยรับรู้ ผลการประชุม BOE หลังผู้เล่นในตลาดยังคงเชื่อเกิน 100% ว่า BOE จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ ทำให้ หาก BOE คงดอกเบี้ยตามคาด และไม่ได้ส่งสัญญาณชัดเจนต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ย รวมถึงรายงานข้อมูลตลาดแรงงานออกมาแย่กว่าคาด บรรดาผู้เล่นในตลาดอาจปรับลดโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ BOE ลง ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) เหมือนที่เกิดขึ้นในวันก่อนหน้า หลังตลาดรับรู้ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ที่ออกมาต่ำกว่าคาดได้ ทำให้ เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าอยู่  

เราขอเน้นย้ำว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนอยู่ และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.60-32.80 บาท/ดอลลาร์

บันทึกโดย : วันที่ : 18 มิ.ย. 2569 เวลา : 10:42:09

18-06-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ June 18, 2026, 12:31 pm