ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (19 มิ.ย.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 32.78 บาทต่อดอลลาร์


นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (19 มิ.ย.69) ที่ระดับ 32.78 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.76 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนระหว่างโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.74-32.81 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าบ้าง ตามจังหวะการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาผสมผสาน โดยยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ได้ปรับตัวขึ้น แย่กว่าคาด แต่ดัชนีภาคธุรกิจอุตสาหกรรมการผลิต โดย Philadelphia FED ในเดือนมิถุนายน ได้ปรับตัวขึ้น สู่ระดับ 10.3 จุด ดีกว่าคาด ทว่า เงินดอลลาร์ยังคงได้แรงหนุนจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ต่างมั่นใจเกิน 100% ว่า FED จะสามารถเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ในปีนี้ ขณะเดียวกัน ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ที่หนุนการปรับตัวขึ้นโดดเด่นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังได้หนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าลงต่อเนื่องของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่ได้อ่อนค่าทะลุโซน 161 เยนต่อดอลลาร์ จนเกือบถึงระดับ 162 เยนต่อดอลลาร์ (อาจเป็นผลของการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด) ก่อนที่จะแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่ยังคงแกว่งตัวเหนือโซน 161 เยนต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ การทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ท่ามกลางภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินได้กดดันให้ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลดลงเข้าใกล้โซน 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง และสร้างแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาท

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง แม้จะถูกกดดันบ้างจากความกังวลแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทว่าบรรดาหุ้นเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม Semiconductor ได้รีบาวด์สูงขึ้น นำโดย Intel +10.6% ตอบรับกระแสข่าว Intel กับ Apple เตรียมร่วมมือกันออกแบบและผลิตชิปในสหรัฐฯ ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเผชิญแรงกดดันบ้าง จากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Exxon Mobil -2.1% หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ตอบรับข่าวการลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +1.08% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq พุ่งขึ้น +1.91%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลง -0.34% ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง หลังธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ยังคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.75% และไม่ได้ส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยที่ชัดเจน จากความไม่แน่นอนของแนวโน้มเงินเฟ้อ อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวลงแรงของทั้งหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มเหมืองแร่ ตามการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบและราคาแร่โลหะ อย่าง ทองคำ นำโดย Shell -2.6%, Rio Tinto -3.0% นอกจากนี้ การปรับตัวลงของหุ้นกลุ่ม Healthcare เป็นวงกว้างยังเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดหุ้นยุโรป Roche -2.7%, Novartis -2.5%

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวไร้ทิศทางระหว่างโซน 4.42%-4.47% แม้จะเผชิญแรงกดดันบ้างจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงมั่นใจต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED รวมถึงบรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ทว่า พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทยอยคลี่คลายลง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ได้ช่วยจำกัดและชะลอการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เราประเมินว่า แม้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจเคลื่อนไหว Sideways ในช่วงนี้ ทว่าความเสี่ยง Two-way Risk ยังคงอยู่ โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง และอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างในลักษณะ Sideways Up แม้จะถูกกดดันในช่วงแรกจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาผสมผสาน ทว่า มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงมั่นใจต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED รวมถึง การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่โดดเด่น กอปรกับการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด ซึ่งกดดันให้เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อ่อนค่าลงต่อเนื่อง หลังอ่อนค่าทะลุโซน 161 เยนต่อดอลลาร์ ได้ช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ทว่า การอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นที่ถูกชะลอลงบ้าง (และพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย) จากความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินของทางการญี่ปุ่น ได้จำกัดการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 100.8 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 100.5-101 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม กอปรกับมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงมั่นใจต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งหนุนให้เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ยังคงเป็นปัจจัยกดดัน ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ส่งผลให้ ราคาทองคำทยอยปรับตัวลง สู่โซน 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนพฤษภาคม พร้อมทั้ง รอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประกอบการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของ ECB

ส่วนในฝั่งไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ในเดือนพฤษภาคม

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ กับอิหร่าน บรรลุข้อตกลงสันติภาพ ทว่าความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีอยู่และยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งติดตาม สถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่กลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะเห็นการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

เรามองว่า ในช่วงระยะสั้น เงินบาทอาจยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า จากความแข็งแกร่งของเงินดอลลาร์ จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งอาจต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ ซึ่งควรสะท้อนแนวโน้มการชะลอตัวลงของเงินเฟ้อสหรัฐฯ หรือช่วยคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามที่เราประเมินไว้ แต่ปัจจัยดังกล่าวได้เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้แล้วไปพอควร (ซึ่งทำให้ต้องระวัง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางพลิกกลับมาร้อนแรงขึ้น พร้อมการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ที่จะยิ่งหนุนโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้ไม่ยาก) ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจเป็นไปอย่างจำกัด แถวโซนแนวต้าน 32.85-33.00 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากความเสี่ยงการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) โดยทางการญี่ปุ่นนั้นยังคงอยู่ ทำให้ผู้เล่นในตลาดอาจสงวนท่าทีระมัดระวังตัว ซึ่งจะจำกัดการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่น ไปพร้อมกับจำกัดการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ และที่สำคัญ เรามองว่า ต้องระวังความเสี่ยงที่เงินบาทอาจพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ได้ หากทางการญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงค่าเงินได้จริง โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา การเข้าแทรกแซงค่าเงินของทางการญี่ปุ่น อาจหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นได้ไม่น้อยกว่า 40 สตางค์ หรือ เกิน 1% ในวัน

แม้ว่าเงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าบ้าง จากการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ และจังหวะการย่อตัวลงของราคาทองคำ ที่อาจหนุนการทยอยเข้าซื้อของผู้เล่นในตลาด แต่หากบรรยากาศในตลาดการเงินยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง เราประเมินว่า เงินบาทอาจพอได้แรงหนุนจากแรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติได้ โดยเราเริ่มเห็นสัญญาณการทยอยกลับเข้าซื้อทั้งหุ้นและบอนด์ไทยในช่วงนี้ และที่สำคัญ บรรดาผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออกต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์แถวโซนแนวต้าน 32.85-33.00 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้การอ่อนค่าของเงินบาทที่อาจเกิดขึ้นได้ไม่ยากนั้น จะถูกจำกัดไว้แถวโซนดังกล่าว ขณะที่ หากเงินบาทแข็งค่าขึ้น การแข็งค่าในกรณีที่ไม่เผชิญปัจจัยการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น อาจถูกชะลอไว้แถวช่วง 32.60-32.70 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากมีการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่นจริง เงินบาทสามารถแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ และอาจทะลุโซนดังกล่าวได้ โดยจะมีโซนแนวรับถัดไปในช่วง 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์

เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.65-32.90 บาท/ดอลลาร์
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 19 มิ.ย. 2569 เวลา : 11:34:02

19-06-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ June 19, 2026, 12:47 pm