(225)(423).jpg)
ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (22 มิ.ย.69) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดที่ 51,712.71 จุด เพิ่มขึ้น 148.01 จุด หรือ +0.29% โดยได้ปัจจัยหนุนจากแรงซื้อหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์และกลุ่มอุตสาหกรรม แต่ดัชนี S&P500 ลดลง 27.79 จุด ปิดที่ 7,472.79 จุด หรือ -0.37% และ ดัชนี Nasdaq ลดลง 351.33 จุด ปิดที่ 26,166.60 จุด หรือ -1.32% โดยถูกกดดันจากการร่วงลงของหุ้นเทคโนโลยีที่มีมูลค่าตลาดสูง ซึ่งรวมถึงหุ้น Alphabet ขณะที่นักลงทุนประเมินความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน
ดัชนีดาวโจนส์ได้ปัจจัยบวกจากหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์และกลุ่มอุตสาหกรรม โดยหุ้น UnitedHealth Group ปรับตัวขึ้น 1.43% และหุ้น Caterpillar พุ่งขึ้น 3.7%
หุ้น 7 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก นำโดยหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์พุ่งขึ้น 1.38% ตามด้วยหุ้นกลุ่มพลังงานดีดตัวขึ้น 1.24% ส่วนหุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารปรับตัวลงมากที่สุด โดยร่วงลง 3.83% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยดิ่งลง 2.33%
หุ้น SpaceX ซึ่งเป็นบริษัทด้านอวกาศของอีลอน มัสก์ ร่วงลง 16.4% ปิดที่ระดับ 154.60 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นการดิ่งลงในวันเดียวที่รุนแรงที่สุด และได้ฉุดดัชนี Nasdaq ปิดตลาดร่วงลง อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้น SpaceX ยังคงสูงกว่าราคา IPO ซึ่งอยู่ที่ 135 ดอลลาร์
ทั้งนี้ SpaceX เปิดตัวอย่างคึกคักในดัชนี Nasdaq เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. โดยราคาหุ้นพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วง 2 วันแรกของการซื้อขาย ก่อนที่จะเริ่มลดช่วงบวกลง เนื่องจากนักลงทุนเริ่มกลับมาประเมินว่า มูลค่าหุ้นที่สูงลิ่วของบริษัทนั้นมีความสมเหตุสมผลหรือไม่ เมื่อเทียบกับกลยุทธ์การรุกคืบเข้าสู่ธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีมาร์เก็ตแคปสูงต่างก็ปรับตัวลง โดยหุ้น Alphabet ร่วงลง 5% ขณะที่หุ้น Meta,หุ้น Amazon และหุ้น Microsoft ปิดลดลงระหว่าง 2.3% – 4.7% ด้านบริษัท Micron Technology หนึ่งในผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของสหรัฐฯ จะรายงานผลประกอบการรายไตรมาสในวันพุธนี้ (24 มิ.ย.) ซึ่งจะเป็นทดสอบความแข็งแกร่งของธุรกิจ AI
ราคาน้ำมัน WTI ปรับตัวลงกว่า 2% หลังจากสหรัฐฯ และอิหร่านมีความคืบหน้าในการเจรจาที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในโรดแมปเพื่อปูทางไปสู่การบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายภายในเวลา 60 วัน ขณะที่เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่า การเจรจาสันติภาพกับอิหร่านมีความคืบหน้าด้วยดี และช่องแคบฮอร์มุซได้เปิดให้มีการสัญจรแล้ว
นักวิเคราะห์จาก US Bank ให้ความเห็นว่า การร่วงลงของราคาน้ำมันเป็นปัจจัยบวกต่อทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจ แต่ในขณะเดียวกันนักลงทุนยังคงกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของเควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ซึ่งให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อ
ล่าสุด เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนก.ย. ซึ่งเร็วกว่าคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธ.ค.
นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ในวันพฤหัสบดีนี้ (25 มิ.ย.) เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินของเฟด โดยดัชนี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)
ข่าวเด่น