ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (23 มิ.ย.69) ลบ 45.87 จุด, Nasdaq ร่วงหนักจากแรงขายหุ้นเซมิคอนดักเตอร์


 

ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (23 มิ.ย.69) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดที่ 51,666.84 จุด ลดลง 45.87 จุด หรือ -0.09%,ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,365.46 จุด ลดลง 107.33 จุด หรือ -1.44% และ ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,587.04 จุด ลดลง 579.56 จุด หรือ -2.21%
 
เนื่องจากนักลงทุนเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ท่ามกลางความวิตกกังวลว่าบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ได้กู้ยืมเงินเพื่อนำมาใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) นอกจากนี้ ตลาดยังถูกกดดันจากกระแสคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากถึง 2 ครั้งในปีนี้

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลงมากที่สุดในดัชนี S&P500 โดยดิ่งลง 3.66% ตามด้วยหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมร่วงลง 2.03% ส่วนหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวขึ้นมากที่สุด โดยพุ่งขึ้น 1.8% ตามด้วยหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์พุ่งขึ้น 1.37%

บรรยากาศการซื้อขายได้รับแรงกดดันจากรายงานที่ว่า กลุ่ม Hyperscaler ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มีศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่และให้บริการคลาวด์หรือโครงสร้างพื้นฐาน AI ในระดับโลก ได้พากันกู้ยืมเงินเพื่อนำมาใช้จ่ายในด้าน AI ขณะที่นักวิเคราะห์จาก Globalt ให้ความเห็นว่า ข่าวดังกล่าวทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับการใช้จ่ายของบริษัทเทคโนโลยี ซึ่งรวมถึงการใช้จ่ายด้านทุน (Capex) และการเร่งขยายกำลังการผลิตเซมิคอนดักเตอร์

ดัชนี CBOE Volatility Index (VIX) ซึ่งเป็นมาตรวัดความวิตกกังวลของนักลงทุนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก พุ่งขึ้นกว่า 12% แตะระดับ 19.52 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่าหนึ่งสัปดาห์

ดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ตลาดหุ้นฟิลาเดลเฟีย ร่วงลง 4.9% ขณะที่หุ้นบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Nvidia ร่วงลง 4.1% และหุ้น Alphabet ลดลง 1% ส่วนหุ้นบริษัทผลิตชิปอย่าง Intel, Marvell Technology และ Advanced Micro Devices (AMD) ร่วงลงระหว่าง 5.8% – 9.4%

หุ้นบริษัทผู้ผลิตชิปหน่วยความจำอย่าง Micron Technology และ SanDisk ซึ่งเป็นหนึ่งในหุ้นที่ทำผลงานได้ดีที่สุดใน S&P500 ในปีนี้ ต่างก็ร่วงลงราว 13%

หุ้น SpaceX เริ่มฟื้นตัว โดยปิดตลาดปรับตัวขึ้นราว 1% หลังจากที่ร่วงลงติดต่อกัน 3 วันทำการก่อนหน้านี้ โดยข่าวการกู้ยืมเงินเพื่อใช้จ่ายในด้าน AI ของกลุ่ม Hyperscalers มีส่วนทำให้หุ้น SpaceX ถูกเทขายออกมาอย่างหนักก่อนหน้านี้ สืบเนื่องมาจาก SpaceX และบรรดาบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ได้พากันระดมทุนจำนวนมากผ่านตลาดตราสารหนี้
 
ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมีความอ่อนไหวต่อการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เนื่องจากบริษัทกลุ่มดังกล่าวต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และผลประกอบการจะอิงอยู่กับกำไรในอนาคต

ขณะที่นักลงทุนพากันเพิ่มน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ โดยคาดว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนก.ย. และจะปรับขึ้นอีก 0.25% ในเดือนธ.ค. ภายใต้การกุมบังเหียนของเควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะ “สายเหยี่ยว” หรือผู้สนับสนุนการคุมเข้มนโยบายการเงินเพื่อสกัดเงินเฟ้อ

นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดี (25 มิ.ย.) เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของเฟด โดยดัชนี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)

นอกจากนี้ นักลงทุนยังติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยมีรายงานว่าวุฒิสภาสหรัฐฯ ให้การสนับสนุนกฎหมายว่าด้วยการระงับไม่ให้สหรัฐฯ ใช้มาตรการทางทหารต่ออิหร่านเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะส่งผลกระทบต่อภาวะสงครามอย่างไร ในขณะที่รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเดินหน้าเจรจาข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 24 มิ.ย. 2569 เวลา : 11:36:11

24-06-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ June 24, 2026, 1:29 pm