(279)(533).jpg)
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (2 ก.ค.69) ที่ระดับ 33.33 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.38 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวผันผวนในลักษณะ Sideways Down (แกว่งตัวในกรอบ 33.26-33.43 บาทต่อดอลลาร์) โดยเงินบาทมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง ตามการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่ได้อานิสงส์จากการปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED โดยบรรดาผู้เล่นในตลาด ตอบรับรายงานผลสำรวจ Challenger Job Cuts ที่ออกมาดีกว่าคาด และการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดก่อนรับรู้ ถ้อยแถลงของประธาน FED Kevin Warsh ในงานสัมมนาของ ECB ที่เมือง Sintra ก่อนที่เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง หลังประธาน FED Kevin Warsh ได้ระบุว่า ความเสี่ยงด้านสูงต่อเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ได้ทยอยลดลงในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ ลง (จากโอกาสราว 56% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ เหลือราว 33%) กดดันให้เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลง พร้อมกับหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทและการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำได้ถูกจำกัดและชะลอลง หลังเงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ ของ FED เป็น 43% ก่อนรับรู้รายงานยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมของสหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดีนี้ ขณะเดียวกัน แรงขายหุ้นเทคฯ กลุ่ม AI/Semiconductor ได้มีส่วนหนุนเงินดอลลาร์ พร้อมกดดันราคาทองคำ
แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นแรงของ Meta +8.8% หลังมีข่าว Meta เตรียมเดินหน้าธุรกิจ Cloud เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้บริการ AI ได้มากขึ้น และถ้อยแถลงของประธาน FED Kevin Warsh ที่ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED บ้าง ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับถูกกดดันจากแรงขายบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor อีกครั้ง นำโดย Micron -10.6% ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.22% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.66%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลง -0.38% กดดันโดยการปรับตัวลงแรงของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง ASML -4.6% หลังผู้เล่นในตลาดกลับมากังวลต่อแนวโน้มผลประกอบการและระดับราคาที่แพงของหุ้นกลุ่มดังกล่าวอีกครั้ง นอกจากนี้ การปรับตัวลดลงของราคาพลังงานยังมีส่วนกดดันให้ราคาหุ้นพลังงานปรับตัวลดลงเพิ่มเติม อาทิ BP -2.4% ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางฝั่งยุโรป ทั้ง ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) หลังรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของยูโรโซน ล่าสุด ที่ออกมาต่ำกว่าคาด รวมถึง รับรู้ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB และBOE ในงานสัมมนาประจำปีของ ECB ที่ เมือง Sintra ประเทศโปรตุเกส
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ 4.45%-4.50% ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ ก่อนที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะเคลื่อนไหวแถวโซน 4.48% โดยการเคลื่อนไหวดังกล่าวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ นั้นสอดคล้องกับมุมมองของเราที่ประเมินว่า ความเสี่ยง Two-way Risk ของทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงอยู่ โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก สถานการณ์ในตะวันออกกลางได้มีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง และอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน ทำให้เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ Sideways แม้เงินดอลลาร์จะเผชิญแรงกดดันจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาผสมผสาน และการปรับลดมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง ทว่า แรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor กอปรกับจังหวะอ่อนค่าลงของเงินเยนญี่ปุ่นยังคงช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังเคลื่อนไหวแถวโซน 101.4 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 101.2-101.6 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ จังหวะย่อตัวลงบ้างของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ได้ช่วยหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ทว่า ผลกระทบจากแรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor ได้กลับมากดดันราคาทองคำอีกครั้ง ทำให้ราคาทองคำยังคงไม่สามารถปรับตัวขึ้นต่อเนื่องและแกว่งตัวแถวโซน 4,050 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ทั้ง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน และอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Average Hourly Earnings) พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) โดยข้อมูลดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของ FED ได้พอสมควร
นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางฝั่งยุโรป เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB และ BOE
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินและสร้างความผันผวนได้พอควร
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะเห็นการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า แรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor ในฝั่งยุโรปและสหรัฐฯ อาจส่งผลต่อเนื่องกดดันหุ้นกลุ่มดังกล่าวในฝั่งเอเชีย คล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นในช่วงก่อนหน้า จนอาจสร้างแรงกดดันต่อบรรดาสกุลเงินฝั่งเอเชียได้ โดยในส่วนของเงินบาทนั้น ต้องรอลุ้นว่า แรงขายหุ้นไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor จะรุนแรงมากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ หากแรงขายหุ้น AI/Semiconductor ยังคงรุนแรงต่อเนื่อง อาจสร้างแรงกดดันต่อเงินบาทเพิ่มเติม ผ่านการปรับตัวลงของราคาทองคำ ที่อาจเผชิญแรงขายจากการปรับพอร์ตลดความเสี่ยงและเพิ่มสภาพคล่องของผู้เล่นในตลาดในช่วงเผชิญภาวะ AI/Semiconductor Sell-Off ได้เช่นกัน อย่างไรก็ดี เรามองว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจเป็นไปอย่างจำกัดได้ หลังผู้เล่นในตลาดอาจต้องการรอลุ้น รายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ก่อนที่จะปรับสถานะถือครองชัดเจน ทำให้ หากแรงขายหุ้น AI/Semiconductor จะทวีความรุนแรงมากขึ้นชัดเจนได้นั้น อาจต้องอาศัย รายงานข้อมูลตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง จนสะท้อนความเสี่ยงการเกิด Second Round Effect และ Wage-Price Spiral ที่จะหนุนให้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับสูงหรือเร่งสูงขึ้น ทำให้ผู้เล่นในตลาดต้องปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เป็นมั่นใจเกิน 100% ต่อการขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ เป็นต้น ซึ่งในภาพดังกล่าว เราประเมินว่า เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และมีโอกาสอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวได้อีกครั้ง หากราคาทองคำปรับตัวลงหนักเช่นกัน โดยโซนแนวต้านถัดไปของเงินบาทจะอยู่ในช่วง 33.75 บาทต่อดอลลาร์
อย่างไรก็ดี หากเกิดภาวะปิดรับความเสี่ยงรุนแรงของตลาดการเงิน เรามองว่า ควรระวังความผันผวนที่อาจมาจากการปรับสถานะถือครองเงินเยนญี่ปุ่น หรือการ Unwind JPY Carry Trade หลังผู้เล่นในตลาดมีสถานะ Short JPY (มองเงินเยนอ่อนค่า) ในระดับที่สูง ใกล้เคียงกับระดับในปี 2024 ทำให้ภาวะปิดรับความเสี่ยงรุนแรงของตลาดการเงินอาจส่งผลให้เกิดการแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ของเงินเยนญี่ปุ่น จนนำไปสู่การปรับสถานะถือครอง สอดคล้องกับงานวิจัยของ IMF (Sudden Yen Appreciation Anatomy) ได้ โดยหากเงินเยนญี่ปุ่น พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง อาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้และหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นได้ในระยะสั้น แต่การแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของทั้งเงินเยนญี่ปุ่นและเงินบาทจะเกิดขึ้นได้ หากธีมการขึ้นดอกเบี้ยของ FED เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ จากที่ตลาดมั่นใจต่อการขึ้นดอกเบี้ย เป็น คงดอกเบี้ย หรือแม้กระทั่งลดดอกเบี้ย
นอกจากนี้ เราขอเน้นย้ำว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในช่วงราว 19.30 น. ตามเวลาประเทศไทย
เราคงประเมินว่า เงินบาทจะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ตามโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังมีอยู่ จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งอาจต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ ซึ่งควรสะท้อนแนวโน้มการชะลอตัวลงของเงินเฟ้อสหรัฐฯ หรือช่วยคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามที่เราประเมินไว้ แต่ปัจจัยดังกล่าวได้เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้แล้วไปพอควร (ซึ่งทำให้ต้องระวัง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางพลิกกลับมาร้อนแรงขึ้น พร้อมการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ที่จะยิ่งหนุนโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้)
เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.15-33.55 บาท/ดอลลาร์
ข่าวเด่น