(225)(431).jpg)
ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (6 ก.ค.69) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดที่ 53,055.91 จุด เพิ่มขึ้น 155.84 จุด หรือ +0.29%,ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,537.43 จุด เพิ่มขึ้น 54.19 จุด หรือ +0.72% และ ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,121.16 จุด เพิ่มขึ้น 288.49 จุด หรือ +1.12% โดยตลาดได้ปัจจัยหนุนจากแรงซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งรวมถึงหุ้นบริษัทผลิตชิปรายใหญ่อย่าง Broadcom ท่ามกลางความหวังที่ว่าธุรกิจด้าน AI จะเป็นแรงขับเคลื่อนผลประกอบการของบริษัทเหล่านี้
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มบริการด้านการสื่อสารปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งที่สุดในดัชนี S&P500 โดยพุ่งขึ้น 1.64% และ 1.34% ตามลำดับ ขณะที่หุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์และกลุ่มสาธารณูปโภคปรับตัวลงมากที่สุด โดยร่วงลง 1.17% และ 1.06% ตามลำดับ
ส่วนดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ตลาดหุ้นฟิลาเดลเฟีย (PHLX Semiconductor Index) ปรับตัวขึ้น 2.2% โดยดัชนีฟื้นตัวหลังจากที่ร่วงลงติดต่อกันสองวันทำการก่อนหน้านี้
หุ้น Broadcom พุ่งขึ้น 3.7% หลังจากบริษัทผู้ผลิตชิปรายนี้ และบริษัท Apple ได้ตกลงที่จะขยายเวลาข้อตกลงการพัฒนาและจัดหาชิปแบบสั่งทำพิเศษหลากหลายประเภทไปจนถึงปี 2574
ส่วนหุ้นบริษัทเทคโนโลยีรายอื่น ๆ นั้น หุ้น Western Digital ทะยานขึ้น 7% หุ้น Teradyne พุ่งขึ้น 2.8% หุ้น Marvell Technology ปรับตัวขึ้นกว่า 1% และหุ้น Oracle พุ่งขึ้น 2.5%
หุ้น Microsoft ขยับลง 0.6% หลังบริษัทประกาศปลดพนักงานลง 2.1% หรือประมาณ 4,800 ตำแหน่ง
หุ้น SpaceX ปรับตัวลง 1% โดยมีมูลค่าการซื้อขายหมุนเวียนกว่า 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงท้าย ๆ ก่อนปิดตลาด ทั้งนี้ SpaceX จะเข้าร่วมคำนวณในดัชนี Nasdaq 100 ในวันอังคารที่ 7 ก.ค.
หุ้น OReilly Automotive ดิ่งลง 6.7% หลังจากสื่อรายงานว่า บริษัทค้าปลีกชิ้นส่วนยานยนต์รายนี้ได้ยื่นข้อเสนอซื้อกิจการบริษัท Genuine Parts ด้วยเงินสด ซึ่งข่าวดังกล่าวได้ฉุดหุ้น Genuine Parts ร่วงลง 2.95%
นักลงทุนจับตารายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าบริษัทในดัชนี S&P500 จะมีกำไรรวมกันเพิ่มขึ้น 24% ในไตรมาส 2/2569 และคาดว่ากำไรในกลุ่มเทคโนโลยีจะพุ่งขึ้นราว 65%
ทั้งนี้ บริษัท Delta Air Lines และ PepsiCo มีกำหนดรายงานผลประกอบการในสัปดาห์นี้
นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตารายงานการประชุมประจำเดือนมิ.ย.ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งจะมีการเผยแพร่ในวันพุธ (8 ก.ค.) เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้ โดยการประชุมดังกล่าวเป็นการประชุมครั้งแรกของเควิน วอร์ช ในฐานะประธานเฟดคนใหม่
หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนมิ.ย.ที่ออกมาต่ำกว่าคาดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ล่าสุด เครื่องมือ FedWatch ของ CME บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักเพียง 25% ในการคาดกาารณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 28-29 ก.ค.
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานล่าสุด สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐฯ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีภาคบริการลดลง 0.5 จุด สู่ระดับ 54.0 ในเดือนมิ.ย. สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จากระดับ 54.5 ในเดือนพ.ค.อย่างไรก็ดี ดัชนียังคงปรับตัวเหนือระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ถึงการขยายตัวของภาคบริการ
ทั้งนี้ ดัชนีภาคบริการของ ISM ประกอบด้วยอุตสาหกรรม 17 กลุ่ม ซึ่งรวมถึงอสังหาริมทรัพย์ การขนส่ง การก่อสร้าง และเหมืองแร่
ข่าวเด่น