ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (13 ก.ค.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 33.38 บาทต่อดอลลาร์


 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (13 ก.ค.69)  ที่ระดับ  33.38 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ  33.31 บาทต่อดอลลาร์   

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลง อีกครั้ง (แกว่งตัวในกรอบ 33.25-33.40 บาทต่อดอลลาร์) หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความร้อนแรงขึ้นต่อเนื่อง หนุนการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ พร้อมส่งผลให้ เงินดอลลาร์ทยอยปรับตัวแข็งค่าขึ้น และกดดันให้ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลดลง ตามการปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ที่ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสถึง 61% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ 

สัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงขึ้น ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก ทั้ง FED BOE และ ECB

สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมทั้งรอลุ้น ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ อัตราเงินเฟ้อ CPI และ รายงานผลประกอบการของหุ้นธีม AI/Semiconductor

 
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญ จะอยู่ที่รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPIและดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เดือนมิถุนายน ที่อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของ FED ได้ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานข้อมูลเศรษฐกิจฝั่งสหรัฐฯ อย่าง ยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนมิถุนายน รวมถึง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) และดัชนีภาวะภาคธุรกิจต่างๆ จากบรรดา FED สาขา ในเดือนกรกฎาคม และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED โดยเฉพาะ การแถลงต่อคณะกรรมาธิการของสภาคองเกรส โดยประธาน FED Kevin Warsh เพื่อประกอบการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของ FED หลังล่าสุด สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงขึ้น ทำให้ ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า FED มีโอกาสราว 61% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ แม้ว่า ในช่วงที่ผ่านมา รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาผสมผสาน นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะ หุ้นเทคฯ ใหญ่ และหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้

ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของทั้งสองธนาคารกลาง โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดเชื่อว่า ECB มีโอกาสราว 34% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในปีนี้ ส่วน BOE มีโอกาสราว 16% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ หรือกล่าวได้ว่า ผู้เล่นในตลาดต่างมั่นใจเกิน 100% ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของทั้ง ECB และ BOE

ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญรายเดือน ทั้ง ยอดค้าปลีก ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม รวมถึงยอดการส่งออก-นำเข้า เป็นต้น พร้อมทั้ง รอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ส่วนทางฝั่งเกาหลีใต้ ผู้เล่นในตลาดจะรอล้น รายงานยอดการส่งออกและนำเข้าในช่วง 10 วัน (Exports/Imports 10 days) ของเดือนกรกฎาคม เพื่อประกอบการประเมินโมเมนตัมการส่งออกสินค้าธีม AI/Semiconductor ของเกาหลีใต้ ที่อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มธีม AI Boom และส่งผลต่อเนื่องมายังการเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ได้ ในส่วนนโยบายการเงิน บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย +25bps สู่ระดับ 2.75% หลังอัตราเงินเฟ้อเร่งสูงขึ้น ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจเกาหลีใต้ยังคงได้อานิสงส์จากธีม AI Boom ซึ่งพอรองรับการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อคุมเงินเฟ้อได้

ฝั่งไทย – เรามองว่า ควรจับตาทิศทางฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ ที่อาจมีความผันผวนได้ในช่วงนี้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อีกทั้งผู้เล่นในตลาดจะทยอยรับรู้ รายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ และหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้ 

สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ยังคงมีกำลังอยู่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ (พร้อมกดดันราคาทองคำ) โดยเงินบาทยังคงมีโอกาสอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง (แนวต้านถัดไป 33.75 บาทต่อดอลลาร์) แต่เงินบาทมีโอกาสพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ไม่ยาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางคลี่คลายลง หรือ ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย จากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ที่ออกมาชะลอตัวลง แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะถูกจำกัดไว้แถวโซนแนวรับ 33.20 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีแนวรับสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ จนกว่า ทั้งสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะคลี่คลายลง และผู้เล่นในตลาดเริ่มกลับมาเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการคงดอกเบี้ยของ FED (ตามที่เราประเมินไว้) ถึงจะเห็นเงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นได้ต่อเนื่อง

อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED ที่ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นทุกรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ โดยในกรณีที่ ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED เรามองว่า เงินบาทมีโอกาสพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ไม่ยาก ในทางตรงกันข้ามนั้น เงินบาทจะเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อได้เช่นกัน (ประเมินได้ในเบื้องต้น การปรับเพิ่ม/ลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยราว 50% อาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลง/แข็งค่าขึ้นได้ราว 25 สตางค์ เป็นอย่างน้อย) ซึ่งจากภาพความผันผวนของเงินบาทที่สูงอยู่นั้น ทำให้เราย้ำคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน 

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายสัปดาห์ เงินบาท (USDTHB) ยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง (จับตาแนวรับเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ แถว 32.50 บาทต่อดอลลาร์) ทำให้เงินบาทอาจทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ในกรอบที่กว้าง

ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์ยังคงเผชิญ Two-way risk ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI ที่ส่งผลกระทบต่อความคาดหวังต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED

มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 33.00-33.75 บาท/ดอลลาร์

ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.25-33.50 บาท/ดอลลาร์
 
 
 

บันทึกโดย : วันที่ : 13 ก.ค. 2569 เวลา : 11:51:57

13-07-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ July 13, 2026, 1:06 pm