ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (21 ก.ค.69) ทรงตัว ที่ระดับ 33.64 บาทต่อดอลลาร์


 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (21 ก.ค.69) ที่ระดับ 33.64 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 33.58-33.68 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางกระแสข่าวสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่มีทั้งข่าวเชิงบวก อย่าง แนวโน้มสหรัฐฯ กับอิหร่านอาจกลับมาเจรจาหยุดยิงอีกครั้ง และข่าวเชิงลบ อย่างการโจมตีตอบโต้ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังคงดำเนินต่อไป จนล่าสุด ทางกลุ่ม Houthi ที่เป็นพันธมิตร Axis of Resistance กับอิหร่าน ได้ออกมาประกาศปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุฯ ซึ่งอาจกระทบต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลกได้ ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบ อย่าง ราคาน้ำมันดิบ Brent แม้จะเคลื่อนไหวผันผวน แต่ยังคงแกว่งตัวในระดับที่สูงแถวโซน 88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะระมัดระวังตัว ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะ หุ้นเทคฯ ใหญ่ อย่าง Alphabet และ Tesla รวมถึง หุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor อย่าง Intel ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการรีบาวด์ขึ้นของหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบและส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน ทำให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวลง -0.59% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.19% ขณะที่ดัชนีหุ้น Nasdaq Composite ย่อลงเล็กน้อย -0.05% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลง -0.30% กดดันโดยความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้เกิดแรงขายหุ้นยุโรปเป็นวงกว้าง นอกจากนี้ รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนฝั่งยุโรปบางส่วนยังออกมาน่าผิดหวัง โดยเฉพาะกลุ่มท่องเที่ยวและเดินทาง ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน และกลุ่มสถาบันการเงินบางส่วน 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้น สู่ระดับ 4.60% อีกครั้ง ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดยังคงประเมินโอกาสราว 35% ที่ FED จะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ อย่างไรก็ตาม ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ได้ช่วยชะลอการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทั้งนี้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า ทว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ได้ปรับตัวลงมาพอสมควรสู่ระดับ 1.90%-2.00% ซึ่งเป็นโซน Fair Value ที่เราได้ประเมินไว้ ทำให้ บอนด์ 10 ปี ไทย มีความน่าสนใจลดลงมากและเน้นย้ำให้ทยอยเข้าซื้อ เมื่อบอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นเท่านั้น (เรามองว่า บอนด์ 20 ปี ไทย มีความน่าสนใจกว่า โดยเฉพาะเมื่อมองในแง่ของความชันยีลด์เคิร์ฟ แต่ต้องพร้อมยอมรับความผันผวนที่สูง)

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังร้อนแรงอยู่ กอปรกับภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ที่ยังคงหนุนความต้องการถือครองเงินดอลลาร์ ทั้งนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ยังคงถูกจำกัดอยู่บ้าง หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม อีกทั้ง กระแสข่าวสถานการณ์ในตะวันออกกลางล่าสุดยังคงทำให้ผู้เล่นในตลาดมีความหวังต่อแนวโน้มการกลับมาเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้น สู่โซน 101 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 100.7-101.1 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่กระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก ยังคงกดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) มีจังหวะย่อตัวลงบ้างและแกว่งตัวแถวโซนแนวรับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งนี้ การปรับตัวลงของราคาทองคำได้ถูกชะลอลงบ้าง ตามแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานข้อมูลตลาดแรงงานอังกฤษ อาทิ ยอดการจ้างงาน อัตราการว่างงาน และอัตราการเติบโตของค่าจ้าง ในเดือนพฤษภาคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ที่ล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างให้โอกาสราว 63% ที่ BOE อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของยูโรโซนและเยอรมนี (ZEW Economic Sentiment) ในเดือนกรกฎาคม ที่อาจสะท้อนผลกระทบต่อเศรษฐกิจยูโรโซน จากภาวะสงครามในตะวันออกกลางและสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ทวีความร้อนแรงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา 

ส่วนทางฝั่งเอเชีย ในช่วงราว 6.50 น. ของเช้าวันพุธนี้ ตามเวลาประเทศไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ของญี่ปุ่น ในเดือนมิถุนายน ที่คาดว่าจะยังคงได้รับอานิสงส์จากกระแสการเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวกับ AI หรือ AI Boom หนุนการขยายตัวต่อเนื่องของการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และ Semiconductor ของญี่ปุ่น

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงและมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน และที่สำคัญ ควรจับตาการเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้พอควร

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

เราคงมุมมองเดิมว่า หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะยังคงมีความไม่แน่นอนสูง เหมือนในปัจจุบัน เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways โดยเงินบาทจะมีโซนแนวต้านในช่วง 33.75-33.80 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวรับจะอยู่ในช่วง 33.50-33.60 บาทต่อดอลลาร์ (โซนแนวรับขยับสูงขึ้นเล็กน้อย จากช่วงสัปดาห์ก่อนหน้า หลังเงินบาทได้อ่อนค่าลงทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้สำเร็จ) อย่างไรก็ดี เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก ซึ่งจะกระทบต่อการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ ราคาทองคำ รวมถึงหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor ได้ 

อนึ่ง ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า ควรระวังความผันผวนของตลาดค่าเงินที่อาจมาจาก การเคลื่อนไหวผันผวนของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) หลังล่าสุด เงินเยนญี่ปุ่นได้อ่อนค่าลงเหนือโซน 162.50 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง ซึ่งโซนดังกล่าวมักจะเป็นโซนที่เห็นการพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว ในระยะสั้นของเงินเยนญี่ปุ่น ตามการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดบางส่วน โดยหากเงินเยนญี่ปุ่นพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว เหมือนที่ได้เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา อาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาท หรือช่วยให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นบ้าง 

และที่สำคัญ เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้ชัดเจน จนกว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทยอยคลี่คลายลงอีกครั้ง ซึ่งเรามองว่า หากเทียบเคียงกับช่วงก่อนหน้าที่สหรัฐฯ ได้ดำเนินการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 เดือน จนกว่าการปิดล้อมทางทะเลจะสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเงินต่ออิหร่านมากเพียงพอ ให้ทางการอิหร่านกลับเข้าสู่การเจรจาหยุดยิง อีกทั้งควรระวังความเสี่ยงที่เงินบาทอาจอ่อนค่าลงเพิ่มเติม ในกรณีที่ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น (เพื่อเร่งให้อิหร่านกลับเข้าสู่การเจรจา) จนเร่งให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องอีกครั้ง (ทว่า เราประเมิน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้นชัดเจน จนทำให้ โฟลว์น้ำมันจากตะวันออกกลางลดลงเหลือ 0 บาร์เรลต่อวัน ราคาน้ำมันดิบอาจปรับตัวขึ้นต่อ แต่ไม่น่าจะเกิดระดับ 125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) ซึ่งเรามองว่า ในภาวะดังกล่าวผู้เล่นในตลาดอาจกลับมาปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักอื่นๆ ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อเงินบาทผ่านการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ การปรับตัวลงของราคาทองคำ และแรงขายหุ้นเทคฯ กลุ่ม AI/Semiconductor ที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง ทำให้ เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงทดสอบโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก 

เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ (หากมองใน Time Frame รายวัน การแข็งค่าขึ้นของเงินบาททะลุโซน 33.30-33.40 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นการเปลี่ยนแนวโน้มในระยะสั้นได้) เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.50-33.75 บาท/ดอลลาร์

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 21 ก.ค. 2569 เวลา : 10:34:57

21-07-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ July 21, 2026, 6:44 pm