ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (23 ก.ค.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยที่ระดับ 33.78 บาทต่อดอลลาร์


 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (23 ก.ค.69) ที่ระดับ 33.78 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.81 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ในลักษณะ Sideways Down หลังมีจังหวะอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 33.80 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 33.75-33.83 บาทต่อดอลลาร์) แม้เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าบ้าง ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่จะกระทบต่อการเดินเรือผ่านทั้งช่องแคบ Hormuz และ ช่องแคบ Bab al-Mandeb ซึ่งหนุนให้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง (ล่าสุด ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้นทะลุระดับ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทได้ถูกชะลอลงบ้าง ตามแรงขายเงินดอลลาร์ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน กอปรกับจังหวะการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) หลังผู้เล่นในตลาดบางส่วนยังคงมีความหวังต่อแนวโน้มการกลับมาเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และแรงซื้อตามกลยุทธ์เชิงเทคนิคัล หลังราคาทองคำปรับตัวขึ้นทะลุโซนแนวต้าน 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ได้ทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หลังบรรยากาศในตลาดการเงินสหรัฐฯ โดยรวมเผชิญแรงกดดันจากแรงขายหุ้นเทคฯ ใหญ่ ก่อนรับรู้รายงานผลประกอบการของ Alphabet และ Tesla อีกทั้งการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบได้ส่งผลให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลักอื่นๆ นอกเหนือจาก FED พอสมควร ซึ่งช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นบ้างของบรรดาสกุลเงินหลัก อาทิ เงินยูโร (EUR) และเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) 

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะระมัดระวังตัว ตามแรงขายหุ้นเทคฯ ใหญ่ ก่อนรับรู้รายงานผลประกอบการของ Alphabet -1.5% และ Tesla -1.3% ซึ่งสุดท้ายผลประกอบการของทั้งสองบริษัทออกมาน่าผิดหวังและทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลงต่อในช่วง After Market พอสมควร ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor นำโดย Nvidia +2.3% นอกจากนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน ตามราคาน้ำมันดิบที่ยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ย่อลง -0.01% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.14% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวลง -0.57% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง +0.58% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของทั้งหุ้นกลุ่มพลังงานและหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ ตามการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาพลังงานและราคาแร่โลหะ นอกจากนี้ สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางและสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ยังคงร้อนแรงอยู่ ได้หนุนการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมทหารและการบิน อย่างไรก็ดี หุ้นสไตล์ Growth บ้างส่วนของตลาดหุ้นยุโรป เผชิญแรงกดดันบ้าง ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของทั้ง BOE และ ECB เพื่อรับมือแนวโน้มเงินเฟ้อกลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง จากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและสงครามรัสเซีย-ยูเครนล่าสุด

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้น สู่ระดับ 4.66% ตามการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งมีส่วนทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ (ให้โอกาสราว 71% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้) ทว่า ภาวะระมัดระวังตัวของผู้เล่นในตลาดได้ช่วยชะลอการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้บ้าง ทั้งนี้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า ทว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ได้ปรับตัวลงมาพอสมควรสู่ระดับ 1.90%-2.00% ซึ่งเป็นโซน Fair Value ที่เราได้ประเมินไว้ ทำให้ บอนด์ 10 ปี ไทย มีความน่าสนใจลดลงมากและเน้นย้ำให้ทยอยเข้าซื้อ เมื่อบอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นเท่านั้น (เรามองว่า บอนด์ 20 ปี ไทย มีความน่าสนใจกว่า โดยเฉพาะเมื่อมองในแง่ของความชันยีลด์เคิร์ฟ แต่ต้องพร้อมยอมรับความผันผวนที่สูง)

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาย่อตัวลงบ้าง แม้จะได้แรงหนุนจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่หนุนการปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ทว่าภาวะดังกล่าวได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลักอื่นๆ ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังเผชิญแรงกดดันบ้างตามการปรับตัวลงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยรวมที่สวนทางกับตลาดหุ้นฝั่งยุโรป ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อตัวลง สู่โซน 101.1 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 101.0-101.2 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) จะเผชิญแรงกดดันจากความกังวลต่อแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก ทว่า จังหวะอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ความหวังของผู้เล่นในตลาดบางส่วนต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และแรงซื้อในเชิงเทคนิคัล หลังราคาทองคำปรับตัวขึ้นทะลุโซนแนวต้าน ได้ช่วยหนุนให้ ราคาทองคำสามารถปรับตัวขึ้นบ้างและแกว่งตัวเหนือโซน 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์  

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยเราประเมินว่า ECB อาจเลือกที่จะคงดอกเบี้ยนโยบาย (Deposit Facility Rate) ไว้ที่ระดับ 2.25% ทว่า ต้องจับตาการส่งสัญญาณของ ECB ในช่วง Press Conference อย่างใกล้ชิด เนื่องจากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางล่าสุด อาจทำให้ ECB ส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ ทำให้ยังมีความเป็นไปได้อยู่บ้างต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งของ ECB ในการประชุมเดือนกันยายน (แม้จะยังไม่ใช่กรณีฐาน หรือ Base case ที่เราประเมินไว้ แต่เราก็พร้อมปรับเปลี่ยนมุมมองให้สอดคล้องกับการส่งสัญญาณของ ECB และพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง)

ส่วนทางฝั่งเอเชีย ในช่วงราว 6.30 น. ของเช้าวันศุกร์นี้ ตามเวลาประเทศไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนมิถุนายน

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงและมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน และที่สำคัญ ควรจับตาการเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้พอควร

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

เราคงมุมมองเดิมว่า หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (ซึ่งต้องเห็นการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานทั่วทั้งตะวันออกกลาง จนกระทบต่ออุปทานของพลังงานโลก) แม้จะยังคงมีความไม่แน่นอนสูง เหมือนในปัจจุบัน เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways โดยโซนแนวต้านของเงินบาทอาจขยับสูงขึ้นบ้างสู่โซน 33.85-34.00 บาทต่อดอลลาร์ (ซึ่งเป็นกรอบบนของเงินบาทที่เราประเมินไว้สำหรับสัปดาห์นี้) หลังเงินบาทได้อ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านในช่วง 33.75-33.80 บาทต่อดอลลาร์ ที่เราได้ประเมินไว้ในช่วงก่อนหน้า ขณะที่โซนแนวรับจะอยู่ในช่วง 33.65 บาทต่อดอลลาร์ และโซนสำคัญอย่าง 33.50 บาทต่อดอลลาร์ อย่างไรก็ดี เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก ซึ่งจะกระทบต่อการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ ราคาทองคำ รวมถึงหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor ได้ 

ในช่วงระหว่างวัน โดยเฉพาะช่วงตั้งแต่ 19.15 น. ตามเวลาประเทศไทย เรามองว่า ควรระวังความเสี่ยงที่เงินบาทอาจผันผวนอ่อนค่าลง หาก ECB คงดอกเบี้ยตามคาด และประธาน ECB ไม่ได้ส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ อย่างที่ตลาดคาดหวัง (ล่าสุด ตลาดประเมินโอกาสถึง 91% ที่ ECB ต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในปีนี้) ในช่วง Press Conference ราว 19.30 น. โดยหากผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ ECB อาจกดดันให้ เงินยูโร (EUR) ทยอยอ่อนค่าลงได้ ทว่า การอ่อนค่าของเงินยูโรอาจถูกจำกัดลง หากตลาดหุ้นยุโรป สามารถปรับตัวขึ้นได้โดดเด่นกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งเราประเมินว่า มีความเป็นไปได้อยู่ หลังผู้เล่นในตลาดอาจผิดหวังกับ รายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ สหรัฐฯ ทำให้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่มีสัดส่วนหุ้นเทคฯ มากกว่า ฝั่งยุโรป อาจเผชิญแรงกดดันพอสมควร นอกจากนี้ เราคงมองว่า ควรระวังความผันผวนของตลาดค่าเงินที่อาจมาจาก การเคลื่อนไหวผันผวนของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) หลังล่าสุด เงินเยนญี่ปุ่นได้อ่อนค่าลงเหนือโซน 163 เยนต่อดอลลาร์ เพิ่มความเสี่ยงที่จะเห็นการพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว ในระยะสั้นของเงินเยนญี่ปุ่น ตามการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดบางส่วน โดยหากเงินเยนญี่ปุ่นพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว เหมือนที่ได้เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา อาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาท หรือช่วยให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นบ้าง 

เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ (หากมองใน Time Frame รายวัน การแข็งค่าขึ้นของเงินบาททะลุโซน 33.50-33.60 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นการเปลี่ยนแนวโน้มในระยะสั้นได้) เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.70-33.90 บาท/ดอลลาร์

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 23 ก.ค. 2569 เวลา : 10:54:36

23-07-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ July 23, 2026, 1:26 pm