ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (31 ก.ค.69) แข็งค่าขึ้น ที่ระดับ 33.41 บาทต่อดอลลาร์


 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (31 ก.ค.69) ที่ระดับ 33.41 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.57 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง และมีจังหวะแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ สู่โซนแนวรับถัดไป 33.30-33.40 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 33.34-33.59 บาทต่อดอลลาร์) ตามการอ่อนค่าลงพอสมควรของเงินดอลลาร์ หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นเร็ว แรง จากโซน 163 เยนต่อดอลลาร์ จนถึงจุดแข็งค่าสุดเกือบ 158 เยนต่อดอลลาร์ โดยมีรายงานข่าวว่า ทางการญี่ปุ่นและทางการสหรัฐฯ (ผ่านการทำ Rate Check โดย NY FED Trading Desk) อาจเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น กดดันให้ผู้เล่นที่มีสถานะ Short JPY (มองเงินเยนอ่อนค่าลง) ต้องปิดสถานะหรือ Stop Loss นอกจากนี้ ผลการประชุม FOMC ล่าสุด และรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายน ที่ชะลอลงสู่ระดับ 3.7% ตามคาด เช่นเดียวกันกับ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core PCE ที่ชะลอลงสู่ระดับ 3.3% ตามคาด ได้ทำให้ ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งช่วยลดทอนแรงกดดันต่อเงินเยนญี่ปุ่น โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดจะรับรู้ผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในช่วงสายของวันศุกร์นี้ ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดยังได้ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางอื่นๆ อาทิ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) หลัง BOE มีมติ 6-3 คงดอกเบี้ยที่ระดับ 3.75% ตามคาด และไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า ทำให้ผู้เล่นในตลาดลดโอกาสการขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ของ BOE ในปีนี้ เหลือราว 26% จากราว 70% ในช่วงก่อนรับรู้ผลการประชุม FOMC และ BOE โดยการปรับลดโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลาง กอปรกับการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ได้ช่วยหนุนให้ราคาทองคำ (XAUUSD) ทยอยปรับตัวขึ้นเหนือโซน 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง และช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทเช่นกัน  

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED อีกทั้ง บรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ ต่างปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ตามอานิสงส์ของรายงานผลประกอบการ Microsoft +15.5% ที่ออกมาสดใส ดีกว่าคาด ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันบ้าง ตามแรงขายทำกำไรหุ้นกลุ่ม Defensive ที่ปรับตัวได้ดีในช่วงก่อนหน้า อาทิ กลุ่ม Healthcare และกลุ่มค้าปลีก ทำให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวขึ้น +1.19% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +1.66 % ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite พุ่งขึ้น +2.78% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวขึ้น +0.77% หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก ทั้ง FED BOE และ ECB หนุนการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นสไตล์ Growth อีกทั้ง บรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะกลุ่ม AI/Semiconductor ยังได้อานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มดังกล่าวในฝั่งสหรัฐฯ ตอบรับรายงานผลประกอบการที่สดใสและดีกว่าคาด ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปเผชิญแรงกดดันบ้าง ตามแรงขายหุ้นกลุ่ม Defensive อย่าง กลุ่ม Healthcare เช่นเดียวกับฝั่งสหรัฐฯ 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาย่อตัวลง สู่ระดับ 4.67% ตามการทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทว่า บรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ กอปรกับความกังวลต่อทิศทางนโยบายการเงินของ FED และแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ยังคงอยู่ ได้ชะลอการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ทั้งนี้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า ทว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ได้ปรับตัวลงมาพอสมควรสู่ระดับ 1.90%-2.00% ซึ่งเป็นโซน Fair Value ที่เราได้ประเมินไว้ ทำให้ บอนด์ 10 ปี ไทย มีความน่าสนใจลดลงมากและเน้นย้ำให้ทยอยเข้าซื้อ เมื่อบอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นเท่านั้น (เรามองว่า บอนด์ 20 ปี ไทย มีความน่าสนใจกว่า โดยเฉพาะเมื่อมองในแง่ของความชันยีลด์เคิร์ฟ แต่ต้องพร้อมยอมรับความผันผวนที่สูง)

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่า หลังผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย ตามการชะลอตัวลงของอัตราเงินเฟ้อ PCE นอกจากนี้ การแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่อาจมาจากการเข้าแทรกแซงค่าเงิน ได้สร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อเงินดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลง สู่โซน 100 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.8-100.8 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ จังหวะอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ และมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก ได้ช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ทยอยปรับตัวขึ้น เหนือโซน 4,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง ทว่า การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำได้ถูกจำกัดลงจาก ความกังวลต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและจังหวะการรีบาวด์ขึ้นบ้างของเงินดอลลาร์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยเราประเมินว่า BOJ อาจคงดอกเบี้ยที่ระดับ 1.00% โดยให้เหตุผลถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า BOJ จะยังคงย้ำจุดยืนทยอยเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจและทิศทางเงินเฟ้อ เปิดโอกาสให้ BOJ อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้อีก 1 ครั้ง ในช่วงปลายปี สู่ระดับ 1.25% ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามว่า BOJ จะส่งสัญญาณพร้อมขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น และมากกว่า 1 ครั้ง หรือไม่ หรือแม้กระทั่ง BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกรกฏาคมทันที หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ได้พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ซึ่งอาจมาจากการเข้าแทรกแซงของทางการญี่ปุ่น ร่วมมือกับทางการสหรัฐฯ สะท้อนว่า ทางการญี่ปุ่นอาจเล็งเห็นความเป็นไปได้ของการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวด ตึงตัวของ BOJ ส่วนในฝั่งจีน ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing & Non-Manufacturing PMIs) เดือนกรกฎาคม ที่จะช่วยสะท้อนถึงภาวะกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ในภาคธุรกิจขนาดใหญ่จีนได้

ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของยูโรโซน ในเดือนกรกฎาคม เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่ผู้เล่นในตลาดยังคงคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยอีกราว 2 ครั้ง ในปีนี้ (โอกาสราว 52%)

ส่วนในฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ทั้ง รายงาน Employment Cost Index ของไตรมาสที่ 2 และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) จากรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) ในเดือนกรกฎาคม ที่จะเป็น Final Reading หลังจากที่ได้ประกาศ Preliminary Reading ในช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา  

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงและมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน และที่สำคัญ ควรจับตาการเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้พอควร

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

เราประเมินว่า ในระยะสั้น เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways หลังแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ตามจังหวะการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ จากการแข็งค่าขึ้น เร็ว แรงของเงินเยนญี่ปุ่น (ซึ่งเป็นปัจจัยที่เราได้เคยเตือนมาโดยตลอดในช่วงที่ผ่านมา ทว่าเราไม่อาจทราบถึงจังหวะการเกิดได้) โดยเรามองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจถูกชะลอลงบ้าง ตามแรงซื้อเงินดอลลาร์ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน โดยเฉพาะฝั่งผู้นำเข้าที่อาจรอซื้อเงินดอลลาร์แถวโซนแนวรับ 33.30-33.40 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 33.20 บาทต่อดอลลาร์ และแนวรับสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์) อย่างไรก็ดี เงินบาทอาจพอได้แรงหนุนบ้าง หากผู้เล่นในตลาดที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) ต้องเข้ามาปิดสถานะ ไม่ว่าจะขายทำกำไร หรือ Stop Loss หลังเงินบาทแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ นอกจากนี้ ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม อาจช่วยหนุนเงินบาทผ่านแรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติเพิ่มเติมได้บ้าง ซึ่งจะช่วยจำกัดการอ่อนค่าของเงินบาทที่อาจเกิดขึ้น ไว้แถวโซน 33.50-33.60 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไปช่วง 33.75-33.80 บาทต่อดอลลาร์)

ทั้งนี้ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ ผลการประชุม BOJ และถ้อยแถลงของผู้ว่าฯ BOJ ในช่วงบ่าย แม้ว่า ข้อมูลสถิติย้อนหลังตั้งแต่ปี 2024 จะสะท้อนว่า เงินบาทแทบไม่ได้เคลื่อนไหวผันผวนมากนัก หลังรับรู้ผลการประชุม BOJ 30 นาที โดยมีกรอบการเคลื่อนไหว +/-1 SD อยู่ในช่วง +/-0.08% แต่หาก BOJ เซอร์ไพรส์ตลาดด้วยการขึ้นดอกเบี้ย พร้อมส่งสัญญาณเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ หรือ อาจจะคงดอกเบี้ย แต่พร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไป เรามองว่า เงินเยนญี่ปุ่นมีโอกาสแข็งค่าขึ้นเพิ่มเติมบ้าง ซึ่งต้องติดตามว่า ผู้เล่นในตลาดจะมีการทยอยปรับลดสถานะ Short JPY รวมถึง Unwind JPY carry trade มากน้อยเพียงใด โดยในเบื้องต้น เรามองว่า ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินล่าสุด และสถานะ Short JPY ที่ไม่ได้รุนแรงมากนัก ได้ช่วยลดโอกาสเกิด Sudden JPY Appreciation และการ Unwind JPY carry trade ที่รุนแรงเหมือนในปี 2024 ในทางกลับกัน หาก BOJ คงดอกเบี้ยตามคาด และไม่ได้ส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยทันทีในการประชุมครั้งถัดไป เราเกรงว่า เงินเยนญี่ปุ่นเสี่ยงอ่อนค่าลงบ้าง สร้างแรงหนุนให้เงินดอลลาร์รีบาวด์ขึ้น พร้อมกดดันเงินบาทให้อ่อนค่าลงได้ 

หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ในเชิงกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายวัน นั้น จะถือว่า เงินบาทได้กลับเข้าสู่แนวโน้ม “แข็งค่า” หรืออย่างน้อยเคลื่อนไหว Sideways และ หากเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.25-33.60 บาท/ดอลลาร์

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 31 ก.ค. 2569 เวลา : 11:19:05

31-07-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ July 31, 2026, 12:21 pm