ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (19 ส.ค.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 33.11 บาทต่อดอลลาร์


 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (19 ส.ค.69) ที่ระดับ 33.11 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.07 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงเล็กน้อย (แกว่งตัวในกรอบ 33.03-33.14 บาทต่อดอลลาร์) กดดันโดยการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่ยังคงมาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เริ่มทวีความร้อนแรงขึ้น ทั้งนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ได้ถูกจำกัดบ้าง จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาแย่กว่าคาดเป็นส่วนใหญ่ อาทิ ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนกรกฎาคม ที่โตชะลอลง +0.2%m/m น้อยกว่าที่ตลาดคาด นอกจากนี้ เงินบาทได้ถูกกดดันเพิ่มเติม หลังราคาทองคำ (XAUUSD) พลิกกลับมาปรับตัวลดลงต่อเนื่อง หลังราคาทองคำไม่สามารถทรงตัวเหนือโซน 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ อีกทั้ง แรงขายทองคำบางส่วนยังมาจากการปรับพอร์ตหลังหุ้นธีม AI/Semiconductor ปรับตัวลงแรงอีกครั้ง ทั้งนี้ ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาด ขณะเดียวกัน ความกังวลต่อแนวโน้มฐานะการคลังและปัญหาหนี้สาธารณะของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก ที่กดดันบอนด์ระยะยาวในช่วงนี้ ยังคงเป็นอีกปัจจัยที่หนุนราคาทองคำ

บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง กดดันโดยสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เริ่มทวีความร้อนแรงขึ้น หนุนความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ FED ซึ่งอาจอยู่ในระดับสูงได้นาน ขณะเดียวกัน ระดับบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ยังคงอยู่สูง ได้สร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อบรรดาหุ้นเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่เผชิญแรงขายหนัก อาทิ Micron -7.0% ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Exxon Mobil +2.5% และหุ้นกลุ่ม Defensive อย่าง กลุ่ม Healthcare นำโดย Eli Lilly +3.6% ทำให้ โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวลง -0.22% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.69% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ดิ่งลง -1.33% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลงต่อเนื่อง -0.69% ท่ามกลางความกังวลต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังถูกกดดันจากแรงขายหุ้นธีม AI/ Semiconductor อย่าง ASML -4.9% ไม่ต่างกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้รับอานิสงส์บ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Shell +1.6% รวมถึงการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Defensive อย่าง กลุ่ม Healthcare เช่นเดียวกันกับฝั่งสหรัฐฯ  

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาย่อตัวลง สู่ระดับ 4.70% ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม กอปรกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา ได้หนุนการเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ทว่า ความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงอยู่ รวมถึงประเด็นกดดันบอนด์ยีลด์ระยะยาว อย่าง แนวโน้มการออกบอนด์ของทั้งฝั่งรัฐบาลสหรัฐฯ และบริษัทที่เกี่ยวกับ AI ยังคงจำกัดการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ แม้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะเคลื่อนไหวผันผวนในช่วงที่ผ่านมา และล่าสุด บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ปรับตัวขึ้นเหนือโซน 4.70% อีกครั้ง ทว่า เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า นอกจากนี้ ระดับบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ล่าสุด ถือว่าอยู่ในระดับที่สูงพอควร และสามารถรองรับความเสี่ยง ในกรณีที่ FED ตัดสินใจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้จริงราว 2-3 ครั้ง (ผู้เล่นในตลาดอาจประเมินภาพความเสี่ยงดังกล่าวก่อน FED ปรับดอกเบี้ยนโยบายจริง) เมื่อประเมินจากการวิเคราะห์ Sensitivity Analysis ซึ่งในกรณีดังกล่าว บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจปรับตัวขึ้นราว +40bps จากระดับปัจจุบัน 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางและภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ทว่า รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาผสมผสาน และจังหวะย่อตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้จำกัดการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 99.7 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.5-99.7 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงแรงขายลดความเสี่ยงพอร์ต หลังหุ้นธีม AI/Semiconductor ปรับตัวลงแรง ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ทยอยปรับตัวลงต่อเนื่อง ทว่า ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ความกังวลต่อฐานะการคลังของสหรัฐฯ รวมถึง และแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน หนุนให้ ราคาทองคำสามารถแกว่งตัวเหนือโซน 4,380 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญฝั่งสหรัฐฯ จะอยู่ที่ รายงานการประชุม FOMC (FOMC Meeting Minutes) ล่าสุด ที่จะรับรู้ในช่วงราว 01.00 น. ของเช้าวันพฤหัสฯ นี้ ตามเวลาประเทศไทย นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ผลการประมูลบอนด์ 20 ปี สหรัฐฯ ในช่วงก่อนรับรู้รายงานการประชุม FOMC เล็กน้อย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ 

ส่วนทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของอังกฤษ และยูโรโซน ในเดือนกรกฎาคม ที่จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายการเงินของทั้งธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของประธาน ECB ในช่วงราว 14.10 น. ตามเวลาประเทศไทย 

ทางฝั่งเอเชีย บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) อาจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 5.75% หลังอัตราเงินเฟ้อได้ชะลอตัวลงเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 1.5%-3.5% อีกทั้ง ค่าเงินรูเปียะห์ (IDR) ได้กลับมาทยอยแข็งค่าและมีเสถียรภาพมากขึ้นจากช่วงก่อนหน้า

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูงและเริ่มกลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน และการเคลื่อนไหวของหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้พอควร

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า เงินบาทจะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ที่มาจากทั้ง ความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และแรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่สามารถสร้างแรงกดดันต่อตลาดการเงินเอเชีย รวมถึงค่าเงินฝั่งเอเชียได้ (ล่าสุด ตลาดหุ้นเอเชีย ทั้ง ฝั่งตลาดหุ้นเกาหลีใต้ และตลาดหุ้นญี่ปุ่น ได้ปรับตัวลงรุนแรง ตามแรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor) อย่างไรก็ดี การเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ แม้จะแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่อาจเป็นไปอย่างจำกัดได้ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม ทั้ง รายงานการประชุม FOMC ล่าสุด ถ้อยแถลงของประธาน FED ในงานสัมมนาวิชาการประจำปีของ FED (Jackson Hole Symposium) ระหว่างวันที่ 27-29 สิงหาคม รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ที่เราคาดว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ช่วงปลายเดือนนี้ และ อัตราเงินเฟ้อ CPI ในช่วงกลางเดือนกันยายน ก่อนการประชุม FOMC เดือนกันยายน ที่จะมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ดี แม้ในวันนี้ จะมีรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ไม่มากนัก แต่ผู้เล่นในตลาดจะให้ความสนใจกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจจากฝั่งยุโรป โดยเฉพาะข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI ของอังกฤษ และยูโรโซน ซึ่งอาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มนโยบายการเงินของ BOE และ ECB ได้ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดได้ให้โอกาสราว 23% ที่ BOE อาจขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ และให้โอกาสราว 69% ที่ ECB อาจขึ้นดอกเบี้ยได้อีก 2 ครั้ง ทำให้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจฝั่งยุโรปออกมาแย่กว่าคาด จนนำไปสู่การปรับลดโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ BOE และ ECB อาจกดดันให้ เงินปอนด์อังกฤษ (GBP) และเงินยูโร (EUR) อ่อนค่าลง หนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ไม่ยาก  

เนื่องจากเงินบาทได้ทยอยแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายวัน นั้น จะถือว่า เงินบาทได้กลับเข้าสู่แนวโน้ม “แข็งค่า” หรืออย่างน้อยเคลื่อนไหว Sideways และ หากเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.00-33.30 บาท/ดอลลาร์

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 19 ส.ค. 2569 เวลา : 10:59:43

19-08-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ August 19, 2026, 1:05 pm