ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (21 ส.ค.69) ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง ที่ระดับ 32.83 บาทต่อดอลลาร์


นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (21 ส.ค.69) ที่ระดับ 32.83 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน แถวโซน 32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.81-32.93 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงอยู่ และหนุนการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบ (ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) พร้อมทั้งยังหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาวของสหรัฐฯ อีกครั้ง หลังความกังวลต่อสถานการณ์สงครามที่เสี่ยงยืดเยื้อ ยังคงทำให้ผู้เล่นในตลาดกังวลต่อทั้งแนวโน้มฐานะการคลังของสหรัฐฯ รวมถึงความเสี่ยงต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและการดำเนินนโยบายการเงินของ FED อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ยังคงถูกจำกัดลงบ้าง ตามการรีบาวด์ขึ้นของบรรดาสกุลเงินหลัก อย่าง เงินยูโร (EUR) หลังความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างประเมิน ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีโอกาส 82% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในปีนี้ อนึ่ง เงินบาทยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) สู่โซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง ตามถ้อยแถลงของรัฐมนตรีคลังฯ ของ สหรัฐฯ Scott Bessent ที่ออกมาย้ำว่า วงเงินการซื้อคืนบอนด์ระยะยาว อาจสูงกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ ทำให้ผู้เล่นในตลาดบางส่วนยังคงคาดหวังว่า ทางการสหรัฐฯ พร้อมทำทุกอย่างเพื่อคุมบอนด์ยีลด์ระยะยาว ขณะเดียวกัน ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวมมีส่วนหนุนการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ 

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรง รวมถึงการพลิกกลับมาปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ที่สร้างแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth นอกจากนี้ รายงานผลประกอบการของบริษัทค้าปลีกรายใหญ่ อย่าง Walmart -9.2% ที่ออกมาน่าผิดหวัง ได้สร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีก ทำให้ โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวลง -1.32% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.87% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวลง -1.00% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลงต่อเนื่อง -0.12% แรงกดดันจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงอยู่ ซึ่งหนุนการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาพลังงาน ที่แม้จะหนุนการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นพลังงานยุโรป อย่าง BP +2.4% Shell +0.9% ทว่ากลับกดดันหุ้นกลุ่มอื่นๆ ตามแนวโน้มต้นทุนของบริษัทที่เสี่ยงสูงขึ้น อนึ่ง หุ้นกลุ่มเหมืองแร่บางส่วนยังคงปรับตัวขึ้นได้บ้าง ตามการปรับตัวขึ้นของราคาแร่โลหะ อย่าง ทองคำ 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาปรับตัวขึ้น สู่ระดับ 4.70% อีกครั้ง ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงอยู่ ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดยังคงไม่มั่นใจต่อโครงการซื้อคืนบอนด์ระยะยาวของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่มีการเตรียมเพิ่มวงเงิน เป็นอีกอย่างน้อยสองเท่าล่าสุด ว่าจะสามารถคุมการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรามองว่า ในช่วงระยะสั้นนี้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงเคลื่อนไหวผันผวนสูงต่อ ทว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถใช้จังหวะที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเหนือโซน 4.70% อีกครั้ง ในการทยอยเข้าซื้อได้  โดย เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า อย่างไรก็ดี เราอาจจำเป็นต้องปรับมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยของ FED ใหม่อีกครั้ง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้นชัดเจน จนราคาพลังงานอยู่ในระดับสูง (ราคาน้ำมันดิบ เกินหรืออยู่แถว 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) นานกว่าคาด

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงอยู่ นอกจากนี้ การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้มีส่วนกดดันให้ เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) กลับมาอ่อนค่าลงทดสอบโซน 159 เยนต่อดอลลาร์ ทว่า การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ นั้นมาจากความกังวลต่อเสถียรภาพการคลังของสหรัฐฯ มากกว่าความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งช่วยจำกัดการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 98.8 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.5-99.0 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้บอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ จะปรับตัวขึ้น พร้อมกับเงินดอลลาร์ สร้างแรงกดดันต่อ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ทว่า ราคาทองคำสามารถทยอยปรับตัวขึ้น เหนือระดับ 4,570 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง หลังผู้เล่นในตลาดบางส่วนต่างมองว่า ทางการสหรัฐฯ พร้อมทำทุกทางเพื่อคุมความผันผวนของบอนด์ยีลด์ระยะยาว นอกจากนี้ ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ยังมีส่วนช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing and Services PMIs) ในเดือนสิงหาคม ของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก ทั้ง สหรัฐฯ ยูโรโซน อังกฤษ และญี่ปุ่น ที่จะช่วยสะท้อนถึงแนวโน้มเศรษฐกิจ และอาจส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลักได้บ้าง 

ส่วนในฝั่งอังกฤษ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนกรกฎาคม เพิ่มเติม เพื่อประกอบการประเมินภาพเศรษฐกิจอังกฤษ 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูงและกลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง ซึ่งต้องรอติดตาม การประกาศมาตรการทางเศรษฐกิจของทางการสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน (Economic D-Day) ที่อาจยกระดับความร้อนแรงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หรือ อาจสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน จนทำให้ทั้งสองฝ่ายกลับมาเจรจากันอีกครั้ง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน และการเคลื่อนไหวของหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้พอควร

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า เงินบาทอาจยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways โดยโซนแนวต้านสำคัญจะอยู่ในช่วง 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวรับจะอยู่บริเวณ 32.75-32.80 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเรามองว่า อาจยังไม่เกิดขึ้นได้ง่ายนัก จนกว่าตลาดจะปรับเปลี่ยนมุมมองใหม่ ว่า FED อาจคงดอกเบี้ยในปีนี้ และสถานการณ์ในตะวันออกกลางต้องทยอยคลี่คลายลงจริง) โดยผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่รีบปรับสถานะถือครองเพิ่มเติม เพื่อรอลุ้น ถ้อยแถลงของประธาน FED Kevin Warsh ในงานสัมมนาวิชาการประจำปีของ FED (Jackson Hole Symposium) ในสัปดาห์หน้า รวมถึง รอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังทางการสหรัฐฯ เตรียมประกาศมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน และพันธมิตรที่ช่วยเหลืออิหร่าน เพิ่มเติม ในช่วงต้นสัปดาห์หน้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางและสร้างแรงกระเพื่อมต่อราคาพลังงานได้ 

ทั้งนี้ ในช่วงระหว่างวัน ผู้เล่นในตลาดอาจต้องระวัง ความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงตลาดรับรู้ รายงานดัชนี PMI ของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก โดยเฉพาะฝั่งยุโรป หลังตลาดยังคงคาดหวังการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของทั้ง ECB และ BOE อยู่ ทำให้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาแย่กว่าคาด อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ ECB และ BOE สร้างแรงกดดันต่อเงินยูโร และเงินปอนด์อังกฤษ พร้อมหนุนเงินดอลลาร์ ได้ไม่ยาก 

เนื่องจากเงินบาทได้ทยอยแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายวัน นั้น จะถือว่า เงินบาทได้กลับเข้าสู่แนวโน้ม “แข็งค่า” หรืออย่างน้อยเคลื่อนไหว Sideways และ หากเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.75-33.00 บาท/ดอลลาร์

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 21 ส.ค. 2569 เวลา : 11:07:31

21-08-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ August 21, 2026, 12:24 pm