(279)(571).jpg)
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (27 ส.ค.69) ที่ระดับ 32.80 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.76 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงเล็กน้อย ในลักษณะ Sideways Up (แกว่งตัวในกรอบ 32.73-32.86 บาทต่อดอลลาร์) หลังทั้งเงินดอลลาร์ และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกดดันให้ราคาทองคำ (XAUUSD) ย่อตัวลง ตามการปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ ของบรรดาผู้เล่นในตลาด จากรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE เดือนกรกฎาคม ของสหรัฐฯ ที่ออกมา +3.7%y/y (+0.2%m/m) สูงกว่าคาดเล็กน้อย ขณะที่ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core PCE ออกมา +3.3%y/y (+0.2%m/m) ตามคาด ทั้งนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น ถ้อยแถลงของประธาน FED Kevin Warsh ในงาน Jackson Hole Symposium นอกจากนี้ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีแนวโน้มที่ดี หลัง อิหร่านและโอมานสามารถบรรลุข้อตกลงในการบริหารจัดการการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ซึ่งช่วยจำกัดการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน
บรรดาผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังไม่รีบเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยง เพื่อรอลุ้น รายงานผลประกอบการของ Nvidia -1.6% ในช่วง After Close อีกทั้ง รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ล่าสุดยังออกมาสูงกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างมั่นใจเกิน 100% ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ย่อลง -0.21% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.02% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ย่อลง -0.08% ทั้งนี้ รายงานผลประกอบการและคาดการณ์ผลประกอบการของ Nvidia ที่ออกมาสดใสและดีกว่าคาด ได้หนุนให้ ราคาหุ้น Nvidia พุ่งขึ้น +4.1% ในช่วง After Close หนุนให้ สัญญาฟิวเจอร์สดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ต่างปรับตัวราว +0.5% ถึง +0.9% ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาย่อลงเล็กน้อย -0.01% หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะผลประกอบการของ Nvidia นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังเผชิญแรงกดดันบ้าง จากการปรับตัวลงของราคาหุ้นกลุ่ม Healthcare และกลุ่มพลังงาน ขณะที่ กลุ่มอุตสาหกรรมทหารและการบิน สามารถปรับตัวขึ้นบ้าง ช่วยพยุงตลาดหุ้นยุโรป ท่ามกลางความไม่แน่นอนของปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ทวีความร้อนแรงขึ้น ในช่วงนี้
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แถวโซน 4.65% โดยมีจังหวะปรับตัวขึ้นบ้าง หลังรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE สหรัฐฯ ล่าสุด ออกมาสูงกว่าคาดเล็กน้อย หนุนการปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ทว่า การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ถูกชะลอลงบ้าง ตามจังหวะย่อตัวลงของราคาน้ำมันดิบและภาวะระมัดระวังตัวของผู้เล่นในตลาด อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดบางส่วนยังคงรอทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวบ้าง อนึ่ง เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า อย่างไรก็ตาม เราจะรอติดตามถ้อยแถลงของประธาน FED ในงาน Jackson Hole Symposium รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ก่อนปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED (ถ้ามี)
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามการปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย หลังอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าคาด ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ถูกจำกัดลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้นถ้อยแถลงของประธาน FED อีกทั้ง เงินยูโร (EUR) ยังพอได้แรงหนุนจากถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ ECB ซึ่งย้ำจุดยืนว่า ECB ควรเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย หลังอัตราเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าระดับเป้าหมาย 2% เป็นเวลานานกว่าคาด ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 99.1 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.8-99.3 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ทยอยปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED รวมถึง ECB ได้กลับมากดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ย่อตัวลงบ้าง ทว่า ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนให้รีบาวด์สูงขึ้น ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ตามจังหวะย่อตัวลงบ้างของเงินดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวมราคาทองคำยังคงสามารถแกว่งตัวแถวโซน 4,670 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินภาวะตลาดแรงงานสหรัฐฯ ผ่านรายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) พร้อมรอติดตาม รายงานดัชนีภาวะภาคธุรกิจจาก FED สาขาต่างๆ
ทางฝั่งเอเชีย บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) และธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) อาจเดินหน้าขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย +25bps สู่ระดับ 5.00% และ 3.00% ตามลำดับ แม้อัตราเงินเฟ้อจะชะลอลงบ้าง ทว่ายังคงอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมายของทั้ง BSP และ BOK พอสมควร นอกจากนี้ สำหรับ BSP การเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอาจช่วยหนุนค่าเงินฟิลิปปินส์ เปโซ (PHP) ได้บ้าง หลังยังคงอ่อนค่าลงใกล้ระดับอ่อนค่าสุดในปีนี้ สวนทางกับบรรดาสกุลเงินเอเชียส่วนใหญ่ที่เริ่มทยอยแข็งค่าจากช่วงก่อนหน้า
ส่วนทางฝั่งไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออก-นำเข้า (Exports & Imports) ของไทย รวมถึง รายงานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) และอัตราการใช้กำลัง (Capacity Utilization) ในเดือนกรกฎาคม ที่พอจะช่วยสะท้อนถึงแนวโน้มภาคอุตสาหกรรมการผลิตของไทยได้
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เริ่มมีสัญญาณของการกลับมาเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทว่าโดยรวมสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน และการเคลื่อนไหวของหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า โดยรวมเงินบาทอาจยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways โดยโซนแนวต้านแรกในเชิงเทคนิคัลจะอยู่แถวบริเวณ เส้นค่าเฉลี่ย 100 วัน ราว 32.80-32.85 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนแนวต้านสำคัญจะอยู่ในช่วง 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวรับจะอยู่บริเวณ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.30 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งอยู่แถวเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน) เนื่องจากบรรดาผู้เล่นในตลาดอาจต้องการรอติดตาม ถ้อยแถลงของประธาน FED Kevin Warsh ในงาน Jackson Hole Symposium ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนสถานะถือครองที่ชัดเจน
อย่างไรก็ดี ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า เงินบาทอาจได้รับอานิสงส์บ้าง ตามการแข็งค่าขึ้นของบรรดาสกุลเงินเอเชียที่เกี่ยวกับ AI Boom ทั้ง เงินวอนเกาหลีใต้ (KRW) และเงินไต้หวันดอลลาร์ (TWD) หลังรายงานผลประกอบการของ Nvidia ที่ออกมาสดใส ดีกว่าคาด อาจหนุนการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้น AI/Semiconductor ฝั่งเอเชีย ซึ่งอาจส่งผลต่อเนื่องมายังหุ้นกลุ่มดังกล่าวในตลาดหุ้นไทยได้บ้าง ทำให้ เงินบาทอาจพอได้แรงหนุนจากแรงซื้อหุ้นไทย โดยเฉพาะหุ้นในธีมดังกล่าว รวมถึง หุ้นที่อาจได้อานิสงส์จาก AI Boom จากบรรดานักลงทุนต่างชาติ ที่ตลอดสัปดาห์นี้ ได้ขายหุ้นไทยสุทธิไปแล้วกว่า -5.4 พันล้านบาท
แต่แม้ว่า เงินบาทอาจได้อานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นของหุ้น AI/Semiconductor และการแข็งค่าขึ้นบ้างของบรรดาสกุลเงินเอเชียในธีมดังกล่าว เรามองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะเป็นไปอย่างจำกัด อีกทั้ง ต้องรอติดตามการเคลื่อนไหวของราคาทองคำเพิ่มเติม โดยหากราคาทองคำย่อตัวลงบ้าง ตามภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม อาจสร้างแรงกดดันต่อเงินบาทได้เช่นกัน
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้ม “แข็งค่าขึ้น” แต่หากเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน จะเป็นการกลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ใน Time Frame รายวัน และหากอ่อนค่าทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ จะทำให้ใน Time Frame รายสัปดาห์นั้น เงินบาทได้กลับสู่ แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” เช่นกัน
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.70-32.90 บาท/ดอลลาร์
ข่าวเด่น