
ทิศทางราคาทองคำ
ราคาทองคำปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยเมื่อวานร่วงลงกว่า 120 เหรียญ หรือเกือบ 3% และหลุดระดับ 4,400 เหรียญ ก่อนเช้าวันนี้อ่อนตัวทำจุดต่ำสุดบริเวณ 4,287 เหรียญ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบประมาณ 1 เดือน ก่อนมีแรงซื้อกลับและทรงตัวบริเวณ 4,300 เหรียญ ส่งผลให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีพลิกกลับมาติดลบราว -0.40% สะท้อนว่าแรงขายในระยะสั้นยังคงมีน้ำหนักมากกว่าฝั่งซื้อ
แรงกดดันหลักยังมาจากความกังวลว่าเฟดอาจกลับมาขึ้นดอกเบี้ย หลังถ้อยแถลงเชิงเข้มงวดของ ประธานเฟด ประกอบกับ Bond Yield ทั่วโลกที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่องและดอลลาร์แข็งค่า โดย CME FedWatch Tool เพิ่มโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในเดือน ก.ย. เป็น 67% จาก 40% ในสัปดาห์ก่อน ทำให้ตลาดเพิ่มความระมัดระวังและลดการถือครองทองคำในระยะสั้น
ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อเงินเฟ้อ หลังความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐฯ–อิหร่าน กลับมาปะทุขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นเข้าใกล้ระดับ 100 เหรียญต่อบาร์เรล ทำให้ตลาดกังวลว่าต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอาจเร่งแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และยิ่งสนับสนุนมุมมองว่าเฟดอาจต้องคงท่าทีเข้มงวดต่อไป โดยตลาดจะจับตา CPI วันที่ 11 ก.ย. เพื่อประเมินทิศทางเงินเฟ้อและนโยบายดอกเบี้ยของเฟด
ด้านดัชนีดอลลาร์แข็งค่าบริเวณ 99.7 จุด เป็นอีกหนึ่งปัจจัยกดดันราคาทองคำ ขณะเดียวกันยังส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่ามาบริเวณ 33.3 บ.ต่อดอลลาร์ ซึ่งช่วยชะลอแรงปรับลงของทองคำไทยได้บางส่วน อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำไทยยังอ่อนตัวตามตลาดโลก โดยทองไทยหลุดแนวรับสำคัญที่ 68,000 บาท ลงมาเคลื่อนไหวบริเวณ 67,900 บาท และประเมินว่ามีแนวรับถัดไปบริเวณ 67,200 บาท
ด้าน Fund Flow SPDR กลับมาซื้อทองคำเพิ่ม 4.28 ตัน ทำให้ถือครองเพิ่มเป็น 1,046.64 ตัน และเดือนกันยายนซื้อสุทธิแล้ว 4.28 ตัน แม้ตั้งแต่ต้นปียังขายสุทธิ 25.37 ตัน สะท้อนว่าเริ่มมีแรงซื้อกลับบางส่วนท่ามกลางการปรับฐานของราคา
วิเคราะห์ราคาทองคำทางเทคนิค
ในเชิงเทคนิค ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงปรับฐานขาลงระยะสั้นอย่างชัดเจน หลังหลุดแนวรับจิตวิทยาสำคัญบริเวณ 4,400 เหรียญ มาทรงตัว 4,300 เหรียญ ขณะที่ราคายังเคลื่อนไหวต่ำกว่า เส้นค่าเฉลี่ย 200 วันในกราฟ 4 ชั่วโมง ทำให้โครงสร้างระยะสั้นอ่อนแอลง และยังต้องระมัดระวังแรงขายต่อเนื่อง
วิเคราะห์ว่าหลังราคาหลุดระดับ Fibonacci Retracement 50% บริเวณ 4,330 เหรียญ แนวรับสำคัญถัดไปอยู่ที่ Fibonacci Retracement 61.8% บริเวณ 4,280-4,230 เหรียญ ดังนั้น นักลงทุนระยะสั้น โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ Leverage ควรลดสถานะ Long และควบคุม Margin ให้มากขึ้น ขณะที่นักลงทุนระยะกลางถึงยาวยังสามารถรอ ทยอยสะสมบริเวณแนวรับสำคัญ ได้เป็นลำดับ
ประเมินกรอบระยะสั้นของ ราคาทองคำตลาดโลก (Gold Spot) แนวรับอยู่ที่บริเวณ 4,280 เหรียญ และ 4,230 เหรียญ ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ระดับ 4,350 เหรียญ และ 4,400 เหรียญ ส่วน ทองคำในประเทศ (Thai Gold) แนวรับอยู่ที่ระดับ 67,300 บาท และแนวต้านอยู่ที่ระดับ 68,300 บาท
สำหรับ Gold COMEX (GCV26) แนวรับอยู่ที่ 4,295 เหรียญ และแนวต้านอยู่ที่ 4,365 เหรียญ ด้าน Gold Online Futures (GOU26) แนวรับอยู่ที่ 4,300 เหรียญ และแนวต้านอยู่ที่ 4,370 เหรียญ ส่วน Gold Futures 10 บาท (GF10V26) แนวรับอยู่ที่ระดับ 67,850 บาท และแนวต้านอยู่ที่ระดับ 68,850 บาท
โดยเน้นย้ำนักลงทุนว่า ราคาทองคำและราคาฟิวเจอร์สอาจจะแตกต่าง ดังนั้นการวิเคราะห์หรือ Arbitrage จะต้องใช้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
กลยุทธ์การลงทุนในวันนี้
แนะนำซื้อขายในกรอบ “Sideway Down” สำหรับนักลงทุนระยะสั้นพิจารณา ลดสถานะซื้อ และรอสัญญาณกลับตัวบริเวณแนวรับก่อนเข้าซื้ออีกครั้ง เพื่อลดความเสี่ยงจากการที่ราคาอาจปรับตัวลงต่อ พร้อมบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
- นักลงทุนที่ถือ Long Position
แนะนำรอสัญญาณกลับตัวให้ชัดเจนก่อนหาจังหวะเข้าซื้อใหม่ โดยระยะสั้นยังต้องระมัดระวังแรงขาย เนื่องจากราคายังอยู่ในช่วงปรับฐาน และอาจเกิดการรีบาวด์สลับกับแรงขายได้ จนกว่าจะสามารถสร้างฐานราคาใหม่ได้อย่างชัดเจน
- นักลงทุนที่ถือ Short Position
แนะนำแบ่งปิดกำไรตามรอบ หากเปิดสถานะใหม่ควรรอเปิดสถานะบริเวณแนวต้าน และมีจุด Stop Loss ทุกครั้ง
ข่าวเด่น