ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (4 ก.ย.69) แข็งค่าขึ้น ที่ระดับ 32.90 บาทต่อดอลลาร์


 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (4 ก.ย.69) ที่ระดับ 32.90 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.01 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ทะลุโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ จนเข้าใกล้โซนแนวรับถัดไปในช่วง 32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.88-33.03 บาทต่อดอลลาร์) ตามการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง (สวนทางกับคาดการณ์ของเราในวันก่อนหน้า) เข้าใกล้โซน 155.30 เยนต่อดอลลาร์ ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงเงินเยนญี่ปุ่นและแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งนำไปสู่การปรับลดสถานะ Short JPY (มองเงินเยนอ่อนค่าลง) เช่น การ Stop Loss/Cut Loss ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน จนช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่น นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม จากถ้อยแถลงของคณะกรรมการ FOMC ของ FED อย่าง Christopher Waller ที่ระบุว่า “เริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวลงของเงินเฟ้อสหรัฐฯ และจะรอจับตารายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนสิงหาคม โดยหากอัตราเงินเฟ้อไม่ได้ชะลอลง อาจพิจารณาโหวตขึ้นดอกเบี้ยได้” ซึ่งผู้เล่นในตลาดตีความว่า ถ้อยแถลงดังกล่าว ไม่ได้มีความ Hawkish มากเท่ากับถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED และคณะกรรมการ FOMC ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ เหลือราว 33% นอกจากนี้ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ยังได้หนุนให้ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง ทว่า การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์และการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำได้ถูกชะลอลงบ้าง หลัง รายงานดัชนี ISM PMI ภาคการบริการของสหรัฐฯ เดือนสิงหาคม ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 55.4 จุด ดีกว่าคาด อีกทั้งดัชนีราคายังปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 72.6 จุด สูงกว่าคาดเช่นกัน ส่วนเงินเยนญี่ปุ่นได้กลับมาอ่อนค่าลงบ้างเข้าใกล้โซน 156 เยนต่อดอลลาร์ 
 
บรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยรวมได้แรงหนุนจากการปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งหนุนการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth นำโดย Tesla +5.4%, Microsoft +2.7% ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดยังคงไม่รีบเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากนัก เพื่อรอติดตามทั้ง สถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวขึ้น +1.18% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +1.06% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวขึ้น +1.40% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวขึ้น +0.49% หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลต่อแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก อย่าง FED ลงบ้าง ทว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และ สงครามรัสเซีย-ยูเครน รวมถึงมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่คงประเมินว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้อีก 2 ครั้ง ในปีนี้ ยังคงจำกัดการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นยุโรป ส่วนบรรดาหุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม เผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากความกังวลต่อแนวโน้มยอดขาย โดยเฉพาะในช่วงที่ภาพการฟื้นตัวเศรษฐกิจจีนไม่ได้สดใสมากนัก 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวน แต่โดยรวมย่อลงเล็กน้อย สู่โซน 4.76% หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยลงบ้าง ตามถ้อยแถลงของคณะกรรมการ FOMC Christopher Waller ที่ไม่ได้ Hawkish มากเท่ากับบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้ การปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ถูกชะลอลงโดยภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ และรายงานดัชนี ISM PMI ภาคการบริการสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด เราคงมองว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) เนื่องจากระดับบอนด์ยีลด์ระยะยาวปัจจุบัน สามารถรองรับความเสี่ยงในกรณีที่ FED อาจ เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้จริง ตามที่ตลาดกำลังคาดหวัง ซึ่ง FED อาจเลือกเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง ในปีนี้ ทำให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 5.00% ได้ โดยระดับดังกล่าวต่ำกว่า จุด Break-Even Yield (ระดับบอนด์ยีลด์ที่ทำให้ การถือครองจากระดับปัจจุบันจะเริ่มขาดทุนในภาพของผลตอบแทนรวม) ของบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่อาจสูงถึง 5.20%-5.30% และที่สำคัญ เรามองว่า การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้าง ในปีหน้า ทำให้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่ 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลง ตามการแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่น และการปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยของผู้เล่นในตลาด ทว่า การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพิ่มเติม อีกทั้ง สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 99.0 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.8-99.3 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ จังหวะอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ รวมถึงการปรับลดโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของผู้เล่นในตลลาด ได้หนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ปรับตัวขึ้นเหนือโซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง  

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ อาทิ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน และอัตราการเติบโตของค่าจ้าง ในเดือนสิงหาคม 

ส่วนในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของยูโรโซน ในเดือนกรกฎาคม พร้อมรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BOE)   

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ที่อาจส่งผลต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้ 

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา อาจชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดอาจต้องการรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม อีกทั้ง การแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ควรจะชะลอลง จนกว่าตลาดจะรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม (แต่หากเงินเยนญี่ปุ่น สามารถแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 155 เยนต่อดอลลาร์ ได้ชัดเจน ทาง JPM ได้ประเมินว่า ภาพดังกล่าวอาจหนุนให้ เงินเยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นต่อทดสอบโซน 150 เยนต่อดอลลาร์ หรือต่ำกว่า ได้ ตามการปรับสถานะของผู้เล่นในตลาดที่มีการ Short JPY) นอกจากนี้ เรามองว่า รายงานยอดการจ้างงานฯ ของสหรัฐฯ หากไม่ได้ออกมาแย่กว่าคาดชัดเจน เช่น ติดลบต่อเนื่อง อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดไม่ได้ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยของ FED มากนัก โดยผู้เล่นในตลาดอาจต้องการรอลุ้น อัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ก่อนปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ การแข็งค่าขึ้นของเงินบาท หากเกิดขึ้น อาจจำกัดอยู่แถวโซน 32.80 บาทต่อดอลาร์ (แนวรับถัดไป 32.50-32.60 บาทต่อดอลลาร์) ส่วนโซนแนวต้านของเงินบาทนั้นอาจอยู่แถว 33.00 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์)

ทั้งนี้ แม้รายงานข้อมูลตลาดแรงงานอาจไม่ได้ “เซอร์ไพรส์” ตลาดมากนัก แต่เรามองว่า ควรเตรียมรับมือความผันผวนที่เกิดขึ้น เนื่องจากสถิติในช่วง 1 ปี ที่ผ่านมา นั้น เงินบาท (USDTHB) อาจแกว่งตัวในกรอบ +/-0.25% (กรอบ +/- 1 SD) ได้ในช่วง 30 นาที หลังรับรู้รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ 

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้ม “แข็งค่าขึ้น” แต่หากเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน จะเป็นการกลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ใน Time Frame รายสัปดาห์ (เงินบาทได้กลับมาอยู่ในแนวโน้ม อ่อนค่าลง ใน Time Frame รายวัน หลังอ่อนค่าทะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์) 

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.80-33.00 บาท/ดอลลาร์

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 04 ก.ย. 2569 เวลา : 11:03:00

04-09-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ September 4, 2026, 12:10 pm