ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (11 ก.ย.69) อ่อนค่าลง ที่ระดับ 33.15 บาทต่อดอลลาร์


นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (11 ก.ย.69) ที่ระดับ 33.15 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.95 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่องทดสอบกรอบบน 33.15 บาทต่อดอลลาร์ ที่เราประเมินไว้ในวันก่อนหน้า (แกว่งตัวในกรอบ 32.93-33.17 บาทต่อดอลลาร์) หลังเงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ตามการปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย จากรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เดือนสิงหาคม ที่ออกมาสูงขึ้นต่อเนื่อง สู่ระดับ +5.4%y/y (+0.4%m/m) ส่วน ดัชนีราคาผู้ผลิตพื้นฐาน Core PPI +4.6%y/y (+0.2%m/m) รวมถึง พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงขึ้น จนทำให้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI สูงขึ้นสู่ระดับ 108 และ 103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามลำดับ นอกจากนี้ แม้ ECB จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย +25bps สู่ระดับ 2.50% (Deposit Facility Rate) ตามคาด แต่จากแนวโน้มราคาพลังงานล่าสุดและการปรับคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อของ ECB ที่สูงขึ้น ทำให้ ผู้เล่นในตลาดยังคงคาดหวังการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมของ ECB ซึ่งมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลงเข้าใกล้ระดับ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และเพิ่มแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา 

บรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off)  ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED จากราคาพลังงานที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงขึ้น และรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ล่าสุดที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวลง -0.60% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.58% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวลง -0.65%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลงต่อเนื่อง -0.69% หลังราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงขึ้น ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดยังคงคาดหวังการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลักยุโรป ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน รวมถึงกลุ่มขนส่ง ที่ได้อานิสงส์จากค่าขนส่งค่าระวางเรือที่พุ่งสูงขึ้นจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางช่วงนี้ 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 4.97% ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ หลังราคาพลังงานยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดได้ปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งแม้ว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะเสี่ยงปรับตัวขึ้นทะลุโซน 5.00% แต่เราประเมินว่า ระดับบอนด์ยีลด์ล่าสุดที่สูงเกิน 4.90% จะมี จุด Break-Even Yield (ระดับบอนด์ยีลด์ที่ทำให้ การถือครองจากระดับปัจจุบันจะเริ่มขาดทุนในภาพของผลตอบแทนรวม) ของบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่อาจสูงถึง 5.30% ซึ่งสามารถรองรับกรณีที่ FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง และที่สำคัญ เรามองว่า การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้าง ในปีหน้า ทำให้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่ 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ตามการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ทั้งนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังบรรดาสกุลเงินหลัก อย่าง เงินยูโร (EUR) ยังพอได้แรงหนุนอยู่ ตามการปรับเพิ่มโอกาส ECB เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้นรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ ก่อนปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 99.1 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.7-99.2 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้บรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมจะอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) แต่มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ปรับเพิ่มโอกาสบรรดาธนาคารกลางหลักเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ที่มาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้กดดันให้ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ปรับตัวลงสู่โซน 4,350-4,360 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในเดือนสิงหาคม ที่จะชี้ชะตาแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูล อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ในรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (U of Michigan Consumer Sentiment) ประจำเดือนกันยายน โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างให้โอกาส 71% ที่ FED จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ในการประชุมเดือนกันยายนนี้ และให้โอกาสราว 81% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้รวม 2 ครั้งในปีนี้ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานภาวะตลาดพลังงานรายเดือน โดย IEA 

ส่วนทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจรายเดือน (Monthly GDP) และ ยอดผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Production) ของอังกฤษ ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ได้ โดยล่าสุด ราคาพลังงานที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดต่างคาดว่า BOE มีโอกาสราว 93% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ และอาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 2-3 ครั้ง ในปีหน้า

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่อาจส่งผลต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้ 

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าเพิ่มเติมได้บ้าง ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ที่อาจกดดันให้เกิดแรงขายสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ นอกจากนี้ สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ไม่แน่นอนสูงและหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน จะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันเงินบาทต่อเนื่อง (จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลงได้ ซึ่งเรามองว่า โอกาสเกิดอยู่ในระดับต่ำ ในเร็ววันนี้) โดยเรามองว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจติดโซนแนวต้าน 33.20 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนได้ ซึ่งบริเวณดังกล่าว เรามองว่า อาจมีผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออกต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์ 

อย่างไรก็ดี เรามองว่า หากราคาทองคำทยอยรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง หรือเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ทยอยกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง อาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาท ทว่า แรงหนุนดังกล่าวอาจยังไม่สามารถทำให้ เงินบาทแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ง่ายนัก 

และที่สำคัญ เราขอเน้นย้ำว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ (ทยอยรับรู้ในช่วง 19.30 น. ตามเวลาประเทศไทย) ซึ่งจะเป็นปัจจัยชี้ชะตาแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของ FED และกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยหากอัตราเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าคาด ทั้งในส่วนของโมเมนตัมรายเดือน CPI สูงขึ้นเกิน +0.4%m/m หรือ โมเมนตัมรายเดือนของอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI สูงเกิน +0.2%m/m จะทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างมั่นใจต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในเดือนกันยายน และอาจมองว่า FED จะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ 2-3 ครั้ง ในปีนี้ หนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นพอควร พร้อมกดดันทั้งราคาทองคำและเงินบาท โดยเรามองว่า ผู้เล่นในตลาดยังสามารถใช้การประเมินที่เราเคยวิเคราะห์ไว้ก่อนหน้า ว่า หากผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยราว 50% หรือ 0.5 ครั้ง อาจกดดันให้ เงินบาทอ่อนค่าลงราว 25 สตางค์ ได้ ทำให้ เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อทะลุโซนแนวต้าน 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ เข้าใกล้โซนแนวต้านสำคัญ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อีกครั้ง 

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้ม “แข็งค่าขึ้น” แต่หากเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน จะเป็นการกลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ใน Time Frame รายสัปดาห์ (เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเช่นกัน ใน Time Frame รายวัน จนกว่าจะอ่อนค่าทะลุโซน 33.20 บาทต่อดอลลาร์ ได้ชัดเจน) 

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.95-33.35 บาท/ดอลลาร์

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 11 ก.ย. 2569 เวลา : 11:46:30

11-09-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ September 11, 2026, 1:03 pm