
ทิศทางราคาทองคำ
ราคาทองคำปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากเมื่อวาน โดยร่วงโดยรวมมากกว่า 80 เหรียญ ท่ามกลางแรงกดดันจากแนวโน้มนโยบายการเงินที่เข้มงวด หลัง ECB ปรับขึ้นดอกเบี้ยจาก 2.25% เป็น 2.50% เป็นครั้งที่ 2 ของปีนี้ ขณะเดียวกัน PPI สหรัฐฯ เดือน ส.ค. เร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะอัตรารายปี ส่งผลให้ตลาดเพิ่มโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมสัปดาห์หน้าเป็นราว 71% จาก 61% ก่อนประกาศ PPI ด้าน Bond Yield สหรัฐฯ ยังปรับตัวสูงขึ้น หลัง Treasury Buyback รอบแรกภายใต้กรอบใหม่ซื้อคืนจริงราว 5.2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งตลาดมองว่ายังไม่มากพอที่จะเปลี่ยนทิศทางตลาดบอนด์
ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังรุนแรงและเริ่มขยายออกนอกบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันยังทรงตัวเหนือ 100 เหรียญต่อบาร์เรล เพิ่มความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูงนานกว่าคาด และอาจทำให้ธนาคารกลางหลักยังคงใช้นโยบายการเงินเข้มงวด
ขณะที่ ดัชนีดอลลาร์แข็งค่าขึ้นมาแตะบริเวณ 99 จุด ส่งผลให้เงินบาทกลับมาอ่อนค่าเหนือ 33 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง ส่วนราคาทองคำไทยอ่อนตัวหลุด 68,000 บาท ลงมาเคลื่อนไหวบริเวณ 67,800 บาท
ภาพรวมทองคำจึงถูกกดดันจาก เงินเฟ้อที่เร่งตัว ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง รวมถึง Bond Yield และดัชนีดอลลาร์ที่ปรับสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาทองคำมีแนวโน้มปิดสัปดาห์ลดลงมากกว่า 2% และเป็นการปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3
ด้าน Fund Flow กองทุน SPDR ขายออก 0.35 ตัน ลดการถือครองเหลือ 1,050.28 ตัน โดยภาพรวมเดือนกันยายนยังซื้อสุทธิ 7.92 ตัน ขณะที่ตั้งแต่ต้นปียังขายสุทธิ 21.73 ตัน
วิเคราะห์ว่า ตลาดจะให้น้ำหนักกับ CPI สหรัฐฯ คืนนี้ ซึ่งเป็นข้อมูลเงินเฟ้อสำคัญรายการสุดท้ายก่อนการประชุมเฟดวันที่ 15–16 ก.ย. หาก CPI ยังไม่ชะลอลงมากพอที่จะลดความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ย Bond Yield และดัชนีดอลลาร์ที่อยู่ในระดับสูงอาจยังเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำต่อไป
วิเคราะห์ราคาทองคำทางเทคนิค
ในเชิงเทคนิค ราคาทองคำปรับตัวลดลงหลุดระดับ 4,350 เหรียญ ทำให้ภาพระยะสั้นกลับมาเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway Down ขณะที่ภาพระยะกลางถึงยาวยังมองเป็นการ Sideways เพื่อปรับฐาน ภายในโครงสร้างเดิม
ขณะเดียวกัน ราคากำลังอยู่ในช่วง ฟอร์มฐานและเริ่มเห็นลักษณะคล้าย Pattern Head and Shoulders ใน Timeframe รายวัน จึงยังต้องรอการยืนยันว่าราคาจะเลือกทิศทางใด โดย แนวรับบริเวณ 4,300 เหรียญ เป็นจุดสำคัญที่ต้องติดตาม ทั้งนี้ควรระมัดระวังความผันผวนและการเหวี่ยงตัวของราคาในช่วงประกาศตัวเลขสำคัญ
ประเมินกรอบระยะสั้นของ Gold Spot แนวรับอยู่ที่ 4,300 เหรียญ และ 4,280 เหรียญ ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 4,350 เหรียญ และ 4,380 เหรียญ สำหรับทองคำในประเทศ (Thai Gold) แนวรับอยู่ที่ 67,300 บาท และแนวต้านอยู่ที่ 68,300 บาท
ด้าน Gold COMEX (GCV26) แนวรับอยู่ที่ 4,310 เหรียญ และแนวต้านอยู่ที่ 4,360 เหรียญ ส่วน Gold Online Futures (GOU26) แนวรับอยู่ที่ 4,315 เหรียญ และแนวต้านอยู่ที่ 4,365 เหรียญ สำหรับ Gold Futures 10 บาท (GF10V26) แนวรับอยู่ที่ 67,900 บาท และแนวต้านอยู่ที่ 68,900 บาท
โดยเน้นย้ำนักลงทุนว่า ราคาทองคำและราคาฟิวเจอร์สอาจจะแตกต่าง ดังนั้นการวิเคราะห์หรือ Arbitrage จะต้องใช้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
กลยุทธ์การลงทุนในวันนี้
แนะนำให้ ระมัดระวังแรงขายในระยะสั้น หลังทิศทางราคาเข้าสู่ลักษณะ Sideway Down อย่างไรก็ตาม โครงสร้างภาพใหญ่ยังอยู่ในช่วง ปรับฐาน จึงควรรอให้ราคาเริ่มส่งสัญญาณกลับตัวบริเวณแนวรับสำคัญก่อนเข้าซื้อ เพื่อลดความเสี่ยงจากการปรับตัวลงต่อ พร้อมกำหนดจุดตัดขาดทุนและบริหารความเสี่ยงทุกครั้ง
- นักลงทุนที่ถือ Long Position
ลดสถานะการซื้อ หรือ Long position ในระยะสั้นต้องระมัดระวังแรงขาย เนื่องจากอยู่ในช่วงการปรับฐาน ราคาอาจจะขึ้นเพื่อลงต่อจนกว่าจะสร้างฐานราคาใหม่ได้
- นักลงทุนที่ถือ Short Position
แนะนำแบ่งปิดกำไรตามรอบ หากเปิดสถานะใหม่ควรรอเปิดสถานะบริเวณแนวต้าน และมีจุด Stop Loss ทุกครั้ง
ข่าวเด่น