(279)(585).jpg)
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (15 ก.ย.69) ที่ระดับ 33.23 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 33.15-33.32 บาทต่อดอลลาร์) แม้เงินบาทจะมีจังหวะอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 33.30 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางแรงกดดันจากการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรง รวมถึงจังหวะแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ตามภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ทว่า เงินบาทได้ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง หลังเงินดอลลาร์ได้ย่อตัวลง พร้อมกับการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันสำเร็จรูป อย่าง ดีเซล จากความหวังว่า สถานการณ์การสู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ที่มีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในช่วงที่ผ่านมา อาจลดระดับความร้อนแรงและคลี่คลายลงบ้าง
บรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) จากปัจจัยกดดันรอบด้าน ทั้ง ความกังวลแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และ ความกังวลต่อทิศทางการพัฒนาและลงทุนใน AI สร้างแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor อาทิ Nvidia -3.4% ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นเทคฯ ใหญ่ อย่าง Alphabet +3.2% และหุ้นกลุ่ม Defensive อย่าง Healthcare และสินค้าอุปโภคบริโภค ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวลง -0.29% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.48% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวลง -0.56%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลงต่อเนื่อง -0.49 % กดดันโดยแรงขายหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor ไม่ต่างกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ นำโดย ASML -6.1% อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง ตามการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Healthcare และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงหุ้นกลุ่มพลังงาน ที่ยังคงได้อานิสงส์จากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นทะลุโซน 5.00% ก่อนที่จะย่อตัวลงบ้าง แต่ยังคงเคลื่อนไหวใกล้ระดับดังกล่าว โดยปัจจัยกดดันบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ยังคงเป็นความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ และทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของ FED รวมถึงปัจจัยเดิมอย่าง ความกังวลต่อฐานะการคลังของสหรัฐฯ ทว่า ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวมและมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่เริ่มทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวได้ช่วยจำกัดการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ แม้ว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะปรับตัวขึ้นทะลุโซน 5.00% แต่เราประเมินว่า ระดับบอนด์ยีลด์ล่าสุดมี จุด Break-Even Yield (ระดับบอนด์ยีลด์ที่ทำให้ การถือครองจากระดับปัจจุบันจะเริ่มขาดทุนในภาพของผลตอบแทนรวม) ของบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่อาจสูงถึง 5.30% ซึ่งสามารถรองรับกรณีที่ FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าที่ตลาดกำลังคาดหวัง (ราว 4 ครั้ง ภายในปีหน้า) และที่สำคัญ เรามองว่า การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้าง ในปีหน้า ทำให้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แม้จะมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้างตามภาวะปิดรับความเสี่ยง ทว่าเงินดอลลาร์ได้อ่อนค่าลงเล็กน้อยตาม จังหวะย่อตัวลงของราคาพลังงาน กอปรกับบรรยากาศตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ทยอยฟื้นตัวขึ้นบ้าง ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดต่างยังไม่รีบปรับสถานะถือครอง เพื่อรอรับรู้ผลการประชุม FOMC ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังคงแกว่งตัวแถวโซน 99.5 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.3-99.7 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้บรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมจะอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ทว่า ความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก ยังคงกดดันให้ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) แกว่งตัวแถวโซน 4,310-4,360 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP รวมถึงดัชนีภาคการผลิตโดย New York FED (Empire Manufacturing Index) ในเดือนกันยายน พร้อมรอลุ้น ผลการประมูลบอนด์ 20 ปี ของสหรัฐฯ ที่อาจสร้างความผันผวนต่อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้
ทางฝั่งยุโรป ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานข้อมูลตลาดแรงงานอังกฤษ ทั้งในส่วนของยอดการจ้างงานและอัตราการเติบโตของค่าจ้าง ที่จะส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า BOE มีโอกาสถึง 74% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 5 ครั้ง ภายในสิ้นปี 2027
ในฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญรายเดือนของจีน อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) พร้อมรอติดตาม การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ระยะยาวญี่ปุ่น หลังรับรู้ผลการประมูลบอนด์ 20 ปี
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่อาจส่งผลต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
ในช่วงระหว่างวัน เราคงมุมมองเดิมว่า ตราบใดที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่มีแนวโน้มคลี่คลายลงได้ และราคาพลังงานยังเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้น เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจมีโซนแนวต้านในช่วง 33.30 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.50 บาทต่อดอลลาร์) เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจยังคงไม่รีบปรับสถานะถือครองที่ชัดเจนนัก เพื่อรอลุ้น ผลการประชุมบรรดาธนาคารกลาง ทั้ง FED, BOE และ BOJ ในสัปดาห์นี้ นอกจากนี้ เราประเมินว่า บริเวณดังกล่าว อาจมีผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออกต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์
ทั้งนี้ เรามองว่า บรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวมล่าสุด ได้ถูกจุดประเด็นโดยความกังวลต่อแนวโน้มการพัฒนาและลงทุนใน AI ซึ่งส่งผลกระทบต่อบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่แม้จะกระทบต่อตลาดหุ้นไทยบ้าง แต่เรามองว่า บรรดานักลงทุนต่างชาติอาจรอจังหวะทยอยเข้าซื้อหุ้นไทย ที่มีความเป็น Old Economy มากกว่าได้ นอกจากนี้ เรามองว่า บอนด์ยีลด์ระยะกลาง-ยาวของไทย ได้ปรับตัวขึ้นพอสมควรและมีความน่าสนใจมากขึ้น จนอาจทำให้นักลงทุนต่างชาติบางส่วนรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ไทยบ้าง ซึ่งแรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติอาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้เช่นกัน ทว่า เงินบาทจะยังไม่สามารถกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ชัดเจน จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะลดความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และบรรดาธนาคารกลางหลัก ซึ่งต้องเห็นพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ดีขึ้น โดยในระยะสั้น เรามองว่า เงินบาทจะยังมีโซนแนวรับแถว 33.00 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์)
อย่างไรก็ดี เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดยังคงต้องจับตาทิศทางการเคลื่อนไหวของทั้งราคาทองคำและเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่ยังคงส่งผลกระทบต่อเงินบาทพอสมควร
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้ม “แข็งค่าขึ้น” ใน Time Frame รายสัปดาห์ แต่กลับมาอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ใน Time Frame รายวัน หลังอ่อนค่าทะลุโซน 33.20 บาทต่อดอลลาร์ ได้ชัดเจน
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.10-33.35 บาท/ดอลลาร์
ข่าวเด่น