ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (7 ต.ค.69) ร่วงแรง 341.41 จุด กังวลผลกระทบบอนด์ยีลด์สูงขึ้น ดันเงินเฟ้อ-ภาระหนี้ พุ่ง


ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (7 ต.ค.69) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดที่ 51,179.87 จุด ลดลง 341.41 จุด หรือ -0.66%,ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,801.77 จุด ลดลง 17.16 จุด หรือ -0.22% และ ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 27,538.69 จุด ลดลง 61.20 จุด หรือ -0.22%  หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งขึ้น ตลาดวิตกกังวลเงินเฟ้อและภาระหนี้สูงขึ้น

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับ 5.350% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2545 โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรประเภทดังกล่าวเป็นอัตราอ้างอิงหลักสำหรับการกำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อรถยนต์ และหนี้บัตรเครดิต

ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรประเภทอื่น ๆ ปรับตัวขึ้นด้วย โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ พุ่งขึ้นแตะระดับ 5.724% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 24 ปี และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี ซึ่งมักจะปรับตัวตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 4.818%

ความกังวลเกี่ยวกับอุปทานชะงักงันอันเนื่องมาจากสงครามอิหร่านได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งทำให้ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อกลับมาอีกครั้ง และเพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางจะขยายวงจรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นเวลานานขึ้น ซึ่งความกังวลดังกล่าว ประกอบกับหนี้ภาคเอกชนและหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นนั้น ได้จุดชนวนให้เกิดการเทขายพันธบัตรทั่วโลกและผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินทั่วโลกในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นนิวยอร์กลดช่วงลบในวันพุธ หลังจากราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาลดลง ภายหลังจากทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้ตกลงที่จะเร่งปล่อยน้ำมันออกจากคลังสำรอง โดยให้ความสำคัญกับน้ำมันดีเซลเป็นลำดับแรก

ส่วนรายงานการประชุมประจำเดือนก.ย.69 ของเฟด ซึ่งตลาดจับตาอย่างใกล้ชิดนั้น ระบุว่า กรรมการเฟดมีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับเหตุผลในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมครั้งนี้ โดยกรรมการบางส่วนมองว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อจำกัดผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงาน ขณะที่บางส่วนเห็นว่าจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่เกิดจากอุปสงค์

เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักเพียง 17.2% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกในการประชุมเดือนต.ค.69 ซึ่งลดลงจากระดับ 37.6% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อย่างไรก็ตาม นักลงทุนให้น้ำหนักมากถึง 85% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค.69

หุ้น 7 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมร่วงลง 2.14% ตามด้วยหุ้นกลุ่มวัสดุร่วงลง 1.53% ส่วนหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ปรับตัวขึ้นมากที่สุด โดยเพิ่มขึ้น 1.06% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยปรับตัวขึ้น 0.15%

สมาคมธนาคารเพื่อการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย (MBA) ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัยแบบคงที่ระยะเวลา 30 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปีเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ตามการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ส่งผลให้หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ร่วงลง 2.3% และหุ้นกลุ่มธุรกิจสร้างบ้าน ดิ่งลง 2.9%

หุ้น SpaceX ซึ่งเป็นธุรกิจด้านอวกาศของอีลอน มัสก์ ร่วงลง 2.5% หลังจากสำนักข่าวไฟแนนเชียล ไทมส์ รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า SpaceX มีแผนระดมทุนมูลค่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อนำไปจัดซื้อชิป AI จากบริษัท Nvidia

นักลงทุนจับตารายงานผลประกอบประจำไตรมาส 3 ของบริษัทจดทะเบียนซึ่งจะเริ่มขึ้นในสัปดาห์หน้า ประเดิมด้วยผลประกอบการของธนาคารรายใหญ่ของสหรัฐฯ ขณะที่ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ากำไรโดยรวมของบริษัทในดัชนี S&P 500 จะเพิ่มขึ้น 30.6% เมื่อเทียบรายปี

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 08 ต.ค. 2569 เวลา : 11:38:08

08-10-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 8, 2026, 12:21 pm