ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (15 ต.ค.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 33.62 บาทต่อดอลลาร์


 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (15 ต.ค.69) ที่ระดับ 33.62 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.58 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวผันผวนสูง (แกว่งตัวในกรอบ 33.56-33.73 บาทต่อดอลลาร์) โดยมีจังหวะอ่อนค่าลงเร็ว เข้าใกล้โซนแนวต้าน 33.75 บาทต่อดอลลาร์ หลังเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น พร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และการปรับตัวลงของราคาทองคำ จากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ เดือนกันยายน ที่ออกมาสูงกว่าคาด ทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย อย่างไรก็ดี เงินบาทได้ทยอยพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น หลังเงินดอลลาร์ ทยอยอ่อนค่าลง ตามภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ส่งผลให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลดลง พร้อมหนุนการรีบาวด์แข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) และการรีบาวด์ขึ้นบ้างของราคาทองคำ ขณะเดียวกัน ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED หลังรับรู้ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ไม่ได้ส่งสัญญาณถึงความจำเป็นที่ FED ต้องเร่งรีบขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยลงบ้าง โดยเฉพาะในส่วนของการประชุมเดือนตุลาคม ที่โอกาสการขึ้นดอกเบี้ยแตะระดับ 50% หลังรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ก่อนที่จะลดลงสู่ระดับ 32% ล่าสุด แต่โดยรวมผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจว่า FED จะสามารถขึ้นดอกเบี้ยอีก +25bps ในการประชุมเดือนธันวาคม สอดคล้องกับถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ในช่วงนี้  

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง 33.50-33.75 บาท/ดอลลาร์
 
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ – แรงเทขายบรรดาหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor กอปรกับความกังวลต่อแนวโน้มดอกเบี้ยของ FED ที่อาจอยู่ในระดับสูงได้นานกว่าคาด หลังอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ล่าสุด ออกมาสูงกว่าคาด ยังคงเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้าง ตามการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Defensive อาทิ กลุ่ม Healthcare และสินค้าอุปโภคบริโภค ทำให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวลง -0.1% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -1.1% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ดิ่งลง -1.9%

ตลาดหุ้นยุโรป – ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้น +0.4% หนุนโดยการรีบาวด์ขึ้นของหุ้นธีม AI/Semiconductor อาทิ ASML +1.2% ตอบรับผลประกอบการที่สดใสของ ASML นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง ตามการปรับตัวขึ้นของหุ้น กลุ่ม Defensive อาทิ กลุ่ม Healthcare และสินค้าอุปโภคบริโภค ไม่ต่างจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ช่วยลดทอนแรงกดดันต่อตลาดหุ้นยุโรปจากแรงขายหุ้นกลุ่มการเงินที่ยังคงดำเนินต่อไป และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่แม้จะช่วนหนุนการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงาน แต่กดดันบรรยากาศตลาดการเงินยุโรป

ตลาดบอนด์ – บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวนสูง โดยมีจังหวะปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 5.33% หลังผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย จากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ที่ออกมาสูงกว่าคาด ก่อนที่จะทยอยย่อตัวลงสู่ระดับ 5.14% ล่าสุด ต่ำกว่าระดับก่อนรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ท่ามกลางแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาดและภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ รวมถึง การปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยลงบ้าง หลังถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ไม่ได้สะท้อนถึงความจำเป็นในการเร่งรีบขึ้นดอกเบี้ย ทั้งนี้ แม้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะเคลื่อนไหวผันผวนสูงในระยะสั้น แต่เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ โดยเราคงมองว่า หาก FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะสอดคล้องกับคาดการณ์ของเรา หรือ ผู้เล่นในตลาด การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้าง ในระยะข้างหน้า ทำให้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่ โดยเฉพาะในช่วงที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทะลุโซน 5.25% (หากกังวลต่อแนวโน้มการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาว อาจพิจารณาทยอยเข้าลงทุน ทุกๆ การปรับตัวขึ้นราว +25bps ได้) โดย Risk-Reward ในการถือครองบอนด์ระยะยาวมีความน่าสนใจมาก (Asymmetric Risk-Reward ชัดเจน) หากประเมินในกรณีที่บอนด์ยีลด์อาจปรับตัวขึ้น/ลง เช่น +/-50bps จนถึง +/-100bps

ตลาดค่าเงิน – เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวผันผวนสูง ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED นอกจากนี้ ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ที่ทำให้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงหนักกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ และยังช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ได้สร้างแรงกดดันต่อเงินดอลลาร์เพิ่มเติม ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังคงเคลื่อนไหวแถวโซน 102.2 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 102.1-102.9 จุด)

ทองคำ – แม้ว่า ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) จะเผชิญแรงขายหลังอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าคาด ทว่า ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ รวมถึง จังหวะย่อตัวลงของทั้งเงินดอลลาร์ และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้หนุนให้ ราคาทองคำสามารถรีบาวด์สูงขึ้น เข้าใกล้โซน 4,130 ดอลลาร์ต่อออนซ์  

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ ทั้ง ดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนกันยายน รวมถึง ดัชนีภาคการผลิตโดย New York FED (Empire Manufacturing Index) ในเดือนตุลาคม และรายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED

ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) พร้อมรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจอังกฤษ ทั้ง รายงานอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจอังกฤษ รายเดือน (Monthly GDP) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนสิงหาคม รวมถึง รายงานยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ของยูโรโซน ในเดือนสิงหาคม เช่นกัน

ในฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ของญี่ปุ่น ในเดือนสิงหาคม

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และสถานการณ์การเมืองยุโรป อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน และการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่เสี่ยงผันผวนสูงในระยะสั้น
 
Krungthai Global Markets มองเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options
 
ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า แม้บรรยากาศในตลาดการเงินเอเชีย โดยเฉพาะฝั่งตลาดที่มีการกระจุกตัวของหุ้นธีม AI/Semiconductor มาก เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไต้หวัน อาจเผชิญแรงกดดันบ้าง ตามแรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor สหรัฐฯ ช่วงคืนที่ผ่านมา ซึ่งอาจกดดันบรรดาสกุลเงินเอเชียดังกล่าว รวมถึงเงินบาทได้ แต่เรามองว่า หากผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งนักลงทุนต่างชาติ ชะลอการขายหุ้นไทย แล้วเริ่มกลับมาทยอยซื้อหุ้นไทย นอกธีม AI/Semiconductor (เรามองว่า ตลาดหุ้นไทยมีความกระจุกตัวของหุ้นธีมดังกล่าวไม่มาก เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นเอเชียที่กล่าวมาก่อนหน้า) อาจช่วยหนุนเงินบาทได้บ้าง แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจยังเป็นไปอย่างจำกัด ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังคงร้อนแรงขึ้นและเสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นได้ ดังจะเห็นจากการทยอยออกคำเตือนประชาชนในหลายประเทศฝั่งตะวันออกกลาง เช่น กาตาร์ ที่ล่าสุด ได้ออกคำเตือนประชาชนให้เตรียมรับมือกับสถานการณ์สงครามที่อาจเลวร้ายสุด นอกจากนี้ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดต่างรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ เพิ่มเติม ก่อนที่จะปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน หลังรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เมื่อคืน ทำให้ตลาดการเงินผันผวนพอสมควร ทำให้ เรามองว่า เงินบาทจะยังคงมีโซนแนวรับในช่วง 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวต้านเงินบาทจะอยู่แถว 33.75 บาทต่อดอลลาร์ เป็นแนวต้านแรก (แนวต้านสำคัญ 33.85-34.00 บาทต่อดอลลาร์)
 
นอกจากนี้ ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า ควรติดตามการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) และราคาทองคำ (XAUUSD) อย่างใกล้ชิด เนื่องจากการเคลื่อนไหวของทั้งสองสินทรัพย์ยังคงส่งผลกระทบต่อเงินบาทพอสมควร โดยในส่วนของเงินเยนญี่ปุ่นนั้น เรามองว่า หากแรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor ยังคงดำเนินต่อไป อาจหนุนการแข็งค่าขึ้นเพิ่มเติมของเงินเยนญี่ปุ่นได้ จากทั้งภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ที่อาจช่วยชะลอการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และอาจหนุนการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ รวมถึง การปรับลดสถานะ Yen-Carry Trade ลงบ้าง โดยเฉพาะในส่วนของโฟลว์ธุรกรรมที่เกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นธีม AI/Semiconductor ทั้งนี้ เราไม่ได้กังวลต่อแนวโน้มการเกิด Unwind Yen-Carry Trade ที่รุนแรง จนส่งผลให้ เงินเยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดการเงินโดยรวม เหมือนที่เคยเกิดขึ้น หลังผู้เล่นในตลาดไม่ได้มีสถานะ Short JPY (มองเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่า) ในระดับที่สูงมากนัก
 
อนึ่ง ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ ทั้ง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED
 
ในระยะกลาง-ยาว เราคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ก่อนที่จะทยอยลดดอกเบี้ยลง ทำให้ เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เนื่องจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ยังคงมากกว่าที่เราประเมินไว้พอควร กอปรกับ เงินบาทจะเริ่มได้รับอานิสงส์จากช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ และไตรมาส 1 ของปีหน้า ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วและมากกว่าที่เราประเมินไว้ ได้เพิ่มสูงขึ้น หลังราคาพลังงานเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความร้อนแรงขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด
 
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทได้กลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ทั้งใน Time Frame รายวัน และรายสัปดาห์ จนกว่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.40 บาทต่อดอลลาร์ และ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ตามลำดับ

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 15 ต.ค. 2569 เวลา : 10:53:26

15-10-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 15, 2026, 11:58 am