.jpg)
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐในสัปดาห์นี้คาดว่าจะเคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 33.65 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยมีกรอบการเคลื่อนไหวระหว่าง 33.40-33.90 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางปัจจัยกดดันจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ภาวะตลาดการเงินระหว่างประเทศ และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่นักลงทุนจับตาอย่างใกล้ชิด
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเพิ่มความกังวลต่อความเสี่ยงในการกลับมาของแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ณ วันที่ 23 ตุลาคม ปรับตัวขึ้นแตะระดับ 116.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้อและรุนแรงขึ้นหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ความเสี่ยงต่อเส้นทางการขนส่งและลำเลียงน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น และอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันต้นทุนพลังงานในระยะต่อไป
ในด้านกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ภาคการผลิตยังคงส่งสัญญาณขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อรวม (Composite PMI) และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (Manufacturing PMI) เบื้องต้นประจำเดือนตุลาคม ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 53 เดือน สะท้อนการเติบโตที่แข็งแกร่งของภาคธุรกิจและตลาดแรงงาน อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 5 เดือน จากความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ ขณะที่ภาคธุรกิจมีการปรับเพิ่มราคาสินค้าในอัตราที่รวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2565
ขณะเดียวกัน ภาวะการเงินที่ยังคงตึงตัวเริ่มส่งผลต่อภาคอสังหาริมทรัพย์และตลาดทุน โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้สร้างบ้านของสหรัฐฯ (NAHB Housing Market Index) ปรับลดลงจาก 32 จุด สู่ 29 จุด ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2555 ขณะที่ดัชนี S&P 500 และดัชนี Nasdaq ปรับตัวลดลง 1.21% และ 2.60% ตามลำดับ ณ วันที่ 22 ตุลาคม จากความกังวลเกี่ยวกับการลงทุนในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนเข้าสู่ภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยง และเกิดกระแสเงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดพันธบัตรรัฐบาลในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น
สำหรับแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงิน ตลาดการเงินคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 4.00% ในการประชุมวันที่
29 ตุลาคมนี้ โดยทิศทางของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐในระยะถัดไปจะขึ้นอยู่กับมุมมองของธนาคารกลางสหรัฐฯ ต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและผลกระทบจากการปรับตัวของราคาพลังงานเป็นสำคัญ
ทั้งนี้ อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในทิศทางแข็งค่า แต่ยังคงเผชิญความผันผวนในระดับสูง โดยได้รับอิทธิพลจากความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยของนักลงทุนและความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างประเทศยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอาจจำกัดการแข็งค่าของเงินบาทในระยะสั้นได้เช่นกัน
#####
ข่าวเด่น