เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Moody's คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ Baa1 และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook)


นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ที่ปรึกษาด้านหนี้สาธารณะ โฆษกสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เปิดเผยว่า วันนี้ (11 เมษายน 2567) บริษัท Moody’s Investors Service (Moody’s) ได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ Baa1 หรือเทียบเท่า BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้ 

1) ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่และมีความหลากหลาย อีกทั้งมีนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิผล เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะเติบโตจากร้อยละ 1.9 ในปี 2566 เป็นประมาณร้อยละ 3 ในปี 2567 – 2568 จากการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยว โดยปริมาณนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 28 ล้านคน ในปี 2566 เป็น 35 ล้านคน ในปี 2567 และ จะเพิ่มขึ้นเป็น 40 ล้านคน ในปี 2568 ซึ่งเป็นระดับเดียวกับก่อนเกิดการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Pre-pandemic) ทั้งนี้ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนจะช่วยกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนและการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป 
    
นอกจากนี้ การลงทุนของภาครัฐจะเพิ่มขึ้นภายหลังจากที่พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีมีผลบังคับใช้ อีกทั้งภาครัฐได้สนับสนุนการลงทุนของภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) และเพิ่มการมีส่วนร่วมในข้อตกลงการค้าเสรี 

2) ภาคการคลังสาธารณะ (Public Finance) ยังมีความเข้มแข็งแม้รัฐบาลจะดำเนินนโยบายขาดดุลทางการคลังอย่างต่อเนื่อง แต่ Moody’s คาดว่า ในระยะปานกลางรัฐบาลจะสามารถบริหารจัดการภาระหนี้สาธารณะให้อยู่ในระดับมีเสถียรภาพ และจะกลับเข้าสู่การดำเนินนโยบายทางการคลังอย่างระมัดระวังได้ (Conservative Fiscal Policymaking) นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีความสามารถในการชำระหนี้ที่แข็งแกร่ง (Strong Debt Affordability) เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน (Peers) โดยสามารถใช้เครื่องมือการระดมทุนในประเทศที่หลายหลายด้วยต้นทุนต่ำ อีกทั้งหนี้สาธารณะส่วนใหญ่เป็นหนี้สกุลเงินบาทและมีอายุเฉลี่ย (Average Time to Maturity) ยาว
 
3) ปัจจัยสำคัญที่ Moody’s จะติดตามเพื่อวิเคราะห์อันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของประเทศไทย ได้แก่ ศักยภาพการผลิต (Productivity) การปฏิรูปด้านต่าง ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และการบริหารจัดการภาระหนี้สาธารณะในระยะปานกลาง ตลอดจนการมุ่งเข้าสู่สมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation) 
 
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 13 เม.ย. 2567 เวลา : 17:17:56
16-07-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (16 ก.ค.69) บวก 5.08 จุด ดัชนี 1,635.29 จุด

2. ประกาศ กปน.: 21 ก.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนกิ่งแก้วตัดถนนหนามแดง-บางพลี

3. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (16 ก.ค.69) บวก 7.06 จุด ดัชนี 1,637.27 จุด

4. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.45-33.70 บาท/ดอลลาร์

5. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (15 ก.ค.69) ลบ 17.90 ดอลลาร์ กังวลสงครามยืดเยื้อหนุนราคาน้ำมันขึ้นสูง

6. ทองเปิดตลาดวันนี้ (16 ก.ค. 69) ปรับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 65,050 บาท

7. MTS Gold คาดราคาทองคำยังทรงตัวเหนือแนวรับจิตวิทยาบริเวณ 4,000 เหรียญ หลังเคลื่อนไหวผันผวนระหว่างวัน

8. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (16 ก.ค. 69) ลบ 0.44 จุด ดัชนี 1,629.77 จุด

9. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (15 ก.ค.69) บวก 150.37 จุด รับเงินเฟ้อชะลอตัว-ผลประกอบการแกร่ง

10. พยากรณ์อากาศวันนี้ (16 ก.ค.69) "กรุงเทพปริมณฑล-ภาคตะวันออก" ฝนฟ้าคะนอง 60% ภาคเหนือ-ภาคอีสาน-ภาคกลาง 40% ภาคใต้ 30-40%

11. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (16 ก.ค.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 33.56 บาทต่อดอลลาร์

12. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (15 ก.ค.69) บวก 4.18 จุด ดัชนี 1,630.21 จุด

13. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (15 ก.ค.69) บวก 9.35 จุด ดัชนี 1,635.38 จุด

14. MTS Gold คาดราคาทองคำดีดตัวจากจุดต่ำสุดบริเวณ 3,980 เหรียญ ขึ้นไปทำจุดสูงสุดใกล้ 4,100 เหรียญ

15. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (14 ก.ค.69) บวก 64 ดอลลาร์ เก็งเฟดไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย หลังเงินเฟ้อต่ำกว่าคาด

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ July 16, 2026, 11:51 pm