กองทุนรวม
บลจ.อีสท์สปริง จัดสัมมนาเปิดมุมมองการลงทุนปี 2026 เน้นสร้างสมดุลระหว่างโอกาสและความเสี่ยง



บลจ.อีสท์สปริง จัดงานสัมมนาใหญ่ "เปิดมุมมองการลงทุนปี 2569 (2026 Market Outlook)" ยกทัพกูรูจาก Eastspring Investments พร้อม 3 พันธมิตรชั้นนำด้านการลงทุนระดับโลก AMUNDI , JANUS HENDERSON  และ LAZARD มาให้ความรู้ ชี้เอเชียและตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) โดยได้รับแรงหนุนจากนโยบายและปัจจัยมหภาคที่เอื้อต่อการเติบโต แนะการคัดเลือกหุ้นเชิงรุก (Active stock selection) พร้อมกลยุทธ์เชิงป้องกัน (defensive strategies) ช่วยลดความเสี่ยงขาลง ชูจัดพอร์ต 4 ธีมตอบโจทย์ ทั้งกองทุนผสม, กลุ่ม Healthcare, กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน  และเอเชีย โดยแนะนำญี่ปุ่น  

 
นายวิส นายาร์  ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน (Chief Investment Officer) Eastspring Investments Singapore  เปิดเผยมุมมองการลงทุนใน ปี 2026 ว่า ประเทศขนาดใหญ่ในเอเชีย ได้แก่ จีน อินเดีย และญี่ปุ่น จะได้รับประโยชน์จากโอกาสที่ขับเคลื่อนโดยนโยบายภาครัฐ ขณะที่การเติบโตของอาเซียนจะได้รับแรงหนุนมาจากนโยบายภายในประเทศ และเอเชียเหนือ จะได้แรงส่งจากการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วโลก การเติบโตที่แตกต่างกันภายในเอเชีย ประกอบกับการกระจุกตัวของตลาดที่เพิ่มขึ้น ยิ่งสะท้อนถึงความสำคัญของการบริหารสัดส่วนความเสี่ยงของพอร์ตอย่างรอบคอบเพื่อบริหารความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Alpha) อย่างมีประสิทธิภาพ
 
โดยเศรษฐกิจหลักของเอเชียมีแนวโน้มยังคงแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงหนุนจากการผ่อนคลายนโยบายและบรรยากาศการลงทุนที่ปรับดีขึ้น ทั้งนี้ผลการประชุมใหญ่สมัยที่ 4 (Fourth Plenum) ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน บ่งชี้ว่า รัฐบาลจีนมีความมุ่งมั่นที่จะรักษาการเติบโตของ GDP ใกล้ระดับ 5% ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2030 โดยคาดว่าจะมีมาตรการกระตุ้นทางการคลังเพิ่มเติมที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ เช่น เทคโนโลยี การคมนาคมขนส่ง และเทคโนโลยีชีวภาพ ขณะที่รัฐบาลชุดใหม่ของญี่ปุ่นก็มีแนวโน้มดำเนินมาตรการทางการคลัง ผ่านการลดภาษีน้ำมันเชื้อเพลิง การโอนเงินช่วยเหลือครัวเรือน และการสนับสนุนอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น อุตสาหกรรมด้านการป้องกันประเทศ  และ สำหรับอินเดีย คาดว่า GDP จะเติบโต 6.6% ในปี 2026 โดยได้รับแรงหนุนจากการปรับโครงสร้างอัตราภาษีสินค้าและบริการ (Goods and Services Tax: GST) การผ่อนปรนภาษีให้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม

 
นายเรย์ แฟร์ริส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ (Chief Economist) Eastspring Investments Singapore  กล่าวเสริมว่า ธนาคารกลางสหรัฐมีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Fed Funds rate) เพิ่มเติมอีก 50 basis points ตลอดปี 2026 ขณะที่ในเอเชียอัตราเงินเฟ้ออยู่ต่ำกว่าทั้งกรอบเป้าหมายของธนาคารกลางและค่าเฉลี่ยในอดีตในเกือบทุกประเทศ ยกเว้นเกาหลีใต้ และไต้หวัน ซึ่งระดับเงินเฟ้ออยู่ใกล้เคียงกับกรอบเป้าหมาย ปัจจัยดังกล่าวทำให้คาดว่าจะเห็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในจีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย ความเสี่ยงสำคัญที่มีต่อการคาดการณ์ด้านนโยบายการเงินและการเติบโตทางเศรษฐกิจ มีสาเหตุมาจากอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ และทิศทางแนวโน้มของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ หากอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ อาจกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต้องชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้ราคาสินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวลงและและทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การที่ธนาคารกลางต่าง ๆ ต้องระงับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามไปด้วยเช่นกัน 

ภายใต้แนวนโยบายที่เอื้อให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า แนวโน้มตลาดหุ้นเอเชียและตลาดเกิดใหม่ยังคงมีความน่าสนใจ เนื่องจากมีระดับราคาที่ถูกกว่า (Discount)   เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว  นอกจากนี้ การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ทั่วโลกกำลังสร้าง “ความแตกต่างแบบสองขั้ว” อย่างชัดเจนระหว่างตลาดหุ้นเอเชีย โดยเศรษฐกิจที่เน้นการส่งออกในเอเชียเหนือ รวมถึงสิงคโปร์ ได้รับประโยชน์จากอุปสงค์ภายนอกที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับ AI ขณะที่ประเทศอาเซียนอื่น ๆ ยังคงพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ และสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์มากกว่า

ปัจจัยกดดันอาจเกิดขึ้นหากการค้าโลกชะลอตัว ส่งผลกระทบต่อโมเมนตัมการส่งออกและกำไรของบริษัทจดทะเบียน ภายใต้ภาพการฟื้นตัวที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาคและตลาด การใช้กลยุทธ์การคัดเลือกหุ้นเชิงรุก (Active Stock Selection) และการพิจารณามูลค่าพื้นฐานอย่างมีวินัยจึงเป็นหัวใจสำคัญภายใต้ฉากทัศน์การเติบโตที่ไม่สม่ำเสมอ ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของตลาดหุ้นที่เพิ่มขึ้น และความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์ที่เปลี่ยนไป ความยืดหยุ่นของพอร์ตลงทุนจึงมีความสำคัญอยากมากในปี 2026

นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ดั้งเดิมระหว่างตลาดหุ้นและตราสารหนี้ที่เริ่มมีความไม่เสถียรมากขึ้น ทำให้การใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ (systematic hedging) มีความสำคัญต่อการบริหารความเสี่ยงจากการปรับฐานของพอร์ตการลงทุน ขณะเดียวกันการใช้กลยุทธ์ Tactical Alpha ที่หลากหลายในแต่ละช่วงเวลา จะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนควบคู่ไปกับการบริหารความเสี่ยงของพอร์ตไว้ได้อย่างเหมาะสม  ส่วนกลยุทธ์เชิงป้องกัน (Defensive strategies) จะช่วยเสริมความยืดหยุ่นและความทนทานของพอร์ตการลงทุน

 
ด้านนายบดินทร์ พุทธอินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ บลจ.อีสท์สปริง กล่าวว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2026 คาดการณ์การเติบโต 1.8% ซึ่งจะเติบโตตามหลังประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค อย่างอินโดนีเซีย 4.9% ฟิลิปปินส์ 5.6% และเวียดนาม 6.2% โดยท่ามกลางการเติบโตที่ชะลอตัวของไทย กลยุทธ์การลงทุนในหุ้นปันผลสูง จะสามารถช่วยตอบโจทย์สำหรับการจัดพอร์ตลงทุนหุ้นไทย

สำหรับคำแนะนำการจัดพอร์ตการลงทุนในปี 2026 เพื่อรับกับสถานการณ์ดังกล่าวว่า สามารถแบ่งเป็น 4 ธีม การลงทุน คือ

1. ธีม Core Income & Stability กองทุนแนะนำ ES-GAINCOME โดยลงทุนในกองทุนหลัก AMUNDI Fund Income Opportunities เน้นลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทต่างๆ ทั่วโลกที่สร้างรายได้ เช่น หุ้นปันผล, ตราสารหนี้ภาครัฐและเอกชนที่มีการจ่ายดอกเบี้ย, หุ้นกู้อนุพันธ์บริหารจัดการโดย Amundi Luxembourg S.A สำหรับกองทุน ES-GAINCOME   เป็นกองทุนผสมที่เน้น สร้างกระแสรายได้สม่ำเสมอ จากหลายสินทรัพย์ เหมาะกับช่วงที่ตลาดยังผันผวน แต่ดอกเบี้ยเริ่มเข้าสู่ขาลง ซึ่งมีการลงทุนทั้งตราสารหนี้  หุ้นปันผล สินทรัพย์ให้รายได้ ไม่พึ่งรายได้จากแหล่งเดียว ช่วยลดแรงเหวี่ยงของพอร์ตเมื่อหุ้นผันผวน 

2. ธีม Healthcare / Defensive Growth กองทุนแนะนำ ES-Healthcare ซึ่งลงทุนในกองทุนหลัก Janus Henderson Global Life Sciences Fund บริหารจัดการโดย Janus Capital Management LLC และ Janus Capital Funds plc
 
 
โดยกองทุน ES-Healthcare นี้เป็นธีมป้องกันความผันผวนของตลาดหุ้นหลักในช่วงเศรษฐกิจมีรอบชะลอตัวเนื่องจากกลุ่ม Healthcare & Biotech เป็นหุ้นเชิงรับ (Defensive) ยังคงมีแนวโน้มเติบโตจากแรงขับเคลื่อนของนวัตกรรมยา, บริการดูแลผู้สูงอายุ และความต้องการทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น และกลุ่ม Healthcare ยังเป็นหนึ่งในไม่กี่อุตสาหกรรมที่ไม่ค่อยผันผวนมากตามเศรษฐกิจ  และราคายังไม่แพง เมื่อเทียบกับกลุ่มเทคโนโลยีบางส่วน 

3. ธีมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) กองทุนแนะนำ ES-GINFRA ลงทุนในกองทุนหลัก Lazard Global Listed Infrastructure Equity บริหารจัดการโดย Lazard Asset Management Pacific Co ซึ่งกองทุนหลักเน้นลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านพลังงานสะอาด, โลจิสติกส์ และขยายโครงข่ายดิจิทัล จะเป็นธีมสำคัญเป็นธีมที่ได้ประโยชน์จากเงินทุนระยะยาว และมีความเสถียรเชิงรายได้ ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกชะลอ มีความผันผวนต่ำกว่าหุ้นโดยทั่วไป โดยบริษัทในกองทุนหลักมีค่าเฉลี่ยอัตราผลตอบแทนจากปันผลที่สูงกว่าหุ้นโลก และมีค่าความสัมพันธ์ไม่สูงกับหุ้นโลกเมื่อเทียบกับหุ้นรายประเทศ 

4 .ธีมเอเชีย กองทุนแนะนำ ES-JPNAE ลงทุนในกองทุนหลัก Eastspring Investments - Japan Dynamic Fund ที่บริหารจัดการโดย Eastspring Investments (Luxembourg) S.A  ซึ่งให้ผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น(ROE) และ กำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งได้แรงหนุนจากเงินเยนที่อ่อนค่า เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออก อุปสงค์จากเทคโนโลยี–อุตสาหกรรมขั้นสูง และนโยบายภาครัฐสนับสนุนการเติบโตระยะกลาง–ยาว นอกจากนี้ยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุนด้านอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ และการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติช่วยเสริมพอร์ตที่มีเอเชียหรือ Emerging Markets ให้สมดุลมากขึ้น 

คำเตือน
 
ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยินยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต การลงทุนในกองทุนมิใช่การฝากเงินและมีความเสี่ยงของการลงทุนผู้ลงทุนอาจจะได้รับเงินลงทุนคืนมากกว่าหรือน้อยกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้และอาจไม่ได้รับชำระเงินค่าขายคืนหน่วยลงทุนภายในระยะเวลาที่กำหนดหรืออาจไม่สามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้ตามที่มีคำสั่งไว้ กองทุนนี้ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ดังนั้นผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมดังกล่าวด้วย ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะของผลิตภัณฑ์ เงื่อนไขของผลตอบแทน และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจลงทุน และขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บลจ. อีสท์สปริงและตัวแทนขายที่ได้รับการแต่งตั้ง โฆษณานี้ถูกว่าจ้างและได้รับการสนับสนุนโดยบริษัท ชื่ง บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด ผลการดำเนินงานในอดีตไม่สามารถรับประกันผลตอบแทนในอนาคต
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 05 ก.พ. 2569 เวลา : 14:47:05
07-02-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิด (6 ก.พ. 69) บวก 7.78 จุด ดัชนี 1,354.01 จุด

2. ตลาดหุ้นปิดภาคเช้า (6 ก.พ.69) บวก 10.21 จุด ดัชนี 1,356.44 จุด

3. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (5 ก.พ.69) ร่วง 61.30 เหรียญ เหตุดอลลาร์แข็งค่าฉุดตลาด

4. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (5 ก.พ.69) ร่วง 592.58 จุด หวั่นการแข่งขัน AI รุนแรง ฉุดกำไรบริษัทกลุ่มเทคฯ

5. พยากรณ์อากาศวันนี้ (6 ก.พ.69) ประเทศไทยตอนบน อุณหภูมิสูงขึ้น 1-2 องศา, 8-11 ก.พ. ประเทศไทยตอนบนมีฝนฟ้าคะนองในระยะแรก หลังจากนั้นอุณหภูมิจะลดลงกับมีลมแรง

6. MTS Gold คาดราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway ซึ่งการปรับฐานอาจใช้เวลาประมาณ 1 เดือน เคลื่อนไหวระยะยาว ที่ค่อนข้างกว้างบริเวณ 4,650-4,950 เหรียญ

7. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (6 ก.พ.69) ลบ 2.47 จุด ดัชนี 1,343.76 จุด

8. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 31.70-31.95บาท/ดอลลาร์

9. ราคาทองวันนี้ (6 ก.พ. 69) เปิดตลาด ร่วงลง 1,300 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 72,800 บาท

10. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (6 ก.พ.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 31.85 บาทต่อดอลลาร์

11. ประกาศ กปน.: 9 ก.พ. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหลถนนบางขุนเทียน-ชายทะเล

12. ประกาศ กปน.: 9 ก.พ. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนพระรามที่ 3

13. ตลาดหุ้นไทยปิด (5 ก.พ. 69) ลบ 0.31 จุด ดัชนี 1,346.23 จุด

14. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (5 ก.พ.69) ลบ 7.63 จุด ดัชนี 1,338.91 จุด

15. MTS Gold คาดราคาทองคำในระยะสั้นประเมินว่าเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideways โดยนักลงทุนควรระมัดระวังความผันผวนของราคาประเมินแนวรับของราคาทองคำตลาดโลก (Gold Spot)อยู่ที่บริเวณ 5,000-5,100 เหรียญ

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ February 7, 2026, 11:56 am