
คาด SET แกว่งพักตัว ตลาดประเมินสถานการณ์ใน ตอ.กลางยังมีความไม่แน่นอนแม้จะคาดหวังการสู้รบจบเร็วแต่ก็ยังมีการโจมตีตอบโต้รุนแรงอยู่ อีกทั้งกังวลเกิดภาวะ Stagflation ขณะที่ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 4 วันทำการติดต่อกันรวมกว่า 2.4 หมื่นลบ. ประเด็นติดตาม รายงานตัวเลขเงินเฟ้อ ก.พ. ของสหรัฐฯ ทางเทคนิคดัชนีดีดขึ้นมาแต่ยังเห็นความผันผวนสูง ประเมินแนวรับ 1385/1370 หากยืนได้มองเป็นการสร้างฐานที่แข็งแกร่ง แนวต้าน 1420/1435
ประเด็นสำคัญ
• รมว. กลาโหมสหรัฐฯ ประกาศเปิดฉากโจมตีอิหร่านอย่างเข้มข้น (10 มี.ค.) มุ่งเป้าทำลายโรงงาน/คลังขีปนาวุธ, กองทัพเรือ และฐานนิวเคลียร์ ขณะที่พบ 24 ชม. ที่ผ่านมาอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธในจำนวนน้อยที่สุดเทียบกับความสามารถที่ยิงได้
• ซาอุดิ อารามโก เตือนโลกเสี่ยงเผชิญภาวะหายนะหากสงครามยืดเยื้อ กระทบภาคการบิน เกษตร และยานยนต์ เป็นลูกโซ่ พร้อมเน้นย้ำเร่งฟื้นฟูเส้นทางเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนโรงกลั่น Ras Tanura เตรียมกลับมาดำเนินการหลังเกิดเหตุเพลิงไหม้สัปดาห์ก่อน
• ภาคอุตสาหกรรมไทยได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางทำให้วัตถุดิบปิโตรเคมีขาดตลาด โดย SCG หยุดโรงงานโอเลฟินส์ระยองหลังขาดวัตถุดิบ, TOA ชี้สต็อกวัตถุดิบมีเหลือแค่ 20 วัน, TFMAMA ระบุขาดแคลนเม็ดพลาสติก สำหรับผลิตฟิล์มบรรจุภัณฑ์ โดยซัพพลายเออร์ปฎิเสธรับออเดอร์มาแล้ว 1สัปดาห์ มองเป็นลบต่อ SCC, TOA, TFMAMA และหากสถานการณ์ยืดเยื้อจะเสี่ยงกดดันเพิ่มต่อกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (อาหารสำเร็จรูปและเครื่องดื่ม) ที่จะต้องเผชิญภาวะของขาดตลาดและการปรับขึ้นราคาในระยะถัดไป เนื่องจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์และค่าขนส่งเพิ่มขึ้น
• จำนวน นทท. ต่างชาติเดินทางเข้าไทยในสัปดาห์ก่อนลดลง 9%WoW และพลิกลดลง 4%YoY กดดันจากกลุ่ม นทท. ระยะไกล รวมถึงกลุ่มตะวันออกกลางและยุโรปที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม ส่วน นทท. จีนลดลง 23%WoW แต่เพิ่มขึ้น 38%YoY ระยะสั้นยังมีมุมมองระมัดระวังกลุ่มท่องเที่ยวจากวิกฤติในตะวันออกกลาง
• ครม. สั่งหน่วยงานรัฐบาล-รัฐวิสาหกิจให้ทำงาน Work From Home และงดเดินทางไปดูต่างประเทศชั่วคราวเพื่อรับมือวิกฤติพลังงานชะงักจากตะวันออกกลาง (สอดคล้องกับเวียดนาม ปากีสถาน บังคลาเทศ) มองเป็นบวกต่อผู้จำหน่ายอุปกรณ์ IT อย่าง COM7 ADVICE SYNEX
กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงสั้นมองวิกฤติในตะวันออกกลางกำลังยกระดับเข้าสู่ Scenario 3 (สงครามยืดเยื้อและขยายตัวระดับภูมิภาค) ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมทั้ง SET จะเข้าสู่ภาวะ Bear Market และเสี่ยงเกิดแรงเทขายหนัก (Forced Sell) เพื่อโยกเงินไปพักในสินทรัพย์ปลอดภัยแทน (Safe Haven) อาทิ ทองคำ, USD และตราสารหนี้ระยะสั้น ส่วน GDP ไทยและ EPS SET ที่เดิมคาด 1.7% และ 95.7 บาท จะลดลงเป็น 1.1% และ 91 บาท ตามลำดับ ซึ่งหากอิง PER 14 เท่า ซึ่งเป็นระดับก่อนเงินทุนไหลเข้ารอบใหญ่ จะได้ SET ที่ระดับ 1275 จุด อย่างไรก็ดี มีโอกาสค่า Equity Risk Premium จะสูงขึ้น (Yield Gap แคบลง) จนทำให้ Valuation ถูก De-rating ลงไปเทรดที่ PER 12 เท่าในกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst-case) ที่ระดับ 1100 จุด เพื่อสะท้อนเงินทุนที่ไหลออกอย่างรุนแรงได้ (ในอดีต SET เคยลงไปแตะระดับ 12 เท่าในช่วงวิกฤตหนักๆ เช่น COVID-19)
ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์
ช่วงสั้นมอง SET เกิดภาวะ Extreme Risk off จากวิกฤติในตะวันออกกลาง ดังนั้นหากนักลงทุนรับความเสี่ยงได้ต่ำและกังวลสงครามยืดเยื้อ แนะนำ
1. ถือเงินสดมากขึ้น (Cash is King) และลดน้ำหนักลงทุนในหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ 1) หุ้นที่อ่อนไหวง่ายต่อต้นทุนน้ำมัน อาทิ กลุ่มปิโตรเคมี สายการบิน ยานยนต์ ท่องเที่ยว โรงไฟฟ้า SPP อิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้ง รพ. ระดับบนที่มีฐานลูกค้าตะวันออกกลาง และ 2) หุ้นที่หนี้ต่างประเทศสูงจากบาทอ่อนค่า อาทิ สายการบิน
2. Strategic Hedging โดยมองบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ ได้แก่ PTTEP PTT เพื่อ Hedging พอร์ตตามราคาน้ำมันที่ทรงตัวสูง (ควรตั้งจุด Trailing Stop หรือจุดล็อคกำไร เพราะหากสถานการณ์คลี่คลายจะเกิด sell on fact)
ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและต้องการเก็งกำไรโดยมอง “วิกฤตคือโอกาส" ควรใช้ 'Strategic Layering' โดยแบ่งไม้สะสมที่แนวรับสำคัญ 1320-1350/1275/1100 ใน 3 กลุ่ม ดังนี้
1. หุ้น High Dividend เพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดความเสี่ยงให้แก่พอร์ตลงทุนระยะสั้น (สะสมก่อนขึ้น XD ใน มี.ค.-พ.ค. นี้) โดยเลือกหุ้นที่จ่ายเงินปันผลจากกำไรปี 2568 (หักเงินปันผลจ่ายระหว่างกาลแล้ว) ซึ่งให้ Div. Yield เกิน 5% และราคาหุ้นผันผวนต่ำ (Beta < 1) อีกทั้งมีกำไรและฐานะการเงินที่มั่นคง ได้แก่ SIRI KTB KTC KBANK KKP TISCO BAM AP TLI
2. หุ้น Fast Rebound เพื่อดักเด้งหุ้นคุณภาพที่ลงแรงเกินเหตุ (Panic Sell) จากวิกฤติในอิหร่าน โดยเลือกหุ้น SET50 ที่มีค่า Beta > 1 ซึ่งหลังเกิดเหตุราคาหุ้นปรับลงแรงกว่า SET ขณะที่กำไรได้รับผลกระทบโดยตรงจำกัดจากต้นทุนน้ำมันขึ้น ซึ่งคาดหวังตลาดฟื้นตัวจะมีเม็ดเงินไหลกลับ ได้แก่ GULF DELTA BJC HMPRO OSP CBG SAWAD MTC TIDLOR
3. หุ้น Sector Rotation (เน้นสลับเมื่อวิกฤติคลี่คลาย) เพื่อเข้ากลุ่มที่เสียประโยชน์จากต้นทุนน้ำมันขึ้นและมีฐานลูกค้าตะวันออกกลาง โดยเลือกหุ้น SET100 ที่มีค่า Beta > 1 และราคาหุ้นปรับลงแรงกว่า SET เพราะจะเป็นกลุ่มที่วิ่งแรงที่สุดในรอบถัดไป ซึ่งคาดหวังจะเกิด Short Covering ได้แก่ GPSC BGRIM AOT MINT CENTEL AWC ERW AAV IVL PTTGC IRPC TOP BH KCE
Daily Top Picks
KTB: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากเงินปันผลสูงที่ 2.24 บาท/หุ้น หรือคิดเป็น Div. Yield ที่ 6.5% โดยจะขึ้น XD วันที่ 10 เม.ย. 69 และมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ขณะที่มี ROE สูงและความเสี่ยงคุณภาพสินทรัพย์ต่ำกว่ากลุ่ม เรามีมุมมองที่ดีขึ้นต่อผลประกอบการปี 69 จาก Credit Cost ที่มีแนวโน้มลดลง เป้าหมายระยะสั้นที่ 35.25 บาท
AMATA: ปัจจัยกระตุ้นจากแนวโน้มกำไรสุทธิปี 69 ที่คาดเติบโต 17% จากการลงทุน Data Center ในไทย, การขยายตัวในเวียดนาม และนิคมอุตสาหกรรมใหม่ในลาว และคาดราว 50% ของ Backlog มูลค่า 2.1 หมื่นลบ. จะถูกบันทึกเป็นรายได้ในปีนี้ Valuation น่าสนใจ ซื้อขายด้วย PE 6x ที่ระดับ -1S.D. เป้าหมายระยะสั้นที่ 18.60 บาท
ข่าวเด่น