
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนมี.ค. 2569 อยู่ที่ -0.08%YoY ติดลบในอัตราที่ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ติดลบที่ -0.88%YoY โดยมีรายละเอียด ดังนี้
· ดัชนีราคาพลังงานยังปรับลดลงที่ -2.8%YoY (Contribution to inflation: -0.3%) แม้สงครามในตะวันออกกลางกดดันราคาพลังงานในตลาดโลกให้ปรับสูงขึ้น โดยในเดือนมี.ค. 2569 ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นราว 38%YoY ขณะที่ราคาพลังงานในประเทศยังปรับลดลงจากมาตรการอุดหนุนราคาของภาครัฐโดยเฉพาะการตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตรจนถึงวันที่ 17 มี.ค. ส่งผลให้ราคาเฉลี่ยในเดือนมี.ค. ปรับลดลง -2%YoY ขณะที่ราคายังปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องสู่ระดับ 50.5 บาทต่อลิตร (ณ วันที่ 7 เม.ย. 2569)
· อย่างไรก็ดี สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้สินค้าบางรายการปรับสูงขึ้น โดยสัดส่วนรายการสินค้าที่มีราคาปรับสูงขึ้น เพิ่มขึ้นจาก 47.6% เป็น 49.8% ของรายการสินค้าในตระกร้าเงินเฟ้อทั้งหมด 464 รายการ (รูปที่ 1) โดยดัชนีราคาสินค้าที่ปรับเพิ่มขึ้นในเดือนมี.ค. 2569 อย่างมีนัยสำคัญ อาทิ หมวดก่อสร้าง และค่าโดยสารสาธารณะ
รูปที่ 1 รายการสินค้าในตระกร้าเงินเฟ้อที่ราคาปรับสูงขึ้น มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นในเดือนมี.ค. 2569
ในปี 2569 อัตราเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3.4% จากเดิมที่คาดว่าจะเป็นบวกราว 0.4% โดยจะเริ่มเห็นการพลิกกับมาเป็นบวกในเดือนเม.ย. ดังมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
· ราคาพลังงานในประเทศยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยอาจอยู่เหนือระดับ 100 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรลตลอดช่วงไตรมาสที่ 2/2569 และจะปรับลดลง ขณะที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศมีแนวโน้มปรับลดลงช้ากว่า เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอน โดยเรือขนส่งสินค้าที่ผ่านบริเวณดังกล่าวยังมีความเสี่ยงต้องเผชิญค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลเฉลี่ยในเดือนเม.ย. มีโอกาสปรับขึ้นเป็น 52.5 บาทต่อลิตร และทั้งปี 2569 ราคาเฉลี่ยอาจสูงกว่า 40 บาทต่อลิตร นอกจากนี้ ราคาวัตถุดิบสำคัญ เช่น ปุ๋ยและเม็ดพลาสติก ก็มีแนวโน้มปรับตัวสูง และยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดแคลนสินค้าในระยะข้างหน้า
· ราคาสินค้าโดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป และบริการขนส่งได้รับผลกระทบต่อเนื่อง จากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น (second-round effect) อย่างไรก็ดี แม้ราคาพลังงานในประเทศจะสูงกว่าในปี 2565 ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน แต่อัตราเงินเฟ้อในปี 2569 คาดว่าจะไม่เร่งตัวไปสูงถึงระดับสูงสุด 7.9% YoY ในช่วงเดือนส.ค. 2565 เนื่องจากบริบททางเศรษฐกิจแตกต่างกัน โดยในปี 2565 เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวจากโควิด-19 ทำให้เงินเฟ้อพื้นฐานเร่งตัว ขณะที่ปี 2569 เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะชะลอตัว จึงคาดว่าแรงส่งจากผลกระทบทางอ้อมอาจไม่มากเท่า (รูปที่ 2)
รูปที่ 2 การเร่งขึ้นของเงินเฟ้อพื้นฐาน หนุนเงินเฟ้อให้ปรับสูงขึ้นในปี 2565 ขณะที่ในปี 2569 แรงส่งอาจไม่มากเท่า
· ทั้งนี้ ยังต้องติดตามมาตรการบรรเทาผลกระทบของรัฐบาล ซึ่งจะมีการพิจารณาปรับปรุงโครงสร้างราคาพลังงานในประเทศ รวมถึงมุ่งช่วยเหลือกลุ่มครัวเรือนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะที่นโยบายการเงินเข้าสู่โหมด wait-and-see โดย กนง. อาจยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% เพื่อประเมินสถานการณ์ตะวันออกกลางและผลต่อเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
ข่าวเด่น