เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
SCB EIC วิเคราะห์ "วิกฤตตะวันออกกลางปะทุ ปั่นป่วนถึงภาคท่องเที่ยวไทย"


 
วิกฤตตะวันออกกลางส่งผลให้การเดินทางระหว่างประเทศของโลกต้องสะดุด และกระทบต่อเนื่องถึงการเดินทางเข้าไทยของนักท่องเที่ยวต่างชาติ
 
ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา การโจมตีทางอากาศที่รุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลให้หลายประเทศประกาศปิดน่านฟ้า และเที่ยวบินในเส้นทางตะวันออกกลางถูกยกเลิกในทันที ด้วยพื้นที่ดังกล่าวเป็นศูนย์กลางการบินสำคัญของโลกมีสัดส่วนผู้โดยสารราว 10% ในปี 2025 จากข้อมูลของสมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (International Air Transport Association : IATA)  จึงยิ่งส่งผลต่อการเดินทางระหว่างประเทศของคนทั่วโลก ซึ่งแม้สถานการณ์จะเริ่มดีขึ้นจากที่สายการบินตะวันออก กลางเริ่มทยอยเปิดให้บริการในบางเส้นทางรวมถึงไทย แต่วิกฤตดังกล่าวได้สร้างผลกระทบกับภาคการท่องเที่ยวไทยผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ 1. จำนวนเที่ยวบินที่เดินทางมาไทยมีโอกาสลดลงจากเที่ยวบินของหลายสายการบินที่ยังเปิดบริการในบางเส้นทางและจากความเสี่ยงในการเข้าสู่ภาวะวิกฤตการขาดแคลนน้ำมันอากาศยานในหลายประเทศ 2. ต้นทุนการเดินทางที่ปรับสูงขึ้นตามราคาน้ำมันโลกที่เร่งตัว และ 3. ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่เปราะบางมากขึ้นทั้งในด้านความปลอดภัยและภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว
 
 
วิกฤตตะวันออกกลางที่คาดว่าจะยืดเยื้อไปอย่างน้อย 8 สัปดาห์อาจกดดันให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยชะลอตัวลงมาอยู่ที่ราว 33.2 ล้านคนจากประมาณการเดิมในเดือนธันวาคมที่ 34.1 ล้านคน 
แม้ว่าจำนวนผู้โดยสารต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยโดยรวมจะทยอยฟื้นตัวดีขึ้นหลังผู้โดยสารต่างชาติทางอากาศหดตัวต่อเนื่องในช่วง 10 วันแรกของการเปิดฉากโจมตีทางอากาศ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากที่สายการบินตะวันออกกลางเริ่มเปิดให้บริการในบางเส้นทางและหลายสายการบินเพิ่มเที่ยวบินตรงในเส้นทางยุโรป-เอเชีย แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยยังมีโอกาสชะลอตัวลงจาก 1. นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและอิสราเอลที่ลดลงจากจำนวนเที่ยวบินของสายการบินตะวันออกกลางที่เปิดให้บริการอย่างจำกัด โดยไทยยังพึ่งพานักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ไม่มากเพียงราว 2% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด 2. นักท่องเที่ยวชาติอื่นเริ่มชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้บริการสายการบินตะวันออกกลางอย่าง Emirates, Qatar Airways และ Etihad Airways มีสัดส่วนราว 8% ของผู้เดินทางเข้าไทยทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวยุโรป โดยบางส่วนหันไปใช้เส้นทางบินตรงหรือต่อเครื่องที่ฮับอื่นแทน ขณะเดียวกัน กลุ่มนักท่องเที่ยวที่กังวลต่อต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นและประเด็นด้านความปลอดภัยก็มีโอกาสปรับแผน/ยกเลิกการเดินทางท่องเที่ยวไป นอกจากนี้ ยังต้องติดตามการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่เดินทางเข้ามาไทยทางบก ซึ่งอาจได้รับผลกระทบเพิ่มจากความกังวลในวิกฤตการขาดแคลนน้ำมันในบางพื้นที่ของไทย อย่างไรก็ดี ภาคการท่องเที่ยวไทยยังได้รับแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวจีนที่ฟื้นตัวดีขึ้นและนักท่องเที่ยวอินเดียที่เติบโตต่อเนื่อง และอาจได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีโอกาสมาไทยเพื่อหลีกหนีภัยสงครามและความไม่สงบภายในประเทศอีกด้วย

 
ธุรกิจท่องเที่ยวมีแนวโน้มเผชิญผลกระทบจากทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชะลอตัวลงและต้นทุนการบริหารจัดการที่สูงขึ้น ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อยาวนาน การออกมาตรการของภาครัฐอย่างทันท่วงทีจะมีส่วนช่วยบรรเทาผลกระทบแก่ภาคธุรกิจท่องเที่ยว
 
ธุรกิจท่องเที่ยวไทยเริ่มได้รับผลกระทบชัดเจนขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลาง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโรงแรม ร้านค้า ร้านอาหาร และกิจกรรมท่องเที่ยวต่าง ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่พึ่งพานักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรปเป็นหลักอย่างภูเก็ต พังงา กระบี่ และสมุย รวมถึงธุรกิจขนส่งนักท่องเที่ยวและธุรกิจท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่ได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านการเดินทางและต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ทั้งนี้ภายใต้สถานการณ์ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ การออกมาตรการกระตุ้นนักท่องเที่ยวต่างชาติในเอเชียและแปซิฟิกที่ยังเติบโต ควบคู่กับการออกมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศจะมีส่วนช่วยเสริมรายได้ให้กับธุรกิจท่องเที่ยวในช่วงวิกฤตได้ แต่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ธุรกิจต้องเผชิญกับแนวโน้มการท่องเที่ยวในประเทศที่อ่อนแรงลงจากแรงกดดันด้านปัญหาพลังงานภายในประเทศด้วยนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องพิจารณามาตรการที่ช่วยบรรเทาภาระต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มขึ้นและดูแลความเพียงพอของปริมาณน้ำมันควบคู่ไปด้วย นอกจากนี้ ภาครัฐอาจต้องพิจารณาออกมาตรการสนับสนุนทางการเงินเพิ่มเติมให้แก่ผู้ประกอบการรายเล็กและรายกลางที่มีสภาพคล่องไม่สูงมากและเป็นข้อจำกัดในการปรับตัว ซึ่งมาตรการข้างต้นดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญที่เข้ามาช่วยบรรเทาผลกระทบและประคับประคองภาคธุรกิจท่องเที่ยวไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้
 
การเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศระหว่างอิหร่านและอิสราเอลภายใต้ความร่วมมือของสหรัฐฯ ส่งผลให้การเดินทางระหว่างประเทศของคนทั่วโลกต้องชะงัก ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา การโจมตีทางอากาศที่รุนแรงส่งผลให้หลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางประกาศปิดน่านฟ้า อาทิ อิหร่าน อิสราเอล กาตาร์ UAE คูเวต บาห์เรน และอิรัก เที่ยวบินนับพันเที่ยวในเส้นทางตะวันออกกลางต้องถูกยกเลิกโดยทันที ขณะที่นักท่องเที่ยวนับหมื่นคนตกค้างไม่สามารถเดินทางต่อได้ และด้วยพื้นที่ดังกล่าวเป็นฮับการบินสำคัญของโลกมีสัดส่วนผู้โดยสารราว 10% ในปี 2025 เมื่อวัดจาก Traffic ผู้โดยสารของโลกตามข้อมูลของสมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ(International Air Transport Association : IATA)  จึงยิ่งส่งผลต่อการเดินทางระหว่างประเทศของคนทั่วโลกอย่างปฏิเสธไม่ได้ 
 
แม้การโจมตีในตะวันออกกลางยังไม่ยุติ แต่การเดินทางระหว่างประเทศเริ่มมีสัญญาณดีขึ้น จากการเริ่มอนุญาตให้เที่ยวบินพาณิชย์บางส่วนของสายการบินตะวันออกกลางกลับมาให้บริการภายใต้การควบคุมของภาครัฐ โดยจากข้อมูลของ Flightradar24 ณ วันที่ 6 เมษายน 2026 สายการบิน Emirates ทยอยเปิดให้บริการราว 67% ของจำนวนเที่ยวบินปกติ เช่นเดียวกับสายการบิน Etihad Airways ที่เริ่มเปิดให้บริการแล้วราว 65% ขณะที่สายการบิน Qatar Airways ยังเปิดให้บริการอย่างจำกัดในบางเส้นทางจากยุโรป เอเชีย และออสเตรเลีย อย่างไรก็ตาม ในฝั่งของสายการบินอื่น ๆ ก็ยังคงหลีกเลี่ยงน่านฟ้าและระงับเที่ยวบินเส้นทางตะวันออกกลาง 11 ประเทศ (บาห์เรน อิหร่าน อิรัก อิสราเอล จอร์แดน คูเวต เลบานอน โอมาน กาตาร์ UAE และซาอุดีอาระเบีย) อย่างเช่น สายการบินยุโรป ตามประกาศแนะนำขององค์การความปลอดภัยด้านการบินแห่งสหภาพยุโรป (European Union Aviation Safety Agency : EASA) ซึ่งขยายเวลาการเลี่ยงน่านฟ้าตะวันออกกลางไปจนถึง 10 เมษายนตามสถานการณ์ที่ยังมีความเสี่ยงสูง รวมถึงสายการบิน British Airways ที่ประกาศยกเลิกเที่ยวบินตรงในเส้นทางตะวันออกกลางจนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม

แรงปะทะในตะวันออกกลางสะเทือนถึงภาคการท่องเที่ยวไทย
 
วิกฤตในตะวันออกกลางเริ่มส่งผลต่อการเดินทางมาไทยของนักท่องเที่ยวต่างชาติชัดเจนมากขึ้น ซึ่งเป็นผลจากจำนวนเที่ยวบินที่มีแนวโน้มลดลง ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวที่เปราะบาง 
 
• เที่ยวบินที่เดินทางมาไทยมีแนวโน้มลดลงตามจำนวนเที่ยวบินของสายการบินตะวันออกกลางที่เริ่มทยอยเปิดให้บริการและการเข้าสู่วิกฤตการขาดแคลนน้ำมันอากาศยานในหลายประเทศ โดยปฏิบัติการโจมตีทางอากาศส่งผลให้เที่ยวบินเส้นทางระหว่างประเทศที่เข้าไทยโดยรวมลดลงต่อเนื่อง แต่หลังจากที่หลายสายการบินอย่างการบินไทย, British Airways, Lufthansa, Singapore Airline และ EVA ได้เพิ่มเที่ยวบินตรงในเส้นทางยุโรป-เอเชีย จึงเข้ามาช่วยชดเชย Seat capacity ที่หายไปจากสายการบินหลักของตะวันออกกลาง (Qatar Airways, Emirates และ Etihad Airways) ที่ยังให้บริการเพียงบางเส้นทาง ส่งผลให้จำนวนเที่ยวบินระหว่างประเทศมาไทยฟื้นตัวดีขึ้นใกล้เคียงปกติ โดยในเดือนมีนาคม 2026 สายการบินตะวันออกกลางกลับมาให้บริการเที่ยวบินในไทยเพียง 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2025 และมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่องในเดือนเมษายน อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อต่อไปอีก อาจส่งผลให้ปริมาณน้ำมันอากาศยานในหลายประเทศเข้าสู่ขั้นวิกฤต โดยบางสายการบินได้ประกาศจะปรับแผนลดเที่ยวบินในเดือนเมษายนลงแล้ว อย่างเช่น Air France-KLM, Vietnam Airlines และ Philippines Airlines
 
• ต้นทุนการเดินทางที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันโลกที่เร่งตัว โดยดัชนีราคาน้ำมันอากาศยานโลกโดยพลาตส์ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ถึง 6 เมษายน ขยายตัวกว่า 112% อยู่ที่ 215 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เป็นผลให้หลายสายการบินออกมาประกาศขึ้นราคาค่าโดยสารให้สอดรับกับการเร่งตัวของราคาน้ำมัน อย่างเช่น Air New Zealand ปรับขึ้นราคาค่าโดยสาร 10 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ ในเส้นทางในประเทศ, 20 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ ในเส้นทางระหว่างประเทศระยะใกล้ และ 90 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ ในเส้นทางระหว่างประเทศระยะไกล ในด้าน Hong Kong Airlines ประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงราว 35% จากอัตราปกติ รวมถึงสายการบินสัญชาติไทยอย่างการบินไทยก็ได้ประกาศขึ้นราคาค่าโดยสาร 10%-15% ขณะที่ Bangkok Airways ปรับขึ้นตั้งแต่ 15%-20% ขึ้นอยู่กับเส้นทางบิน นอกจากนี้ หลายสายการบินยังเลือกปรับแผนการบินโดยเน้นให้บริการในเส้นทางที่ยังพอดำเนินการคุ้มทุนได้
 
• ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่เปราะบางมากขึ้นทั้งจากประเด็นด้านความปลอดภัยและจากภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกที่ชะลอตัว เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งมีโอกาสยืดเยื้อจนทำให้นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งตัดสินใจชะลอการเดินทางที่ต้องผ่านเส้นทางตะวันออกกลางออกไป และอีกส่วนหนึ่งมีโอกาสเปลี่ยนจุดหมายปลายทางไปท่องเที่ยวในประเทศที่มีความปลอดภัยจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์แทน สะท้อนได้จากผลสำรวจความคิดเห็นชาวเยอรมันกว่า 1,750 คนของ YouGov เมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมาพบว่า 58% ของผู้ตอบแบบสอบถามเริ่มพิจารณาเลือกจุดหมายท่องเที่ยวจากปัจจัยด้าน Political stability เป็นหลักและแม้ 54% จะเห็นว่าวิกฤตในตะวันออกกลางไม่ได้ส่งผลกระทบกับแผนการท่องเที่ยวเดิม แต่ยังมีผู้ตอบแบบสอบถามถึง 21% ตัดสินใจที่จะปรับเปลี่ยน/เลื่อน/ยกเลิกทริปต่างประเทศจากความกังวลด้านความปลอดภัยหลังเกิดเหตุโจมตีในตะวันออกกลาง อีกทั้ง วิกฤตด้านพลังงานที่เกิดขึ้นยังส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนเกิดความกังวลและระมัดระวังการใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น 

รูปที่ 1 : ช่องทางการส่งผ่านผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางสู่ภาคการท่องเที่ยวไทย 
 
 
 
ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC

จากช่องทางการส่งผ่านข้างต้น ได้ส่งผลต่อเนื่องมาถึงแนวโน้มการเดินทางเข้ามาไทยของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งในเชิงปริมาณและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว
 
ในเชิงปริมาณ นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยมีโอกาสชะลอตัวจากผลของวิกฤตตะวันออก กลาง โดยแม้ในช่วง 1-31 มีนาคม 2026 นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยโดยรวมจะทยอยฟื้นตัวดีขึ้นกลับมาเติบโตราว 2%YoYหลังหดตัวต่อเนื่องในช่วง 10 วันแรกของการเปิดฉากโจมตีทางอากาศ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากที่สายการบินตะวันออกกลางเริ่มเปิดให้บริการในบางเส้นทางซึ่งรวมถึงเส้นทางมาไทยและหลายสายการบินเปิดเที่ยวบินเส้นทางตรงยุโรป-เอเชีย แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติบางกลุ่มที่ได้รับผลกระทบและมีโอกาสเข้ามาไทยลดลง ซึ่งได้แก่
 
• นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและอิสราเอลที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยในช่วง 10 วันแรกของการเปิดฉากโจมตีทางอากาศ นักท่องเที่ยวชาวตะวันออกกลางและอิสราเอลลดลงทันทีราว -80%YoY และขยับฟื้นตัวดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามการเปิดบริการเที่ยวบินของสายการบินตะวันออกกลาง และทำให้ในเดือนมีนาคม 2026 นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้หดตัวราว -46%YoYอย่างไรก็ดีเนื่องจากภาคการท่องเที่ยวไทยพึ่งพานักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและอิสราเอลไม่มากสัดส่วนเพียงราว 2% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยทั้งหมด อีกทั้ง มีนาคมปีนี้อยู่ในเดือนเราะมะฎอน ซึ่งเป็นช่วงที่การเดินทางของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางชะลอตัวอยู่แล้ว ดังนั้น การหายไปของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางจึงส่งผลกระทบไม่มากนักต่อภาคการท่องเที่ยวไทย และในทางกลับกัน ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวในภูมิภาคตะวันออกกลางและอิสราเอลที่ต้องการเดินทางเข้ามาไทยเพื่อหลีกหนีภัยสงครามและความไม่สงบภายในประเทศในระยะถัดไปอีกด้วย 
 
• นักท่องเที่ยวชาติอื่นเริ่มชะลอตัว ทั้งจาก 1) กลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใช้บริการสายการบินตะวันออกกลาง อย่างเช่น Emirates, Qatar Airways และ Etihad Airways ซึ่งทุกวันนี้ยังให้บริการเที่ยวบินราว 50% ของจำนวนเที่ยวบินปกติ โดยนักท่องเที่ยวชาติอื่นที่เดินทางเข้าไทยผ่านสายการบินเหล่านี้มีสัดส่วนราว 8% ของผู้เดินทางเข้าไทยทั้งหมด ซึ่งนักท่องเที่ยวชาวเยอรมันมีสัดส่วนสูงสุด ตามด้วยสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และสหรัฐฯ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพิจารณาเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวยุโรป พบว่า นักท่องเที่ยวจากประเทศที่ไม่มีเส้นทางบินตรงมาไทยหรือมีเที่ยวบินค่อนข้างจำกัดจะพึ่งพาเส้นทางต่อเครื่องผ่านตะวันออกกลางค่อนข้างสูง อย่างเช่น อิตาลี และสเปน ทั้งนี้ในช่วง 10 วันแรกของการเกิดวิกฤตตะวันออกกลาง นักท่องเที่ยวชาวยุโรปปรับลดลงกว่า -11%YoY จากนั้นจึงทยอยฟื้นตัวดีขึ้น จากการปรับเปลี่ยนแผนการเดินทางมาใช้เที่ยวบินตรงจากยุโรปหรือเปลี่ยนเครื่องบินที่ฮับการบินอื่นจากที่หลายสายการบินได้เพิ่มเที่ยวบินมายังไทยมากขึ้น เช่น Lufthansa, British Airways และการบินไทย 
จึงช่วยบรรเทาผลกระทบต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวยุโรป และส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวยุโรปมาเที่ยวไทยในเดือนมีนาคม 2026 ลดลง -3%YoY 2) กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มชะลอการท่องเที่ยวจากต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นและประเด็นด้านความปลอดภัยอีกทั้ง นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ยังมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวมาเป็นการเดินทางท่องเที่ยวระยะใกล้ภายในภูมิภาค/ภายในประเทศมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการเดินทางไกลและลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวลง
 
รูปที่ 2 : จำนวนผู้โดยสารต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยทุกด่าน  หน่วย : คน
 

 
ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ Travel link

รูปที่ 3 : นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางผ่านตะวันออกกลางและอิสราเอล 
 
 
 
ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ Travel link
 
นอกจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางแล้ว ภาคท่องเที่ยวไทยยังคงต้องจับตานักท่องเที่ยวมาเลเซียที่เพิ่งเริ่มฟื้นตัว โดยนักท่องเที่ยวมาเลเซียเป็นนักท่องเที่ยวหลักของไทยที่มีสัดส่วนมากถึง 14% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด แต่ในปี 2025 นักท่องเที่ยวมาเลเซียปรับลดลงอย่างต่อเนื่องและลดลงรุนแรงขึ้นจากเหตุน้ำท่วมหาดใหญ่เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน อีกทั้ง ทางสถานกงสุลใหญ่มาเลเซียประจำจังหวัดสงขลาได้ออกคำแนะนำผู้ที่วางแผนจะเดินทางมาไทยโดยรถยนต์ให้เลื่อนการเดินทางออกไปก่อนหากไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนจากความกังวลในสถานการณ์ขาดแคลนน้ำมันในไทย โดยในปีนี้ แม้นักท่องเที่ยวมาเลเซียจะเดินทางเข้าไทยแล้วกว่า  1 ล้านคน (ข้อมูล ณ วันที่ 5 เมษายน 2026) และลดลงกว่า -17%YoY แต่เริ่มเห็นสัญญาณบวกจากการกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงกลางเดือนมีนาคมหลังสิ้นสุดเทศกาลเราะมะฎอนจึงเป็นผลให้ยังต้องจับตาการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวมาเลเซียอย่างใกล้ชิด
 
อย่างไรก็ดี การขยายตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติบางตลาดอย่างนักท่องเที่ยวจีนและอินเดียยังช่วยพยุงภาคการท่องเที่ยวไทยไว้ ทำให้ผลกระทบโดยรวมไม่รุนแรงมากนัก โดยนักท่องเที่ยวจีนฟื้นตัวได้ดีตั้งแต่ช่วงกุมภาพันธ์รับเทศกาลตรุษจีน ซึ่งตั้งแต่ 1 มกราคม – 5 เมษายน 2026 นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยแล้วกว่า 1.55 ล้านคน เติบโตราว 12%YoY และหลังเกิดวิกฤตตะวันออกกลางนักท่องเที่ยวจีนยังเดินทางเข้าไทยอย่างต่อเนื่องที่ 38%YoY เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวอินเดียที่ยังเติบโตต่อเนื่อง โดยในปีนี้นักท่องเที่ยวอินเดียเดินทางเข้าไทยแล้วกว่า 6.59 แสนคน เติบโตราว 15%YoY และในช่วงวิกฤตตะวันออกกลางยังเติบโตที่ 12%YoY อีกทั้ง ภาคการท่องเที่ยวไทยยังอาจได้อานิสงส์จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เปลี่ยนแผนการท่องเที่ยวจากจุดหมายปลายทางที่ต้องเดินทางผ่านพื้นที่เสี่ยงมาท่องเที่ยวในไทยแทนอีกด้วย
 
จากแนวโน้มสถานการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยข้างต้น วิกฤตตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้ออย่างน้อยราว 8 สัปดาห์จะเข้ามากดดันบรรยากาศการท่องเที่ยวไทยโดยรวมและส่งผลให้ประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยในปีนี้ปรับลดลงจากเดิมที่ 34.1 ล้านคน มาอยู่ที่ 33.2 ล้านคน ซึ่งยังคงขยายตัวเล็กน้อยราว 0.7%YoY จากการฟื้นตัวดีของนักท่องเที่ยวจีนและนักท่องเที่ยวมาเลเซีย รวมถึงการเติบโตต่อเนื่องของนักท่องเที่ยวอินเดีย ทั้งนี้หากสถานการณ์ยืดเยื้อยาวนานกว่าคาด อาจส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยลดลงได้อีก ซึ่งจะกระทบภาคการท่องเที่ยวไทยในวงกว้างมากขึ้น
 
ขณะเดียวกัน ในด้านการใช้จ่าย นักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มเพิ่มความระมัดระวังการใช้จ่ายและมีโอกาสปรับลดค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวในไทยลงจากต้นทุนการเดินทางที่ปรับสูงขึ้น โดยทั่วไป ค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางในการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศแต่ละทริปจะมีสัดส่วนเฉลี่ยอยู่ที่ราว 20%-30% ของค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวทั้งหมด ดังเช่นนักท่องเที่ยวจีนที่มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางราว 20% จากข้อมูลของ Mastercard และ Trip.com (ช่วงไตรมาส 3 ปี 2024 ถึงไตรมาส 2 ปี 2025) ขณะที่นักท่องเที่ยวยุโรปมีสัดส่วนการใช้จ่ายด้านการเดินทางเฉลี่ยที่ 27% ตามข้อมูลของ Eurostat ดังนั้น ต้นทุนการเดินทางที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นย่อมส่งผลให้สัดส่วนการใช้จ่ายในประเทศปลายทางมีแนวโน้มลดลง ครอบคลุมทั้งค่าใช้จ่ายในส่วนของที่พัก อาหารเครื่องดื่ม การช็อปปิง รวมถึงกิจกรรมเพื่อการบันเทิงต่าง ๆ

ผลกระทบจากวิกฤตในตะวันออกกลางและความเสี่ยงที่ธุรกิจท่องเที่ยวเผชิญ

ธุรกิจท่องเที่ยวที่พึ่งพาตลาดนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและนักท่องเที่ยวยุโรปซึ่งมีแนวโน้มชะลอตัวอาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่ค่อนข้างสูง ในขณะเดียวกัน ธุรกิจยังต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นจากวิกฤตพลังงาน 
 
ธุรกิจโรงแรม ร้านค้าและร้านอาหารในแหล่งท่องเที่ยว โดยจากข้อมูลของผู้ประกอบการโรงแรมโดยเฉพาะธุรกิจที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ภูเก็ต พัทยา พังงา กระบี่ และสมุย ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวตะวันออกกลางและยุโรป พบว่า ผลกระทบในระยะสั้นยังค่อนข้างจำกัด โดยในช่วง 2 สัปดาห์แรกของวิกฤตตะวันออกกลาง การยกเลิกห้องพักเฉลี่ยอยู่ที่ราว 5%-10% จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องเปลี่ยนแผนการเดินทางกะทันหัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากการยกเลิกเที่ยวบินทำให้ไม่สามารถเดินทางเข้ามาไทยได้ แต่ในทางกลับกัน ธุรกิจโรงแรมก็ได้อานิสงส์บางส่วนจากกลุ่มนักท่องเที่ยวตกค้างที่จำเป็นต้องพำนักในไทยต่อ รวมถึงนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียที่มีการวางแผนทริปไว้ล่วงหน้าจึงไม่ได้รับผลกระทบจากการเลื่อน/ยกเลิกเที่ยวบินในตะวันออกกลาง หรือผลกระทบจากค่าโดยสารเครื่องบินที่ปรับเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ในระยะถัดไป ยังมีความเป็นไปได้ที่นักท่องเที่ยวกลุ่มหนีภัยสงครามจะเดินทางมาไทยมากขึ้นเมื่อเที่ยวบินของสายการบินตะวันออกกลางทยอยเปิดให้บริการเพิ่มเติม ขณะที่ในด้านธุรกิจร้านค้าและร้านอาหารในแหล่งท่องเที่ยว นอกจากจะได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชะลอตัวแล้ว ยังต้องเผชิญกับภาระต้นทุนที่ปรับสูงขึ้นทั้งด้านพลังงาน การขนส่ง และวัตถุดิบ ซึ่งล้วนส่งผลกดดันผลประกอบการของธุรกิจในภาพรวม
 
ธุรกิจขนส่งผู้โดยสาร มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 30% ของต้นทุนรวม อย่างไรก็ดี ระดับผลกระทบจะแตกต่างกันในแต่ละธุรกิจ โดยสายการบินได้รับผลกระทบสูงจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว ขณะที่ความสามารถในการปรับขึ้นค่าโดยสารเพื่อชดเชยต้นทุนทำได้จำกัด ยกเว้นสายการบินที่ให้บริการในเส้นทางไทย–ยุโรปที่อาจได้รับอานิสงส์ในระยะสั้นจากอัตราค่าโดยสารที่เร่งตัว ทั้งนี้ระดับผลกระทบดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับการทำประกันความเสี่ยงด้านราคาน้ำมันด้วย เช่นเดียวกับธุรกิจขนส่งผู้โดยสารทางบกที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างสูง โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีข้อจำกัดในการปรับขึ้นค่าโดยสารเพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งการออกมาตรการภาครัฐที่ช่วยลดผลกระทบจากราคาน้ำมันจะมีส่วนช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นได้
 
ธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical tourism) อย่างโรงพยาบาลเอกชน โดยรายได้จากกลุ่มนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโดยตรงคิดเป็นราว 23% ของรายได้จากผู้ป่วยชาวต่างชาติทั้งหมดของโรงพยาบาลเอกชนในปี 2025 โดยผู้ป่วยบางส่วนอาจเลื่อนการเดินทางเข้ามารับการรักษาออกไปหากการปิดน่านฟ้าในตะวันออกกลางยังคงดำเนินต่อไป แต่ด้วยลักษณะของการรักษาพยาบาลในบางกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องรีบเดินทางเข้ามารับการรักษา จึงทำให้ผลกระทบโดยรวมของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนอาจไม่รุนแรงมากนัก
 
อย่างไรก็ดี ธุรกิจด้านการท่องเที่ยวยังคงต้องติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่ได้ปรับกลยุทธ์ไปเน้นตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวควบคู่กับการเจาะตลาดนักท่องเที่ยวไทยมากขึ้น ขณะเดียวกัน การปรับโครงสร้างต้นทุนอย่างเหมาะสมและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดแรงกดดันและบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางที่กำลังเกิดขึ้นได้
 
หากวิกฤตในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้น มาตรการภาครัฐอย่างการกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติในภูมิภาคควบคู่กับการพิจารณาออกมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ และการสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ประกอบการรายเล็ก-กลางจะมีส่วนช่วยบรรเทาผลกระทบแก่ภาคธุรกิจท่องเที่ยวได้ 
 
ในเบื้องต้นภาครัฐภายใต้ความร่วมมือกับธุรกิจท่องเที่ยวได้ให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ตกค้างอย่างต่อเนื่อง อาทิ การเสนออัตราห้องพักในระดับราคาที่เหมาะสม การขยายระยะเวลาวีซ่าเป็นกรณีพิเศษ รวมถึงการให้ความช่วยเหลืออื่น ๆ ผ่านศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งยังมีการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ หากวิกฤตในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ และส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัวลงเพิ่มเติม การออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงรุกจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่ภาคท่องเที่ยวไทยได้ ทั้งในส่วนของมาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกที่กำลังเติบโต และยังมีโอกาสที่จะเดินทางมาไทยมากขึ้นจากความพร้อมด้านเที่ยวบินรวมถึงต้นทุนการเดินทางที่ต่ำกว่าการท่องเที่ยวระยะไกลอย่างเช่นยุโรป และการออกมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศที่จะเข้ามาช่วยเสริมรายได้ให้กับธุรกิจท่องเที่ยวในช่วงที่นักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว แต่ด้วยสถานการณ์ที่ธุรกิจท่องเที่ยวยังต้องเผชิญกับแนวโน้มการท่องเที่ยวในประเทศที่ลดลงจากแรงกดดันด้านต้นทุนและการขาดแคลนพลังงานภายในประเทศอยู่ในขณะนี้ ภาครัฐจำเป็นต้องพิจารณามาตรการที่สามารถช่วยแก้ปัญหาต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มขึ้นและปริมาณน้ำมันที่เพียงพอควบคู่ไปด้วย นอกจากนี้ การสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวรายเล็กและรายกลาง ซึ่งมีความพร้อมด้านสภาพคล่องไม่สูงมากทำให้มีข้อจำกัดในการปรับตัวจะเป็นอีกกลไกสำคัญที่มีส่วนช่วยประคับประคองภาคท่องเที่ยวไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้
 
บทวิเคราะห์โดย... https://www.scbeic.com/th/detail/product/Tourism-MEWAR-070426

ผู้เขียนบทวิเคราะห์
 

 
ดร.กมลมาลย์ แจ้งล้อม (kamonmarn.jaenglom@scb.co.th) นักวิเคราะห์อาวุโส
 
 
ปุญญภพ ตันติปิฎก (punyapob.tantipidok@scb.co.th) นักวิเคราะห์อาวุโส
 
INDUSTRY ANALYSIS
ดร. ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)
ปราณิดา ศยามานนท์ ผู้อำนวยการ ผู้บริหารฝ่าย Industry Analysis
ดร.กมลมาลย์ แจ้งล้อม  นักวิเคราะห์อาวุโส
ปุญญภพ ตันติปิฎก  นักวิเคราะห์อาวุโส
กีรติญา ครองแก้ว นักวิเคราะห์

 

LastUpdate 08/04/2569 15:08:51 โดย : Admin
09-04-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. พรุ่งนี้ (9 เม.ย.69) น้ำมันดีเซล ลดราคา 2.14 บาท/ลิตร ตามมติ กบน.

2. ประกาศ กปน.: ด่วน!!! คืนวันพรุ่งนี้ 9 เม.ย. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหลสถานีสูบจ่ายน้ำมหาสวัสดิ์

3. ประกาศ กปน.: ด่วน!!! คืนวันพรุ่งนี้ 9 เม.ย. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนสามัคคี

4. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (8 เม.ย.69) บวก 20.60 จุด ดัชนี 1,485.03 จุด

5. MTS Gold คาดราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงกว่า 2.5% ในช่วงเช้าวันนี้สามารถกลับมายืนเหนือระดับ 4,800 เหรียญ ได้อีกครั้ง

6. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (8 เม.ย.68) บวก 20.56 จุด ดัชนี 1,484.99 จุด

7. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (7 เม.ย.69) ทรงตัว ตลาดจับตาเส้นตายทรัมป์ขู่ถล่มอิหร่าน

8. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (7 เม.ย.69) ลบเล็กน้อย 85.42 จุด, S&P500-Nasdaq ปิดบวก รับสัญญาณเจรจาอิหร่านคืบหน้า

9. พยากรณ์อากาศวันนี้ (8 เม.ย.69) ประเทศไทยตอนบนอากาศร้อนและร้อนจัดบางพื้นที่ และมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง

10. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (8 เม.ย.69) แข็งค่าขึ้นมาก ที่ระดับ 32.07 บาทต่อดอลลาร์

11. ทองเปิดตลาดวันนี้ (8 เม.ย.69) ปรับขึ้น 1,250 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 73,900 บาท

12. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.00-32.30 บาท/ดอลลาร์

13. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (8 เม.ย. 69) บวก 22.42 จุด ดัชนี 1,486.85 จุด

14. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (7 เม.ย.69) บวก 10.43 จุด ดัชนี 1,464.43 จุด

15. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (7 เม.ย.69) บวก 7.96 จุด ดัชนี 1,461.96 จุด

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ April 9, 2026, 3:03 am