เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Special Report : เจาะลึก "เศรษฐกิจไทย" ประเทศที่มีศักยภาพครบ แต่ไร้อำนาจต่อรอง


ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาพของเศรษฐกิจไทยดูเหมือนกำลัง "พยายามไปข้างหน้า" ผ่านการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) และการผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ในกลุ่ม New S-Curve ควบคู่กับการพยายามกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ แม้แนวทางนี้ฟังดูสมเหตุสมผล  แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปกว่านั้น จะพบว่าทิศทางทั้งหมดนี้ยังคงตั้งอยู่บนฐานแนวคิดเดิม คือ การพยายามทำให้ประเทศ “น่าดึงดูด” จากโลกภายนอก มากกว่าการสร้างเงื่อนไขให้โลกต้องเข้ามาหาเรา ซึ่งเป็นการคงสถานะให้ไทยต้องปรับตัวตามโลก และได้แต่ประคองตัวเพื่อให้อยู่รอดในเกมที่คนอื่นเป็นคนตั้งกติกา

1. FDI เงินทุนที่เข้ามา แต่ไม่ได้แปลว่า “อำนาจอยู่กับเรา”

การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมานาน โรงงานใหม่ การจ้างงาน และเม็ดเงินที่ไหลเข้า ล้วนเป็นผลลัพธ์เชิงบวกที่เห็นได้ชัด แต่ในเชิงโครงสร้าง FDI ส่วนใหญ่ยังคงทำให้ไทยอยู่ในตำแหน่งฐานการผลิต มากกว่าเจ้าของมูลค่า และคำว่า “ฐานการผลิต” ในที่นี้หมายถึงการที่ประเทศไทยรับหน้าที่ผลิตสินค้าในห่วงโซ่อุปทานโลก โดยใช้แรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน และทรัพยากรในประเทศ ขณะที่ส่วนที่สร้างมูลค่าสูงกว่า เช่น การวิจัย การออกแบบ และการถือครองเทคโนโลยี ยังคงอยู่กับบริษัทต่างชาติ ผลที่ตามมาคือ แม้เศรษฐกิจจะดูเติบโต แต่ “อำนาจในการกำหนดทิศทาง” กลับไม่ได้อยู่กับเรา หากต้นทุนในประเทศเปลี่ยนแปลง หรือมีตัวเลือกที่ดีกว่าในภูมิภาค นักลงทุนก็สามารถย้ายฐานได้ทันที นั่นทำให้ FDI กลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยพยุง มากกว่าจะเป็น “ฐานของความยั่งยืน”

2. New S-Curve อุตสาหกรรมอนาคต ที่ยังไม่ใหญ่พอจะเป็นคำตอบ

แนวคิด New S-Curve ถูกออกแบบมาเพื่อพาเศรษฐกิจไทยก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า ดิจิทัล เทคโนโลยีชีวภาพ หรืออุตสาหกรรมการแพทย์สมัยใหม่ ซึ่งในเชิงทิศทางถือว่าถูกต้อง อย่างไรก็ตาม “ขนาดและความลึก” ของอุตสาหกรรมเหล่านี้ในประเทศไทยยังไม่มากพอ หลายภาคส่วนยังต้องพึ่งพาแรงสนับสนุนจากภาครัฐ และยังขาดระบบนิเวศที่ครบถ้วน ทั้งในด้านบุคลากร เทคโนโลยี และเงินทุน ดังนั้น ทำให้ New S-Curve ในปัจจุบันยังเป็นเพียงโอกาสในอนาคต มากกว่าจะเป็น “เครื่องยนต์หลัก” ของเศรษฐกิจ และหากไม่มีการพัฒนาให้ไทยสามารถเป็นเจ้าของเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมเหล่านี้ได้จริง เราอาจกำลังเพียงแค่ “เปลี่ยนประเภทของการเป็นฐานผลิต” เท่านั้น

3. การบริโภคภายใน คือเครื่องยนต์ที่เริ่มอ่อนแรง

ในทางทฤษฎี การบริโภคภายในประเทศควรเป็นเสาหลักที่ช่วยสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เพราะไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก แต่ในบริบทของไทย กลับพบข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ชัดเจน หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รายได้ที่เติบโตไม่ทันค่าครองชีพ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ล้วนส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนถูกกดทับ แม้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นจะช่วยให้การใช้จ่ายฟื้นตัวได้ชั่วคราว แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุได้ สถานการณ์เช่นนี้สะท้อนว่า “ฐานรายได้ของคนในประเทศ” ยังไม่แข็งแรงพอที่จะเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

4. ศักยภาพของไทยมีครบ แต่ยังไม่ถูก “แปลงเป็นอำนาจ”

แม้จะมีข้อจำกัดหลายด้าน แต่ประเทศไทยไม่ได้ขาดศักยภาพ ตรงกันข้าม เรามี “แต้มต่อ” หลายอย่างที่ประเทศอื่นไม่มี เพียงแต่ยังไม่ถูกนำมาใช้ในเชิงยุทธศาสตร์อย่างเต็มที่ ดังเช่น

- โลเคชั่นเชิงยุทธศาสตร์ ประเทศไทยตั้งอยู่ในตำแหน่งที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในเอเชีย ทั้งจีน อินเดีย และประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน นี่คือข้อได้เปรียบที่สามารถต่อยอดไปสู่การเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการค้าในภูมิภาคได้ แต่ในปัจจุบัน บทบาทของไทยยังคงจำกัดอยู่ที่การเป็น “ทางผ่าน” ของสินค้า มากกว่าการเป็น “ผู้ควบคุมการไหลของมูลค่า” กล่าวคือ เรามีโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังไม่มีอำนาจในการกำหนดกติกาของเกม

- ความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน อุตสาหกรรมอาหารและยานยนต์ของไทยมีการพัฒนามาอย่างยาวนาน จนกลายเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของโลก อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งนี้ยังคงอยู่ในระดับการผลิต ไม่ได้ขยายไปสู่การเป็นเจ้าของแบรนด์หรือเทคโนโลยี ซึ่งการอยู่ในตำแหน่งกลางน้ำของห่วงโซ่มูลค่า ทำให้ไทยได้รับส่วนแบ่งกำไรที่จำกัด และไม่สามารถควบคุมทิศทางของอุตสาหกรรมได้อย่างแท้จริง

- Soft Power ที่ยังไม่ถูกทำให้เป็นระบบเศรษฐกิจ ประเทศไทยมีวัฒนธรรม อาหาร และไลฟ์สไตล์ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก แต่สิ่งเหล่านี้ยังไม่ได้ถูกพัฒนาให้กลายเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้อย่างเป็นระบบ ต่างจากเกาหลีใต้ ที่สามารถเปลี่ยนวัฒนธรรมสมัยนิยมให้กลายเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจ หรือจากจีน ที่ใช้ขนาดตลาดและนโยบายรัฐในการสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศ ไทยยังคงปล่อยให้ Soft Power เติบโตแบบกระจัดกระจาย โดยขาดการออกแบบเชิงยุทธศาสตร์

จากทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ปัญหาสำคัญที่สุดจึงอาจไม่ใช่เรื่องของทรัพยากรหรือโอกาส หากแต่เป็น “กรอบความคิด” ที่กำหนดวิธีที่ประเทศมองตัวเอง พิจารณาจากในช่วงเวลาที่ผ่านมา นโยบายเศรษฐกิจจำนวนมากตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าไทยจำเป็นต้อง “ดึงดูด” และ “สร้างความน่าสนใจ” เพื่อให้ต่างชาติเข้ามาเลือกลงทุน วิธีคิดเช่นนี้อาจเหมาะสมในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา แต่เมื่อเวลาผ่านไป การยึดติดกับบทบาทดังกล่าวกลับกลายเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ประเทศไม่สามารถก้าวไปสู่ระดับที่สูงขึ้นได้ การเปลี่ยนผ่านที่แท้จริงจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มเม็ดเงินลงทุนหรือออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ ๆ แต่คือการปรับเปลี่ยนบทบาทของประเทศไทยในห่วงโซ่มูลค่าโลก จาก “ผู้ถูกเลือก” ไปสู่ “ผู้กำหนดเงื่อนไข”

ซึ่งนั่นหมายถึง การลงทุนอย่างจริงจังในด้านการวิจัยและพัฒนา การสร้างบริษัทไทยที่สามารถแข่งขันในระดับโลก การพัฒนาเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเอง รวมถึงการออกแบบนโยบายที่ไม่เพียงมุ่งดึงดูดการลงทุน แต่ต้องสามารถต่อรองเพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาศักยภาพภายในประเทศอย่างแท้จริง ในขณะเดียวกัน ศักยภาพที่ไทยมีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ ความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน หรือวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ จำเป็นต้องถูก “แปลง” ให้กลายเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่สร้างอำนาจต่อรอง ไม่ใช่เพียงข้อได้เปรียบเชิงภาพลักษณ์

ท้ายที่สุด เศรษฐกิจไทยอาจไม่ได้อ่อนแอในความหมายของการขาดศักยภาพ แต่ยังไม่เคยแข็งแกร่งในความหมายของการควบคุมชะตาของตัวเองได้อย่างแท้จริง สิ่งที่ขาดหายไปไม่ใช่โอกาส แต่คือการตัดสินใจที่จะก้าวออกจากบทบาทเดิม และเริ่มต้นเล่นเกมในฐานะผู้กำหนดกติกา

LastUpdate 12/04/2569 20:30:42 โดย : Admin
13-04-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ประกาศ กปน.: ด่วนมาก!!! คืนวันนี้ 10 เม.ย. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนอิสรภาพ

2. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (10 เม.ย.69) บวก 17.18 จุด ดัชนี 1,506.84 จุด

3. MTS Gold คาดราคาทองคำได้รับแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของการเจรจาสงบศึก โดยปรับตัวลงไปทดสอบบริเวณ 4,700 เหรียญ

4. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (10 เม.ย.69) บวก 13.69 จุด ดัชนี 1,503.35 จุด

5. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (10 เม.ย.69) บวก 9.08 จุด ดัชนี 1,498.74 จุด

6. ทองเปิดตลาดวันนี้ (10 เม.ย.69) ปรับขึ้น 550 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 73,250 บาท

7. พยากรณ์อากาศวันนี้ (10 เม.ย.69) ประเทศไทยตอนบนอากาศร้อนและร้อนจัดบางพื้นที่/ ภาคเหนือ ฝน 10% ภาคใต้ 20-30%

8. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (9 เม.ย.69) บวก 40.80 เหรียญ เหตุดอลลาร์อ่อนค่าหนุนแรงซื้อ

9. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.00-32.30 บาท/ดอลลาร์

10. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (9 เม.ย.69) บวก 275.88 จุด ขานรับเจรจาสันติภาพยุติสงครามตะวันออกกลาง

11. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (10 เม.ย.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 32.07 บาทต่อดอลลาร์

12. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (9 เม.ย.69) บวก 4.63 จุด ดัชนี 1,489.66 จุด

13. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (9 เม.ย.69) บวก 4.48 จุด ดัชนี 1,489.51 จุด

14. MTS Gold คาดราคาทองคำปรับตัวขึ้นตอบรับข่าวเชิงบวกจากการเจรจา ปรับตัวขึ้นไป 4,860 เหรียญ ก่อนเผชิญแรงขายปรับตัวลดลงแตะระดับ 4,700 เหรียญ

15. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (8 เม.ย.69) บวก 92.50 ดอลลาร์ หลังสหรัฐ-อิหร่าน บรรลุดีลหยุดยิง 2 สัปดาห์

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ April 13, 2026, 2:41 am