เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
SCB EIC วิเคราะห์ "สมรภูมิฮอร์มุซ : จุดเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานและทางรอดบรรจุภัณฑ์ไทย"


สงครามตะวันออกกลางสร้างแรงกดดันด้านต้นทุนและก่อให้เกิดภาวะตึงตัวของวัตถุดิบในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไทย

วิกฤตความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเส้นทางการค้าโลกผ่านการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ดันราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงเกือบ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สถานการณ์ดังกล่าวมิได้กระทบเพียงราคาพลังงานในประเทศเท่านั้น แต่ยังสร้างแรงกดดันเชิงโครงสร้างต่ออุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไทย ผ่านการขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญ อาทิ แนฟทา และโพรเพน ส่งผลให้ราคาเม็ดพลาสติกปรับตัวสูงขึ้นถึง 70% ขณะที่อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์โลหะเผชิญกับต้นทุน Aluminium ingots ที่เพิ่มขึ้น จากการที่เส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกปิดกั้น ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มขึ้น สภาวการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังภาคการผลิตอื่น ๆ และการส่งออกของไทยโดยเฉพาะสินค้าไปตะวันออกกลางที่จะต้องตกอยู่ในความเสี่ยงของภาวะต้นทุนสูงและปัญหาการตึงตัวของวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานไปพร้อมกัน
 
 
บรรจุภัณฑ์พลาสติกได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงโดยตรงทั้งในแง่ราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น และภาวะวัตถุดิบตึงตัวรุนแรงขึ้นหากยืดเยื้อ

• บรรจุภัณฑ์พลาสติก : ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด เม็ดพลาสติกตึงตัวมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม PP และ PE ส่งผลให้ราคาพุ่งสูงขึ้นเกือบ 70% ภายในไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคส่วนใหญ่มีสต็อกบรรจุภัณฑ์เพียงพออีกอย่างน้อยราว 5 เดือน และหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ราคาบรรจุภัณฑ์พลาสติกจะปรับสูงขึ้นจนอาจส่งผลให้อุตสาหกรรมปลายน้ำชะลอการสั่งซื้อบรรจุภัณฑ์ออกไป

• บรรจุภัณฑ์โลหะ : ผลกระทบปานกลางจาก 1. การนำเข้าอะลูมิเนียมเผชิญกับต้นทุนวัตถุดิบและค่าระวางเรือที่สูงขึ้น 2. ตลาดส่งออกกระป๋องอาหารไปยังตะวันออกกลางหดตัวจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ดี ความต้องการอาหารกระป๋องมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการเร่งสต็อกสินค้า ดังนั้น ผู้ส่งออก
ที่สามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางขนส่ง ใช้ท่าเรือทางเลือก และการเชื่อมต่อทางบก จะได้รับอานิสงส์จากวิกฤตครั้งนี้ 
 
• บรรจุภัณฑ์กระดาษ : กระทบน้อยที่สุด แต่ยังมีแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงาน บรรจุภัณฑ์กระดาษได้รับปัจจัยหนุนจากผู้ผลิตสินค้า/ร้านอาหารเร่งเปลี่ยนมาใช้กระดาษแทนพลาสติกที่ต้นทุนสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ต้นทุนพลังงานและค่าระวางเรือที่พุ่งสูงกำลังกดดันมาร์จิ้นของผู้ผลิตขนาดกลางและเล็กที่ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้ช้ากว่า

• บรรจุภัณฑ์แก้ว : ผลกระทบปานกลางจาก 1. แรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากราคาพลังงาน
และ 2. อุปสงค์ที่ชะลอลงตามกำลังซื้อที่ลดลงและจำนวนนักท่องเที่ยวที่หายไป แม้ธุรกิจเครื่องดื่มบางรายจะหันมาใช้ขวดแก้วแทนพลาสติกชั่วคราว แต่ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยอุปสงค์ของขวดแก้วที่ลดลงในภาพรวม

ผู้ประกอบการควรปรับกลยุทธ์ในการวางแผนการผลิต ไม่เพียงแต่การรับมือกับปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องเร่งสร้างความพร้อมเชิงโครงสร้างในการจัดหาวัตถุดิบ

การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้นนั้น ภาคเอกชนควรเร่งปรับตัวโดยการบริหารสต็อกอย่างระมัดระวัง และหาตลาดและซัพพลายเออร์ทดแทน เน้นการวางแผนเพื่อผลิตโดยเลือกผลิตสิ่งที่จำเป็นก่อน ลดหรือตัดบรรจุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็นออก รวมไปถึงการปรับลดจำนวนสีในการพิมพ์ฉลากเพื่อประหยัดการใช้ IPA ที่ขาดแคลน สำหรับในระยะยาว วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสในการยกระดับสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน ทั้งการเพิ่มการรีไซเคิลพลาสติกในประเทศ และการพัฒนาไบโอพลาสติก อย่างไรก็ดี ความสามารถในการปรับตัวยังมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีความพร้อมด้านสัญญาวัตถุดิบและเงินทุน กับ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านสภาพคล่องและอำนาจต่อรอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความสามารถในการรับมือกับวิกฤตโดยพื้นฐานแล้วขึ้นอยู่กับความพร้อมเชิงโครงสร้างที่สร้างไว้ก่อนวิกฤตจะมาถึง มากกว่าการตอบสนองเฉพาะหน้าในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตการณ์

ภาครัฐช่วยควบคุม ประสาน และเจรจาระดับรัฐ เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตบรรจุภัณฑ์ในประเทศ

ปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงอุตสาหกรรมประกาศให้เม็ดพลาสติกเป็นสินค้าควบคุม กำหนดให้ผู้ผลิตรายงานข้อมูลตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบ ปริมาณการผลิต ไปจนถึงการจำหน่าย เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าไม่ขาดตลาดและป้องกันการกักตุนพร้อมตั้งคณะทำงานเพื่อบริหารจัดการสต็อกและส่งเสริมการใช้วัสดุทดแทน ในระยะต่อไป ภาครัฐควรเร่งจัดทำการดำเนินเชิงยุทธศาสตร์ในสินค้าและวัตถุดิบที่ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้า พิจารณาลดความซับซ้อนของพิธีการศุลกากรสำหรับวัตถุดิบทดแทน และเจรจาข้อตกลงการค้าระดับรัฐกับประเทศผู้ผลิตทางเลือก เพื่อลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของแหล่งวัตถุดิบในภูมิภาคเดียว

1. ผลกระทบจากวิกฤตการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลต่อต้นทุนบรรจุภัณฑ์ไทย

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อเส้นทางการค้าโลกอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งพลังงานกว่า 20% ของโลก ส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานและการขนส่งสินค้าทั่วโลก (Supply disruption) เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นไปแตะระดับ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในช่วงต้นเดือนมีนาคม หลังการเปิดฉากโจมตีและปิดช่องแคบฮอร์มุซ ก่อนจะค่อย ๆ ย่อตัวลงมาอยู่ที่ราว 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในช่วงกลางเมษายนที่ผ่านมา ภายหลังการเริ่มเจรจาหยุดยิงและข่าวการเปิดเส้นทางเดินเรืออีกครั้ง ทั้งนี้ความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลกไม่เพียงส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกและราคาขายปลีกในประเทศเท่านั้น แต่ยังสร้างแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ ทั้งจากราคาวัตถุดิบต้นน้ำที่สูงขึ้น ความล่าช้าในการขนส่ง รวมถึงความเสี่ยงขาดแคลนบรรจุภัณฑ์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังห่วงโซ่อุปทานการผลิตของอุตสาหกรรมปลายน้ำที่หลากหลาย และการส่งออกสินค้าทั่วโลกอย่างรุนแรงอีกด้วย 

ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางนั้น ไม่จำกัดเพียงแค่ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น แต่ยังลามไปถึงต้นทุนวัตถุดิบและการผลิตบรรจุภัณฑ์ โรงงานในประเทศและในเอเชียต้องหยุดชะงักชั่วคราวหรือลดกำลังการผลิตเม็ดพลาสติกลง เนื่องจากวัตถุดิบหลักสำคัญอย่าง แนฟทา (Naphtha) และโพรเพน (Propane) ซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นตึงตัว ทำให้ราคาเม็ดพลาสติกพุ่งสูงขึ้นไปเกือบ 70% (รูปที่ 1) โดยผลกระทบนี้ได้ลุกลามไปยังอุตสาหกรรมอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งอาจต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนบรรจุภัณฑ์ นอกจากนี้ การปิดช่องแคบฮอร์มุซยังส่งผลต่อการนำเข้า Aluminium ingots ซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์โลหะ (กระป๋องอะลูมิเนียม) ที่ราคาปรับเพิ่มสูงขึ้นราว 15% หลังจากสหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน ประกอบกับการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาพลังงาน และต้นทุนการผลิตบรรจุภัณฑ์ที่สูงขึ้น อาจทำให้เราต้องเผชิญกับภาวะที่สินค้าหลายประเภทมีแนวโน้มจะปรับราคาสูงขึ้นและอาจเกิดภาวะขาดแคลนในคราวเดียวกัน

รูปที่ 1 : การเปลี่ยนแปลงของราคาวัตถุดิบอย่างเม็ดพลาสติกและอะลูมิเนียมหลังเกิดการโจมตี
 

ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ Bloomberg

2. ผลกระทบต่อกลุ่มบรรจุภัณฑ์  
วิกฤตพลังงานจากสงครามอิหร่านส่งผลกระทบต่อบรรจุภัณฑ์แต่ละประเภทแตกต่างกันตามแหล่งที่มาของวัตถุดิบ รวมทั้งโครงสร้างต้นทุนของบรรจุภัณฑ์แต่ละชนิดซึ่งจะมีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและพลังงานที่ใช้ในกระบวนการผลิต (Energy intensity) แตกต่างกัน (รูปที่ 2)

รูปที่ 2 : โครงสร้างต้นทุนของบรรจุภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ 

 
ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของบริษัทต่าง ๆ 

ผลกระทบต่อกระบวนการผลิตสามารถแบ่งได้เป็น 2 มิติหลัก มิติแรกคือความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยพบว่าบรรจุภัณฑ์พลาสติกได้รับผลกระทบโดยตรงและรุนแรงที่สุด เนื่องจากวัตถุดิบตั้งต้นอย่าง PE, PP และ PET ล้วนผลิตมาจาก Naphtha และ Propane ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมโดยตรง เมื่อราคาน้ำมันพุ่งและเส้นทางขนส่งถูกปิด ต้นทุนวัตถุดิบซึ่งมีสัดส่วนราว 50% ของโครงสร้างต้นทุนทั้งหมดจึงผันผวนตามไปด้วย ในทางตรงข้าม บรรจุภัณฑ์กระดาษแทบไม่มีความเชื่อมโยงกับปิโตรเคมีเลย เพราะวัตถุดิบหลักคือเยื่อกระดาษจากพืช ซึ่งไม่ได้มาจากการกลั่นน้ำมัน 

มิติที่สองคือด้าน Energy intensity ในกระบวนการผลิต ซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ บรรจุภัณฑ์แก้วและโลหะมีความเข้มข้นด้านพลังงานสูงที่สุด โดยการหลอมแก้วต้องใช้อุณหภูมิสูงอย่างต่อเนื่อง และการหลอมอะลูมิเนียมต้องพึ่งพาไฟฟ้าในปริมาณมาก ทำให้ทั้งสองกลุ่มนี้มีสัดส่วนต้นทุนพลังงานอยู่ที่ราว 30% ของโครงสร้างต้นทุนทั้งหมด สูงกว่าพลาสติกและกระดาษอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น แม้แก้วและโลหะจะไม่ถูกกระทบจากการขาดแคลน Feedstock ปิโตรเคมีโดยตรง แต่ก็จะได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกจากนี้ บรรจุภัณฑ์ทุกกลุ่มต้องอาศัยการขนส่งไปยังอุตสาหกรรมปลายทาง หรือขนส่งไปยังผู้บริโภค ดังนั้น ถึงแม้ต้นทุนค่าขนส่งจะไม่ใช่ต้นทุนหลักในการผลิตบรรจุภัณฑ์ แต่ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นก็จะกระทบต่อต้นทุนในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ทุกประเภทโดยปริยาย

รูปที่ 3 : โครงสร้างการใช้บรรจุภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ จำแนกตามอุตสาหกรรมปลายทาง

ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของบริษัทต่าง ๆ 

หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย ความเสี่ยงการขาดแคลนวัตถุดิบและต้นทุนในการผลิตและขนส่งบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลไปยังอุตสาหกรรมปลายน้ำ (รูปที่ 3) โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มซึ่งมีสัดส่วนการใช้บรรจุภัณฑ์สูงที่สุดในบรรดาอุตสาหกรรมทั้งหมด จึงเป็นกลุ่มที่เผชิญความเสี่ยงมากที่สุดจากวิกฤตตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์พลาสติกซึ่งเป็นวัสดุหลัก ไม่ว่าจะเป็นฟิล์มห่ออาหาร ขวด PET สำหรับเครื่องดื่ม หรือถุงพาวช์ (Pouch) ทั้งนี้สำหรับอาหารแปรรูปส่งออก เมื่อราคาเม็ดพลาสติกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์เริ่มระงับการรับคำสั่งซื้อ แรงกดดันจึงส่งผ่านตลอดห่วงโซ่ตามลำดับ ตั้งแต่ต้นทุนการผลิตของผู้ผลิตสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ไปจนถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในชั้นวางที่จะเริ่มทยอยปรับตัวสูงขึ้น โดยผลกระทบจะขึ้นกับความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนของผู้ผลิต อุปสงค์อุปทานสินค้า ตลอดจนนโยบายการควบคุมราคาสินค้าของภาครัฐ

2.1 บรรจุภัณฑ์พลาสติก 

บรรจุภัณฑ์พลาสติกเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและรุนแรงที่สุด จากอุปทาน Naphtha จำนวนมหาศาลที่หายไปจากตลาดโลก เนื่องจาก Naphtha เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบ และเป็นวัตถุดิบตั้งต้น (Feedstock) สำหรับโรงงาน Olefins ซึ่งผลิต Ethylene และ Propylene และถูกนำไปแปรรูปต่อเป็นเม็ดพลาสติก (PE, PP และ PET) ที่เป็นวัตถุดิบตั้งต้นของบรรจุภัณฑ์พลาสติก ดังนั้น เมื่อเส้นทางขนส่งถูกตัดขาดและไม่สามารถนำเข้า Naphtha จากตะวันออกกลางได้ดังเดิม โรงงานผลิตเม็ดพลาสติกบางโรงในไทยจึงจำเป็นต้องหยุดดำเนินการชั่วคราวจากวิกฤตการตึงตัวของ Feedstock นอกจากนี้ การปิดช่องแคบ Hormuz ยังทำให้การขนส่งน้ำมันและ Naphtha ไปทั่วโลกหยุดชะงัก ผลักดันให้ราคาเม็ดพลาสติกในตลาดพุ่งสูงขึ้นถึง 70% ภายในไม่กี่สัปดาห์ ถึงแม้ในช่วงที่ความตึงเครียดของสงครามลดลง ราคาเม็ดพลาสติกจะลดลงมาบ้าง แต่ยังอยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับระดับราคาก่อนเกิดวิกฤตครั้งนี้ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้โรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกหลายแห่งชะลอการรับคำสั่งซื้อใหม่เพื่อรอประเมินสถานการณ์ และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังผู้ผลิตสินค้าปลายน้ำ โดยเฉพาะเม็ดพลาสติกกลุ่ม PE (Polyethylene) ที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์อย่างถุงพลาสติก ฟิล์มห่ออาหาร เป็นต้น และกลุ่ม PP (Polypropylene) ที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ประเภทถุงร้อน กล่องอาหารเข้าไมโครเวฟได้ รวมไปถึงขวดน้ำเกลือเป็นต้น การตึงตัวของวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกจะทำให้ทั้งผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปและสินค้าอุปโภคบริโภคที่ต้องเผชิญกับต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น และหากสถานการณ์ยืดเยื้อก็จะเกิดความเสี่ยงที่ราคาบรรจุภัณฑ์พลาสติกจะพุ่งสูงขึ้นอย่างมากจนส่งผลให้อุปสงค์จากอุตสาหกรรมปลายน้ำลดลง และชะลอการสั่งซื้อบรรจุภัณฑ์พลาสติกเพื่อรอดูทิศทางการเปลี่ยนแปลงของราคา ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องไปยังผู้บริโภคที่อาจเผชิญกับการขาดแคลนสินค้าอุปโภคและบริโภคที่พึ่งพาบรรจุภัณฑ์พลาสติก

2.2 บรรจุภัณฑ์โลหะ 

แม้ว่าการผลิตบรรจุภัณฑ์โลหะจะไม่ได้พึ่งวัตถุดิบตั้งต้นที่เป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเหมือนบรรจุภัณฑ์พลาสติก แต่อุตสาหกรรมผลิตกระป๋องได้รับผลกระทบจากสงครามครั้งนี้ผ่านสองช่องทาง คือ 1) ต้นทุนการนำเข้า Aluminium Ingot ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามค่าระวางเรือ เพราะต้องใช้เส้นทางขนส่งใกล้ช่องแคบ Hormuz เนื่องจากแหล่งวัตถุดิบส่วนใหญ่อยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง อีกทั้ง การผลิตและหลอมโลหะยังเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานมหาศาล (High energy intensity) ดังนั้น เมื่อราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นต้นทุนการผลิตและการขนส่งกระป๋องจึงพุ่งสูงขึ้นตามอย่างเลี่ยงไม่ได้ ในทางกลับกัน การปิดช่องแคบ Hormuz ยังมีผลให้การส่งสินค้าไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางหยุดชะงักลง และอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกอาหารกระป๋องบางประเภทที่ไทยพึ่งพาตลาดตะวันออกกลางค่อนข้างมาก เช่น ทูน่ากระป๋อง กะทิ และอาหารทะเลแปรรูป

ถึงแม้ว่าต้นทุนของการผลิตกระป๋องอะลูมิเนียมซึ่งส่วนใหญ่ใช้ในการบรรจุเครื่องดื่ม เบียร์ น้ำผลไม้ในประเทศจะมีความผันผวนมากขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่กระป๋องเหล็กที่ใช้บรรจุอาหารและสินค้าที่ต้องการความแข็งแรงทนทานสูง ทนความร้อนในการฆ่าเชื้อได้ดี เช่น อาหารกระป๋อง ผลไม้กระป๋อง ที่มักใช้ในการส่งออก ยังมีต้นทุนวัตถุดิบที่ไม่ผันผวนมากนัก ซึ่งในภาวะวิกฤตทำให้ผู้บริโภคทั่วโลกเริ่มสต็อกอาหารกระป๋องที่มี Shelf-life ยาวขึ้น ประกอบกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับช่วงปลายปี 2025 ทำให้มีคำสั่งผลิตบรรจุภัณฑ์โลหะเข้ามามากขึ้น

2.3 บรรจุภัณฑ์กระดาษ 

บรรจุภัณฑ์กระดาษได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางน้อยที่สุด และได้รับอานิสงส์ชัดเจนที่สุดจากวิกฤตบรรจุภัณฑ์ครั้งนี้ เนื่องจากวิกฤตเม็ดพลาสติกตึงตัว และบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มีแนวโน้มปรับราคาเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ผู้ผลิตสินค้าและร้านอาหารจำนวนมากจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนจากฟิล์มพลาสติกมาเป็นกล่องกระดาษอย่างเร่งด่วน สะท้อนได้จากคำสั่งซื้อบรรจุภัณฑ์กระดาษที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เนื่องจากไทยมีระบบนิเวศการผลิตที่ครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ มีโรงงานที่มีกำลังการผลิตสูง และมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมไปถึงอุปสงค์ของการใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษก็เพิ่มขึ้น ทั้งจาก E-commerce ที่ขยายตัวต่อเนื่อง จากการห้ามใช้โฟมตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว และจากการส่งออกที่ต้องการใช้กล่องลูกฟูก แม้ว่าอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กระดาษจะได้รับอานิสงส์จากความต้องการใช้ที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากกระบวนการผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษพึ่งพาพลังงานค่อนข้างสูง และถือเป็นกลุ่ม Energy-intensive sectors ที่ถูกกระทบทางอ้อมผ่านต้นทุนพลังงาน โดยเฉพาะโรงงานที่ใช้ก๊าซธรรมชาติในกระบวนการผลิตที่เริ่มเห็นต้นทุนปรับเพิ่มขึ้นมาก อีกทั้ง เยื่อกระดาษที่เป็นวัตถุดิบในการผลิตไม่ได้มาจากในประเทศทั้งหมด ยังมีเยื่อกระดาษบางประเภทที่พึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก และจากเหตุสงครามในตะวันออกกลางทำให้ค่าระวางเรือที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนนำเข้าเยื่อกระดาษ และถึงแม้จะไม่ถึงขั้นขาดแคลน แต่ก็กดดันมาร์จิ้นของผู้ผลิตขนาดกลางและเล็กที่มีอำนาจต่อรองต่ำ ดังนั้น ผู้ประกอบการที่จะได้เปรียบจากสถานการณ์ครั้งนี้จริง ๆ คือรายที่มีกำลังการผลิตเหลือ สามารถรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นได้ทันที และมีการป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ในระดับที่ดีพอ

2.4 บรรจุภัณฑ์แก้ว

อุตสาหกรรมผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วจัดอยู่ใน Energy-intensive sectors เช่นกัน เนื่องจากกระบวนการหลอมแก้วต้องใช้ความร้อนสูงมากและพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นแหล่งพลังงานหลัก เมื่อราคาก๊าซปรับสูงขึ้นตามวิกฤตในตะวันออกกลาง ต้นทุนเตาหลอมจึงสูงขึ้นตามไปด้วย อีกทั้ง แก้วยังมีน้ำหนักบรรจุภัณฑ์ที่สูง ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยในการขนส่งบรรจุภัณฑ์แก้วเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าบรรจุภัณฑ์ชนิดอื่น ๆ

ทั้งนี้โดยปกติบรรจุภัณฑ์แก้วมีความต้องการใช้หลักอยู่ที่กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่มีความพรีเมียม ซอสปรุงรส และเวชภัณฑ์ ซึ่งส่วนใหญ่ถูกป้อนเข้าสู่ธุรกิจ Hospitality ดังนั้น เมื่อนักท่องเที่ยวยุโรปและตะวันออกกลางลดลงอย่างฉับพลัน ความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์จึงหดตัวตาม อย่างไรก็ดี ท่ามกลางวิกฤตพลาสติกตึงตัว ธุรกิจผลิตเครื่องดื่มบางรายเริ่มหันมาใช้ขวดแก้วแทนขวดพลาสติก แต่ก็เป็นเพียงอุปสงค์ระยะสั้น ซึ่งอาจจะยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยความต้องการใช้ที่หายไป

นอกเหนือจากปัญหาด้านวัตถุดิบและพลังงานสำหรับการผลิตตัวบรรจุภัณฑ์แล้ว ยังมีจุดเปราะบางอีกจุดหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในห่วงโซ่การผลิตและอาจส่งผลกระทบรุนแรงไม่แพ้กัน นั่นคือการขาดแคลนสารทำละลายที่ใช้ในกระบวนการพิมพ์ฉลากบนบรรจุภัณฑ์ ทำให้เกิดความเสี่ยงสูงในเชิงความต่อเนื่องของการผลิต สารทำละลายที่ใช้ในกระบวนการพิมพ์ฉลากบนบรรจุภัณฑ์ เช่น Toluene, EA (Ethyl Acetate) และ IPA (Isopropyl Alcohol) เป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ได้จากการกลั่นน้ำมัน โดยเฉพาะ IPA ที่ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าทั้งหมด โดยแหล่งนำเข้าหลักของไทยอยู่ที่ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออก เช่น จีน เกาหลี เมื่อเส้นทางขนส่งหลักสะดุด ไทยจึงไม่มีแหล่งสำรองใดในประเทศที่จะดึงมาใช้ได้ทันที ต่างจากเม็ดพลาสติกที่อย่างน้อยยังมีโรงงานในประเทศผลิตได้บ้าง แม้จะไม่เพียงพอก็ตาม ผลที่ตามมาคือถึงแม้โรงงานจะมีฟิล์มพลาสติก มีขวดแก้ว หรือมีกระป๋อง ก็ยังวางขายในร้านไม่ได้ หากไม่มีพิมพ์ฉลากแสดงชื่อสินค้า ส่วนประกอบ และวันหมดอายุ ซึ่งเป็นข้อกำหนดบังคับตามกฎหมายของ อย. และ สคบ. ที่ไม่สามารถยกเว้นได้

ภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ภาคเอกชนได้ขอความร่วมมือไปยังภาครัฐ เพื่อเร่งหาแหล่งวัตถุดิบสำรอง และจัดทำการเจรจาระหว่างประเทศเพื่อขอผ่อนผันการส่งออกสารทำละลายมายังไทย เนื่องจากเกาหลีใต้มีกำลังการผลิต IPA และ Toluene ในปริมาณที่สามารถทดแทนจากตะวันออกกลางได้บางส่วน แต่มีนโยบายระงับการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมัน อย่างไรก็ดี 
การเจรจาระดับรัฐบาลต้องใช้เวลา และในระหว่างนั้นผู้ประกอบการที่สต็อก IPA หมดก่อนก็ต้องหยุดสายการผลิตไปก่อนโดยไม่มีทางเลือก

3. การปรับตัวของผู้ประกอบการและบทบาทของภาครัฐในการช่วยบรรเทาผลกระทบให้แก่ผู้ประกอบการ    

วิกฤตตะวันออกกลางในครั้งนี้ไม่ได้สร้างผลกระทบที่เท่าเทียมกันในทุกกลุ่มบรรจุภัณฑ์ เนื่องจากความแตกต่างของโครงสร้างต้นทุน แหล่งที่มาของวัตถุดิบ และความยืดหยุ่นในการปรับตัวของแต่ละอุตสาหกรรม ทำให้แต่ละกลุ่มเผชิญกับสถานการณ์ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ บางกลุ่มถูกกระทบโดยตรงตั้งแต่ต้นน้ำ บางกลุ่มได้รับแรงกดดันทางอ้อมผ่านต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ ในขณะที่บางกลุ่มกลับได้รับโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตลาด ดังนั้น แนวทางการปรับตัวและมาตรการของภาครัฐที่จะเข้ามาช่วยเหลือจึงมีความแตกต่างกันออกไปในแต่ละประเภทของบรรจุภัณฑ์ 

บรรจุภัณฑ์พลาสติก 

ผลกระทบจากวิกฤตสะท้อนให้เห็นความแตกต่างเชิงโครงสร้างระหว่างผู้ประกอบการอย่างชัดเจน ผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีสัญญาซื้อวัตถุดิบระยะยาว จะทำให้มีเวลาบริหารจัดการต้นทุนได้มากกว่า และผู้ประกอบการรายใหญ่ยังคงมีสต็อกวัตถุดิบเพียงพออีกอย่างน้อยในระยะ 5 เดือนข้างหน้า จึงยังไม่เผชิญภาวะขาดแคลนในระยะสั้น แต่ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านวัตถุดิบ กลุ่ม SME ที่ต้องซื้อวัตถุดิบในตลาด Spot ที่ราคามีความผันผวนสูง ทั้งนี้กลุ่ม SME ที่ปรับตัวได้เร็วเริ่มมองหาความเป็นไปได้ในการนำวัตถุดิบทดแทนมาใช้ ขณะที่บางรายเริ่มหันมาลดการพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์เพื่อประหยัดต้นทุน เช่น ขึ้นรูปโลโก้บนขวดน้ำดื่มแทนการสกรีนฉลาก อย่างไรก็ดี สินค้าหลายประเภทไม่สามารถปรับตัวในลักษณะนี้ได้ เนื่องจากติดข้อกำหนดขององค์การอาหารและยาที่บังคับพิมพ์รายละเอียดสินค้าบนบรรจุภัณฑ์ อย่างไรก็ดี PTT-GC กลับมาเดินเครื่องโรงงาน Olefins อีก 1 หน่วยเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมาหลังจากที่ปิดซ่อมบำรุงไป เพื่อเพิ่มกำลังผลิตวัตถุดิบสำหรับผลิตเม็ดพลาสติกในประเทศ อาจจะช่วยชะลอภาวะขาดแคลนเม็ดพลาสติกลงได้บ้าง 

ในส่วนของภาครัฐ ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ประกาศให้เม็ดพลาสติกเป็นสินค้าควบคุม กำหนดให้ ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จำหน่าย และผู้ซื้อนำไปผลิต ต้องรายงานข้อมูลราคาซื้อ จำหน่าย การผลิต การนำเข้า การใช้ ปริมาณคงเหลือต่อกรมการค้าภายในทุกสัปดาห์ และต้องยื่นขออนุญาตเปลี่ยนแปลงราคาและต้องได้รับอนุมัติก่อนปรับราคา รวมไปตั้งคณะทำงาน 4 กระทรวง (ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงสาธารณสุข) เพื่อบริหารจัดการสต็อก ส่งเสริมการใช้วัสดุทดแทน และป้องกันการกักตุน 

บรรจุภัณฑ์โลหะ

ผู้ผลิตกระป๋องรายใหญ่เน้นบริหารสต็อกที่มีอยู่อย่างระมัดระวัง และเริ่มสำรวจแหล่งนำเข้าทดแทน นอกจากนี้ ยังเริ่มมีการนำพลังงานสะอาดมาใช้ในกระบวนการผลิตมากขึ้นเพื่อทยอยลดการพึ่งพาพลังงานจากน้ำมัน สำหรับในด้านการตลาดพบว่าผู้ผลิตอาหารกระป๋องบางรายหันมาทำการตลาดในประเทศและภูมิภาคอาเซียนมากขึ้นเพื่อชดเชยยอดส่งออกตะวันออกกลางที่หายไป โดยอาศัยพฤติกรรม Panic buying ของผู้บริโภคที่กำลังกักตุนอาหารกระป๋องเป็นโอกาส

บรรจุภัณฑ์กระดาษ

ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษที่ปรับตัวได้เร็วสามารถเร่งเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นมาได้เร็ว โดยบรรจุภัณฑ์กลุ่มกล่องลูกฟูก ถาดกระดาษ และบรรจุภัณฑ์อาหาร เป็นกลุ่มที่แบรนด์เจ้าของสินค้าและอาหารต้องการสลับมาใช้เร่งด่วนที่สุด ขณะเดียวกัน บรรจุภัณฑ์ทางเลือกจากวัสดุชีวภาพก็ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ รายงานอ้างอิงจาก Reuters ว่าความสนใจในบรรจุภัณฑ์กระดาษและวัสดุยั่งยืนจากผู้ผลิตในเอเชียพุ่งสูงขึ้นราว 3 เท่าในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กที่ไม่มีกำลังการผลิตเหลือ หรือยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติสูง อาจเสียโอกาสให้กับรายใหญ่ที่มีความพร้อมกว่า วิกฤตครั้งนี้จึงอาจเป็นตัวเร่งให้อุตสาหกรรมกระดาษ Consolidate เร็วกว่าที่ควรจะเป็น

บรรจุภัณฑ์แก้ว 

ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วในไทยอาจปรับตัวได้ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากกระบวนการหลอมแก้วมีข้อจำกัดทางเทคนิคสูง ทั้งการเปลี่ยนพลังงานหลักและการปรับสายการผลิตล้วนต้องใช้เวลาและเงินลงทุนมาก ดังนั้น สิ่งที่ทำได้ในระยะสั้นจึงอยู่ที่การบริหารต้นทุนพลังงานเป็นหลัก ผู้ผลิตบางรายเริ่มหันมาขยายตลาดในประเทศมากขึ้น ทั้งจากกลุ่มยาและเวชภัณฑ์ 
และสินค้าอาหารออร์แกนิกที่ยังเติบโต เพื่อชดเชยยอดขายที่หายไปจากกลุ่มโรงแรมและร้านอาหาร

วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางครั้งนี้ย้ำเตือนให้ตระหนักว่า ความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงไม่ได้เป็นเพียงทักษะการเอาตัวรอดชั่วคราว แต่คือความพร้อมเชิงโครงสร้าง ที่ต้องเตรียมการไว้เป็นรากฐานสำคัญในระยะยาว ผู้ประกอบการที่จะผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ได้ ไม่ได้เกิดจากความสามารถในการรับมือเมื่อเจอกับปัญหา แต่ต้องอาศัยการวางแผน และระบบการบริหารจัดการที่ดี เช่น การมีสัญญาวัตถุดิบที่หลากหลาย มีฐานซัพพลายเออร์ที่ไม่กระจุกตัวในภูมิภาคเดียว และมีความยืดหยุ่นในการปรับสายการผลิต ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการลงทุนที่ทำไว้ก่อนหน้าแล้ว ไม่ใช่เพียงผู้ประกอบการเท่านั้น ในระยะยาวภาครัฐสามารถถอดบทเรียนและเข้ามามีบทบาทเพื่อสร้างความยั่งยืนให้อุตสาหกรรมนี้ ไม่ว่าจะเร่งจัดทำการดำเนินการเชิงยุทธศาสตร์ในสินค้าและวัตถุดิบที่ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้า พิจารณาลดความซับซ้อนของพิธีการศุลกากรสำหรับวัตถุดิบทดแทน และเจรจาข้อตกลงการค้าในรูปแบบภาครัฐต่อภาครัฐกับประเทศผู้ผลิตวัตถุดิบทางเลือก เพื่อลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของแหล่งวัตถุดิบในภูมิภาคเดียว แม้ว่าอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไทยจะผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ สิ่งที่สำคัญหลังจากนี้คือการสร้างความพร้อมให้ทันก่อนที่วิกฤตครั้งหน้าจะมาถึง

บทวิเคราะห์โดย... https://www.scbeic.com/th/detail/product/packaging-190526

ผู้เขียนบทวิเคราะห์
 
 
ชญานิศ สมสุข (chayanit.somsuk@scb.co.th) นักวิเคราะห์
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 19 พ.ค. 2569 เวลา : 22:13:01
20-05-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ประกาศ กปน.: 21 พ.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนกาญจนาภิเษก (ด้านตะวันตก)

2. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (19 พ.ค.69) ลบ 1.05 จุดดัชนี 1,516.69 จุด

3. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (19 พ.ค.69) แข็งค่าขึ้น ที่ระดับ 32.53 บาทต่อดอลลาร์

4. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (18 พ.ค.69) ลบ 3.90 ดอลลาร์ เหตุบอนด์ยีลด์-ราคาน้ำมันพุ่ง ฉุดตลาด

5. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (19 พ.ค.69) ลบ 2.31 จุด ดัชนี 1,515.43 จุด

6. MTS Gold คาดราคาทองคำมีแรงดีดกลับขึ้นมาเล็กน้อย โดยปัจจุบันเคลื่อนไหวบริเวณ 4,555 เหรียญ สะท้อนว่าแนวรับระยะสั้นบริเวณ 4,500 เหรียญ

7. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (19 พ.ค.69) ลบ 3.01 จุด ดัชนี 1,514.73 จุด

8. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.45-32.70 บาท/ดอลลาร์

9. ทองเปิดตลาดวันนี้ (19 พ.ค.69) ปรับขึ้น 150 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 71,200 บาท

10. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (18 พ.ค.69) บวก 159.95 จุด ส่วน S&P500 และ Nasdaq ปิดลบจากแรงขายหุ้นเทคฯ

11. พยากรณ์อากาศวันนี้ (19 พ.ค.69) ทั่วไทยฝนตกหนักบางแห่ง / กรุงเทพปริมณฑล และทุกภาค ฝนฟ้าคะนอง 60% ภาคใต้ 60-70%

12. ตลาดหุ้นไทยปิด (18 พ.ค.69) ลบ 0.21 จุดดัชนี 1,517.74 จุด

13. ทีทีบี คาดเงินบาทอ่อนค่าสัปดาห์นี้ ในกรอบ 32.10 - 32.85 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ รับแรงกดดันดอลลาร์แข็ง และความเสี่ยงโลก

14. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (18 พ.ค. 69) บวก 1.56 จุด ดัชนี 1,519.51 จุด

15. MTS Gold คาดราคาทองคำปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากวันศุกร์ หลังลงไปทดสอบบริเวณ 4,500 เหรียญ และเช้านี้ทำจุดต่ำสุดบริเวณ 4,480 เหรียญ

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ May 20, 2026, 12:25 am