เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
ทรัมป์ - สี จิ้นผิง ส่งสัญญาณลดความตึงเครียด แต่ผลต่อการค้าและการลงทุนไทย - อาเซียนยังต้องจับตา


 

• จีนและสหรัฐฯ ส่งสัญญาณประคองความสัมพันธ์เพื่อลดความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ระยะสั้น
• การค้าโลกคลายแรงกดดันบางส่วน แต่ความขัดแย้งด้านเทคโนโลยีและสินค้ายุทธศาสตร์ยังไม่จบ
• แร่หายาก (rare earths) ชิปขั้นสูง และไต้หวัน ยังคงเป็นจุดเสี่ยงหลักของเศรษฐกิจโลก
• China+1 ยังเดินหน้าต่อ ทำให้อาเซียนยังเป็นฐานลงทุนสำคัญของโลก
• ไทยมีโอกาสรับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิต แต่การแข่งขันเพื่อดึงดูด FDI ในภูมิภาครุนแรงขึ้น
• ความเสี่ยงสำคัญของไทยคือการถูกเพ่งเล็งด้านการค้าและ rules of origin จากสหรัฐฯ

การพบหารือระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่งเมื่อวันที่ 14–15 พฤษภาคม 2026 ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อบรรยากาศการค้าและการลงทุนโลกในระยะสั้น แต่หากมองในเชิงยุทธศาสตร์ การหารือครั้งนี้อาจเป็น “การซื้อเวลา” มากกว่าการแก้ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่างสองมหาอำนาจอย่างแท้จริง
 
ฝั่งจีนใช้คำว่า “เสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์” เพื่อสะท้อนความต้องการลดความตึงเครียด ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ ให้น้ำหนักกับการลดความเสี่ยงและประคองความสัมพันธ์ มากกว่าการรีเซ็ตความสัมพันธ์ทั้งหมด

การค้าสงบศึก แต่เทคโนโลยียังแข่งขันหนัก
ประเด็นสำคัญของการหารืออยู่ที่ความพยายามลดแรงปะทะทางการค้า โดยสหรัฐฯ ต้องการให้จีนเพิ่มการนำเข้าสินค้า เช่น สินค้าเกษตรและเครื่องบิน ขณะที่จีนต้องการลดแรงกดดันจากมาตรการกีดกันทางการค้า
 
อย่างไรก็ดี แม้บรรยากาศโดยรวมจะดีขึ้น แต่สินค้ายุทธศาสตร์ยังเป็นพื้นที่แข่งขันหลัก โดยเฉพาะ แร่หายาก และชิปขั้นสูง ซึ่งยังอยู่ภายใต้มาตรการควบคุมส่งออกและข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีของทั้งสองฝ่าย
สิ่งนี้สะท้อนว่า โลกอาจไม่ได้กลับไปสู่ยุค globalization แบบเดิม แต่กำลังเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันอย่างระมัดระวังมากขึ้น

พลังงานและฮอร์มุซ: ความมั่นคงยังสำคัญ
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ การที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าช่องแคบฮอร์มุซต้องเปิดเสรี เพื่อไม่ให้การขนส่งพลังงานโลกสะดุด
 
สหรัฐฯ ยังระบุว่า จีนสนใจเพิ่มการนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนการกระจายความเสี่ยงด้านพลังงานและลดการพึ่งพาเส้นทางหรือภูมิภาคใดมากเกินไป
แม้ฝั่งจีนไม่ได้กล่าวถึงอิหร่านหรือฮอร์มุซโดยตรง แต่เห็นว่าพลังงานและเส้นทางเดินเรือยังเป็นประเด็นสำคัญของเศรษฐกิจโลก

ไต้หวันยังเป็นจุดเสี่ยงใหญ่
แม้บรรยากาศโดยรวมดูผ่อนคลายลง แต่จีนยังย้ำชัดว่าไต้หวัน เป็นประเด็นอ่อนไหวที่สุดในความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ และนี่เป็นสัญญาณว่า ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชียตะวันออกยังไม่หายไป และยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์และห่วงโซ่อุปทานขั้นสูง

อาเซียนยังได้ประโยชน์จาก China+1
แม้สหรัฐฯ และจีนจะเริ่มลดแรงปะทะ แต่บริษัทข้ามชาติยังเดินหน้ากระจายฐานการผลิตต่อเนื่องผ่านกลยุทธ์ China+1 เพื่อลดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และ supply chain
อย่างไรก็ตาม China+1 ไม่ได้หมายถึงการย้ายออกจากจีนทั้งหมด เพราะจีนยังคงเป็นศูนย์กลางด้าน R&D เครือข่ายซัพพลายเออร์ และฐานการผลิตครบวงจรของโลกในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ ทำให้หลายบริษัทเลือกย้ายเฉพาะการประกอบขั้นปลายมายังอาเซียน ขณะที่กิจกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูง การออกแบบ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยังคงอยู่ในจีน
อาเซียนจึงยังเป็นฐานรองรับการลงทุนใหม่ของโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์
EV และเศรษฐกิจดิจิทัล
 
สำหรับไทย จุดแข็งสำคัญยังอยู่ที่ฐานการผลิตยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ กำลังผลิตไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ซึ่งช่วยรองรับการลงทุนใหม่ เช่น Data Center และอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยก่อนหน้านี้ ByteDance บริษัทแม่ของ TikTok ก็เลือกไทยเป็นหนึ่งในฐานลงทุนด้าน Data Center ในภูมิภาค สะท้อนว่าไทยยังมีศักยภาพดึงดูดการลงทุนเทคโนโลยีขนาดใหญ่ได้
 
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันดึงดูด FDI ในอาเซียนรุนแรงขึ้นมาก ไทยยังเผชิญข้อจำกัดด้านทักษะแรงงาน กฎระเบียบ ความรวดเร็วเชิงนโยบาย และต้นทุนโลจิสติกส์ เมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค

โอกาสมีอยู่จริง แต่ความเสี่ยงยังสูง
ในภาพรวม การพบกันครั้งนี้ช่วยลดความเสี่ยงเชิงระบบ (Tail Risk) ของเศรษฐกิจโลกในระยะสั้น และช่วยประคองความเชื่อมั่นด้านการค้าและการลงทุนบางส่วน
แต่ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกยังคงอยู่ ทั้งการแข่งขันด้านเทคโนโลยี ความเสี่ยงไต้หวัน และนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่ยังมีแนวโน้มใช้ภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้าเป็นเครื่องมือ
สำหรับไทย โอกาสสำคัญไม่ใช่แค่การเป็นฐานประกอบเพื่อส่งออก แต่คือการดึงกิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มจริงเข้าสู่ประเทศ ทั้ง supply chain วัตถุดิบ ชิ้นส่วน โลจิสติกส์ และ R&D
ขณะเดียวกัน ไทยยังมีความเสี่ยงจากการถูกเพ่งเล็งเรื่องแหล่งกำเนิดสินค้า (rules of origin) มากขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่นำเข้าชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบจากจีนจำนวนมาก ก่อนประกอบและส่งออกไปสหรัฐฯ
ทั้งหมดนี้ทำให้ไทยต้องเร่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ทักษะแรงงาน และระบบตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าให้ทันโลก เพราะหากปรับตัวช้า โอกาสจากการย้ายฐานการผลิตอาจไหลไปยังประเทศที่มีความพร้อมมากกว่าได้ไม่ยาก
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 25 พ.ค. 2569 เวลา : 20:19:44
26-05-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ประกาศ กปน.: ด่วน!!! คืนวันพรุ่งนี้ 23 พ.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนศรีอยุธยา

2. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (25 พ.ค.69) บวก 11.66 จุด ดัชนี 1,550.33 จุด

3. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (25 พ.ค.69) ดัชนีอยู่ที่ 1,551.80 จุด บวก 13.13 จุด

4. ทองเปิดตลาดวันนี้ (25 พ.ค.69) ปรับขึ้น 250 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 70,900 บาท

5. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (25 พ.ค.69) บวก 15.15 ดัชนี 1,553.82 จุด

6. MTS Gold คาดราคาทองคำยังอยู่ในทิศทางขาลงระยะสั้น จากระดับปิดบริเวณ 4,509 เหรียญ ขึ้นมาแถว 4,560 เหรียญ

7. พยากรณ์อากาศวันนี้ (25 พ.ค.69) ประเทศไทยยังคงมีฝนฟ้าคะนอง และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคใต้ 60-70% ภาคเหนือ 60% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง 40% ภาคอีสาน-ภาคตะวันออก 30%

8. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (25 พ.ค.69) แข็งค่าขึ้น ที่ระดับ 32.51 บาทต่อดอลลาร์

9. กรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 32.20 - 32.80 ติดตามเจรจาสันติภาพ

10. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.30-32.45 บาท/ดอลลาร์

11. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (22 พ.ค.2569) บวก 6.00 จุด ดัชนี 1,538.67 จุด

12. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (22 พ.ค.69) บวก 4.45 จุด ดัชนี 1,537.12 จุด

13. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.50-32.75 บาท/ดอลลาร์

14. MTS Gold คาดราคาทองคำกลับมายืนเหนือระดับ 4,500 เหรียญ ได้อีกครั้ง

15. ทองเปิดตลาดวันนี้ (22 พ.ค.69) "คงที่" ทองรูปพรรณ ขายออก 70,800 บาท

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ May 26, 2026, 2:47 am