เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
"วิทัย รัตนากร" ส่งสัญญาณอะไร? เมื่อ ธปท. มองเงินเฟ้อ 5% เป็นเรื่องชั่วคราว และกำลังหันไปแก้หนี้คนรุ่นใหม่ผ่าน BNPL


 
2 มิ.ย. 2569 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการแถลง Governor Connect ได้เปิดเผยถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยและมาตรการสำคัญที่ธนาคารกลางกำลังดำเนินการ โดยประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 นี้มีโอกาสขยายตัวได้ถึง 2% หลังได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ แม้เงินเฟ้ออาจเร่งตัวขึ้นแตะระดับ 5% ในบางช่วงของปีนี้ ขณะที่ ธปท. ยังคงมองว่าแรงกดดันดังกล่าวเป็นเพียงผลกระทบชั่วคราวจากราคาพลังงานและยังไม่ใช่เหตุผลเพียงพอที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
 
และนอกจากการส่งสัญญาณด้านนโยบายการเงินแล้ว ธปท. ยังประกาศมาตรการลดค่าธรรมเนียมทางการเงิน 19 รายการ เดินหน้าโครงการช่วยเหลือลูกหนี้และ SME รวมถึงเตรียมออกเกณฑ์กำกับดูแล Buy Now Pay Later (BNPL) ภายในปลายปีนี้ หลังพบว่าหนี้ในกลุ่มคนอายุ 20-35 ปี กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมีสัดส่วนหนี้เสียสูงถึง 27%
 
ส่วนทิศทางการทำงานของ ธปท. ก็มีการกำลังขยายบทบาทจากการใช้นโยบายดอกเบี้ยเพื่อดูแลเศรษฐกิจมหภาค ไปสู่การใช้มาตรการเฉพาะจุดเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมากขึ้น ตั้งแต่หนี้ครัวเรือน การเข้าถึงสินเชื่อของ SME ไปจนถึงพฤติกรรมการก่อหนี้รูปแบบใหม่บนแพลตฟอร์มดิจิทัล
 
GDP ไทย 2% ที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภค มากกว่าการส่งออก

 
ก่อนเกิดสงครามยูเครน ธปท. เคยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 อาจเติบโตได้ถึง 2.2-2.3% แต่ผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ต้องปรับประมาณการลงมาเหลือเพียง 1.5% อย่างไรก็ตาม หลังรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นงบเยียวยาและประคับประคองเศรษฐกิจ 200,000 ล้านบาท และอีก 200,000 ล้านบาทสำหรับการลงทุนรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ธปท. ปรับคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจกลับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 2% สิ่งที่น่าสนใจคือ การเติบโตดังกล่าวไม่ได้มาจากภาคส่งออกเหมือนในอดีต

 
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า การบริโภคภาคเอกชนจะเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจในปีนี้ โดยคาดว่าจะขยายตัวจาก 1.6% เป็น 2.6% และมีส่วนช่วยต่อการเติบโตของ GDP ถึง 1.5% ขณะที่ภาคส่งออกแทบไม่มีส่วนช่วยต่อการเติบโตในปีนี้ ส่วนในระดับรายไตรมาส ธปท. ประเมินว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะช่วยยกระดับ GDP ไตรมาส 3 จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโตเพียง 1.9% ให้เพิ่มขึ้นเป็น 3.2% โดยเฉพาะจาก “โครงการไทยช่วยไทย พลัส” ที่จะเริ่มดำเนินการในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายน 
 
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้กำลังถูกประคองด้วยอุปสงค์ภายในประเทศเป็นหลัก ขณะที่ภาคส่งออกยังเผชิญข้อจำกัดจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวซึ่งในอีกมุมหนึ่ง อาจเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของเศรษฐกิจไทย เพราะแม้มาตรการกระตุ้นจะช่วยพยุงการเติบโตในระยะสั้นได้ แต่แรงส่งจากการบริโภคมักมีข้อจำกัดด้านความยั่งยืน หากรายได้ของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจยังไม่ฟื้นตัวตามไปด้วย
 
อย่างไรก็ตาม ผู้ว่า ธปท. เปิดเผยว่า แม้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบนี้ช่วยพยุงกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะสั้นได้จริง แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนข้อเท็จจริงที่ว่าเศรษฐกิจไทยยังเผชิญโจทย์เชิงโครงสร้างเดิม ทั้งการลงทุนภาคเอกชนที่ยังไม่แข็งแรง การพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศ และความสามารถในการแข่งขันที่ต้องอาศัยการลงทุนระยะยาวมากขึ้น
 
เงินเฟ้ออาจแตะ 5% แต่ ธปท. ยังไม่เห็นเหตุผลที่จะขึ้นดอกเบี้ย
 
 

 
 
สำหรับเรื่องเงินเฟ้อของเศรษฐกิจไทย จากการประเมินล่าสุดนั้น ธปท. คาดว่าเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ประมาณ 3.0% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากประมาณการเดิมที่ 2.9% หลังรวมผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเข้าไปแล้ว หากแต่ในบางเดือน โดยเฉพาะช่วงไตรมาส 3 เงินเฟ้ออาจเร่งตัวขึ้นไปแตะระดับ 5-5.2%
 
แม้ตัวเลขดังกล่าวอาจฟังดูน่ากังวล แต่ผู้ว่า ธปท. กล่าวย้ำว่า การเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อรอบนี้มีสาเหตุหลักจากราคาพลังงานและต้นทุนการนำเข้า ไม่ได้เกิดจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ร้อนแรงจนเกินไป กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ทาง ธปท. มองว่าเงินเฟ้อครั้งนี้เป็น Supply Shock มากกว่า Demand Pull Inflation ด้วยเหตุนี้แล้ว ธปท. จึงเชื่อว่าเมื่อฐานราคาพลังงานในปีนี้อยู่ในระดับสูง เงินเฟ้อจะเริ่มชะลอตัวลงในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2570 และอาจกลับมาอยู่ที่ระดับเฉลี่ยเพียง 1.4%
 
มุมมองดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อทิศทางนโยบายการเงินอย่างมาก เพราะหากเงินเฟ้อเป็นเพียงผลกระทบชั่วคราว การขึ้นดอกเบี้ยอาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาโดยตรง เพราะนโยบายการปรับขึ้นดอกเบี้ย ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการกับความร้อนแรงของอุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจ แต่เงินเฟ้อรอบนี้เกิดจากต้นทุนพลังงานและปัจจัยด้านอุปทาน การขึ้นดอกเบี้ยจึงไม่ได้ทำให้ราคาน้ำมันลดลง
 
ยิ่งไปกว่านั้น กลไกการส่งผ่านของดอกเบี้ยมักใช้เวลาประมาณ 12 เดือนกว่าจะส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ดังนั้น หาก ธปท. เชื่อว่าเงินเฟ้อจะเริ่มลดลงเองในปีหน้า การขึ้นดอกเบี้ยในวันนี้อาจสร้างผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมากกว่าผลดีที่ได้รับ ในทางปฏิบัติ นี่ถือเป็นการส่งสัญญาณค่อนข้างชัดเจนว่า ธปท. ยังมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อไป เว้นแต่จะมีปัจจัยใหม่ที่ทำให้เงินเฟ้อกลายเป็นปัญหาระยะกลางหรือระยะยาว ขณะเดียวกัน ผู้ว่า ธปท. ระบุด้วยว่า ยังไม่ได้กังวลต่อความเสี่ยงของภาวะ Stagflation ในบริบทของไทย แม้จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดก็ตาม
 
ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบ แต่ ธปท. มองว่าเป็นผลกระทบชั่วคราว

 
 
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือ “การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย” ในช่วงที่ผ่านมา ข้อมูลของ ธปท. ระบุว่า เดือนเมษายนประเทศไทยขาดดุลการค้าประมาณ -6.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบประมาณ -7.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ธปท. ชี้ว่าตัวเลขดังกล่าวเกิดจากการเร่งนำเข้าน้ำมันเป็นหลัก โดยการนำเข้าน้ำมันเพียงรายการเดียวมีมูลค่าสูงถึง 7.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หมายความว่า หากตัดผลกระทบจากการนำเข้าพลังงานออกไป ภาพการค้าของไทยอาจไม่ได้อ่อนแออย่างที่หลายฝ่ายกังวล
 
นอกจากนี้ ธปท. ยังประเมินว่าการส่งออกของไทยในปีนี้อาจเติบโตได้ถึง 12-13% ซึ่งสูงกว่าประมาณการเดิม และจะช่วยพยุงภาคต่างประเทศของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี โดยผู้ว่า ธปท. ยังให้มุมมองที่น่าสนใจว่า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไม่ได้เป็นเรื่องน่ากังวลเสมอไป เพราะต้องพิจารณาว่าการขาดดุลดังกล่าวเกิดจากอะไร หากเกิดจากการบริโภคเกินตัว ย่อมเป็นสัญญาณที่น่าห่วง แต่หากเกิดจากการลงทุนหรือการไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เพื่อขยายกำลังการผลิตในอนาคต การขาดดุลลักษณะนี้อาจสะท้อนการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันมากกว่า
 
ผู้ว่า ธปท. ยกตัวอย่างช่วงก่อนวิกฤตปี 2540 ที่ไทยมีการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงการ Eastern Seaboard จนทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบในบางช่วง แต่เป็นการติดลบที่เกิดจากการเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจในอนาคต ตรงนี้จึงเป็นเหตุผลที่ ธปท. ยังเชื่อว่าดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยจะกลับมาเป็นปกติในปีหน้า และยังไม่เห็นสัญญาณที่น่ากังวลในระดับมหภาค
 
ธปท. ยุคใหม่ กับการแก้ปัญหาเฉพาะจุดมากกว่าการพึ่งดอกเบี้ย
 
หากมองให้ลึกกว่าตัวเลขเศรษฐกิจ การแถลงครั้งนี้สะท้อนวิธีคิดใหม่ของ ธปท. อย่างชัดเจน เพราะตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา บทบาทหลักของธนาคารกลางคือการดูแลเงินเฟ้อ เสถียรภาพทางการเงิน และการกำหนดนโยบายดอกเบี้ย แต่ในมุมมองของผู้ว่า ธปท. ปัญหาเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันจำนวนมากไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว ดังนั้นเอง จึงเป็นที่มาของมาตรการเฉพาะจุดหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมการซื้อขายทองคำผ่านแอปพลิเคชัน,  การติดตามธุรกรรมเงินสดขนาดใหญ่, การช่วยเหลือลูกหนี้ NPL หรือการออกมาตรการเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อของ SME
 
ซึ่งในกรณีการซื้อขายทองคำผ่านแอปพลิเคชัน ธปท. กำหนดเพดานการซื้อไม่เกิน 50 ล้านบาท และหากมูลค่าการซื้อเกิน 20 ล้านบาท ผู้ประกอบการต้องรายงานข้อมูลต่อหน่วยงานกำกับดูแล รวมถึงกรณีที่มีการถอนทองคำจริงออกจากระบบ มาตรการดังกล่าวส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างการเคลื่อนไหวของราคาทองคำกับค่าเงินบาทลดลงจากระดับ 0.8 เหลือประมาณ 0.4 ขณะที่ปริมาณการถอนทองคำออกจากแพลตฟอร์มออนไลน์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
 
ส่วนมาตรการถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาทที่เริ่มใช้ตั้งแต่เดือนเมษายน พบว่ายอดการถอนลดลงประมาณ 25-28% ต่อเดือน ซึ่ง ธปท. มองว่าเป็นสัญญาณที่ดีต่อการลดความเสี่ยงจากการใช้เงินสดในธุรกรรมที่ตรวจสอบได้ยาก และในระยะถัดไป ธปท. ยังเตรียมขยายมาตรการไปยังการฝากเงินสดจำนวนมาก การแลกธนบัตรมูลค่าสูงเป็นธนบัตรย่อย และการติดตามธุรกรรมที่อาจเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจนอกระบบมากขึ้น
 
ลดค่าธรรมเนียม 19 รายการ กับภารกิจลดต้นทุนทางการเงินของรายย่อยและ SME

 
มาตรการที่ได้รับความสนใจมากที่สุดจากภาคธุรกิจ คือการปรับลดค่าธรรมเนียมธนาคารรวม 19 รายการ แบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ บัญชีเงินฝาก, บัตรอิเล็กทรอนิกส์, ธุรกรรมทางการเงิน, และสินเชื่อ เหตุผลสำคัญที่ ธปท. ดำเนินการเรื่องนี้ เพราะมองว่าค่าธรรมเนียมหลายรายการถูกกำหนดขึ้นในยุคที่ต้นทุนระบบการเงินยังสูง แต่เทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้ต้นทุนที่แท้จริงลดลงอย่างมาก
 
ตัวอย่างเช่น การยกเลิกค่าธรรมเนียมธุรกรรมข้ามเขตผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ การลดค่าธรรมเนียมระบบบาทเนต จาก 250 บาท เหลือ 100 บาท การลดค่าธรรมเนียมบัตร ATM และเดบิต รวมถึงการกำหนดเพดานค่าธรรมเนียม Front-end Fee ของ SME ไม่เกิน 2.5% และสำหรับ SME ที่ขอสินเชื่อ 15 ล้านบาทแรก ค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะต้องไม่เกิน 250,000 บาท นอกจากนี้ยังยกเลิกค่าธรรมเนียมการต่ออายุวงเงินและการยกเลิกวงเงินสินเชื่อทั้งหมด รวมถึงจำกัดค่าปรับกรณีชำระหนี้ก่อนกำหนดไม่ให้เกิน 3%
 
ในมุมมองของ ธปท. การลดค่าธรรมเนียมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการลดค่าใช้จ่ายครั้งเดียว แต่เป็นการลดต้นทุนทางการเงินแบบถาวรให้กับรายย่อยและ SME ในระยะยาว แม้มาตรการดังกล่าวจะส่งผลต่อรายได้ของธนาคารพาณิชย์ แต่ ธปท. ประเมินว่าจะกระทบกำไรรวมของระบบธนาคารเพียง 1.5-2% จากกำไรรวมประมาณ 280,000 ล้านบาทต่อปี
 
“BNPL”  ความเสี่ยงใหม่ที่ ธปท. กำลังจับตา

 
แม้จะมีมาตรการหลายด้าน แต่หัวข้อที่ผู้ว่า ธปท. ใช้เวลาอธิบายมากที่สุดกลับเป็น Buy Now Pay Later หรือ BNPL เหตุผลสำคัญคือ ธปท. มองว่าความเสี่ยงของหนี้ครัวเรือนไทยกำลังเปลี่ยนรูปแบบ ปัจจุบันคนไทยประมาณ 25.5 ล้านคนมีภาระหนี้ ขณะที่ประชากรอายุ 20-35 ปี มีผู้เป็นหนี้ถึง 52.7% และกลุ่มเดียวกันนี้มีสัดส่วนหนี้เสียหรือ NPL สูงถึง 27% ที่น่ากังวลคือหนี้จำนวนมากเป็นหนี้เพื่อการบริโภค ไม่ว่าจะเป็นหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล หรือสินเชื่อรถยนต์ ซึ่งไม่ได้สร้างรายได้ในอนาคต
 
จากข้อมูลที่ ธปท. รวบรวมจากผู้ประกอบการรายใหญ่ 8 ราย พบว่าจำนวนบัญชี BNPL เพิ่มขึ้นจากเพียงประมาณ 600,000 บัญชีในปี 2564 เป็นเกือบ 5 ล้านบัญชีในปี 2567 หรือเติบโตเฉลี่ย 99.9% ต่อปี ในมุมของ ธปท. ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวผลิตภัณฑ์ BNPL เอง เพราะผู้ว่า ธปท. ย้ำหลายครั้งว่า BNPL ไม่ใช่ผู้ร้าย แต่สิ่งที่น่ากังวลคือพฤติกรรมการก่อหนี้ที่เกิดขึ้นง่ายขึ้น เร็วขึ้น และบางครั้งผู้บริโภคอาจได้รับวงเงินโดยไม่รู้ตัว หรือใช้วงเงินดังกล่าวซื้อสินค้าขนาดเล็กในชีวิตประจำวันโดยไม่ได้ตระหนักว่ากำลังก่อหนี้
 
ผู้ว่า ธปท. ยกตัวอย่างว่า ปัจจุบันผู้บริโภคบางรายสามารถผ่อนซื้อสินค้ามูลค่าเพียงหลักสิบหรือหลักร้อยบาทได้ แม้กระทั่งชานมไข่มุกแก้วละประมาณ 106 บาท ขณะที่บางกรณีผู้ใช้งานได้รับวงเงินสินเชื่อโดยไม่ทราบว่าตนเองได้สมัครหรือยินยอมรับวงเงินดังกล่าวเมื่อใด ตรงนี้จึงเป็นเหตุผลที่ ธปท. เตรียมออกเกณฑ์กำกับดูแล BNPL ภายใน 5-6 เดือนข้างหน้า โดยตั้งเป้าประกาศใช้ก่อนสิ้นปี 2569 ซึ่งแนวทางที่อยู่ระหว่างการศึกษา ได้แก่ การกำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ใช้บริการ การกำหนดประเภทสินค้าที่สามารถใช้ BNPL ได้ การกำหนดเพดานดอกเบี้ย การบังคับให้ผู้บริโภครับรู้และยืนยันก่อนรับวงเงิน รวมถึงการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ในกรณีที่วงเงินมีขนาดสูง
 
หากมาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นจริง จะถือเป็นหนึ่งในความพยายามครั้งสำคัญของ ธปท. ในการป้องกันไม่ให้ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยขยายตัวไปสู่คนรุ่นใหม่มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน 

สัญญาณสำคัญที่ ธปท. กำลังส่งถึงเศรษฐกิจไทย

 
ท้ายที่สุดนี้ เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด สิ่งที่ ผู้ว่า ธปท. กำลังสื่อสารอาจไม่ใช่เพียงการคาดการณ์ GDP หรือเงินเฟ้อเท่านั้น แต่เป็นการส่งสัญญาณว่าปัญหาเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากกว่าที่นโยบายดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวจะสามารถแก้ไขได้ ในมุมมองของ ธปท. เงินเฟ้อที่กำลังเร่งตัวขึ้นยังเป็นเพียงผล
กระทบชั่วคราวจากพลังงาน เศรษฐกิจไทยยังสามารถเติบโตได้จากแรงหนุนของการบริโภคและมาตรการภาครัฐ ขณะที่ความเสี่ยงที่ควรจับตามองมากขึ้นกลับอยู่ในเรื่องหนี้ครัวเรือน การเข้าถึงสินเชื่อของ SME และพฤติกรรมการก่อหนี้รูปแบบใหม่บนแพลตฟอร์มดิจิทัล
 

LastUpdate 02/06/2569 21:33:59 โดย : Admin
04-06-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (2 มิ.ย.69) บวก 13.60 ดอลลาร์ จับตาเจรจาสหรัฐอิหร่าน-ตัวเลขจ้างงานสหรัฐ

2. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (2 มิ.ย.69) บวก 228.91 จุด หุ้นกลุ่ม AI พุ่งหนุนตลาด

3. พยากรณ์อากาศวันนี้ (3 มิ.ย.69) ภาคใต้ ฝนตกหนักถึงหนักมาก 70-80% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคตะวันออก 60% ภาคเหนือ-ภาคอีสาน-ภาคกลาง 40%

4. ทองเปิดตลาดวันนี้ (3 มิ.ย.2569) ร่วงลง 500 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 70,100 บาท

5. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (2 มิ.ย. 69) บวก 19.69 จุด ดัชนี 1,588.06 จุด

6. ประกาศ กปน.: ด่วนมาก!!! วันนี้ 2 มิ.ย. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนพระสุเมรุตัดถนนราชดำเนินกลาง

7. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (2 มิ.ย. 69) บวก 24.97 จุด ดัชนี 1,593.34 จุด

8. MTS Gold คาดราคาทองคำปิดปรับตัวลดลง -1.3% แตะจุดต่ำสุดบริเวณ 4,447 เหรียญ ก่อนฟื้นตัวกลับขึ้นมาที่ระดับประมาณ 4,480 เหรียญ

9. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (1 มิ.ย.69) บวก 46.42 จุด นักลงทุนจับตาเจรจาสันติภาพอิหร่าน

10. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (1 มิ.ย.69) ร่วง 86.70 ดอลลาร์ กังวลสงครามอิหร่านดันเงินเฟ้อสูง-หนุนเฟดขึ้นดอกเบี้ย

11. พยากรณ์อากาศวันนี้ (2 มิ.ย.69) ภาคใต้ฝั่ง ตต. ฝนตกหนัก 80% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง-ภาคตะวันออก-ภาคใต้ ฝั่ง ตอ. 60% ภาคเหนือ-ภาคอีสาน 40%

12. ทองเปิดตลาดวันนี้ (2 มิ.ย.69) ลดลง 300 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 69,900 บาท

13. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (2 มิ.ย.69) บวก 6.28 จุด ดัชนี 1,574.65 จุด

14. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (2 มิ.ย.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 32.62 บาทต่อดอลลาร์

15. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.45-32.70 บาท/ดอลลาร์

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ June 4, 2026, 6:29 am