
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา คนไทยอาจคุ้นเคยกับข่าวเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความกังวล ไม่ว่าจะเป็นกำลังซื้อที่อ่อนแอ หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง สินเชื่อที่เข้าถึงได้ยากขึ้น หรือการปลดพนักงานในบางภาคอุตสาหกรรม โดยท่ามกลางข่าวเหล่านี้ มีตัวเลขหนึ่งที่อาจสะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยได้ชัดเจนกว่าที่หลายคนคิด ซึ่งก็คือข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ระบุว่า ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 มีนิติบุคคลจดทะเบียนเลิกกิจการแล้ว 4,284 ราย เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน
แม้ตัวเลขดังกล่าวจะไม่สามารถตีความได้ว่าธุรกิจทั้งหมดเหล่านี้ล้มละลาย หรือเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่วิกฤต แต่ก็เป็นสัญญาณที่น่าสนใจ เพราะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัว และไม่ได้เผชิญภาวะถดถอยเหมือนในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในอดีต แต่เหตุใดกัน ที่จำนวนบริษัทที่เลิกกิจการจึงเพิ่มขึ้น ในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะวิกฤตอย่างเป็นทางการ
ในช่วง 4 เดือนแรกของปีเดียวกัน ประเทศไทยยังมีธุรกิจเปิดใหม่เกือบ 30,000 ราย สะท้อนว่าผู้ประกอบการจำนวนมากยังคงมองเห็นโอกาสในการลงทุนและดำเนินธุรกิจ อย่างไรก็ตาม การมีธุรกิจเกิดใหม่จำนวนมากไม่ได้หมายความว่าธุรกิจเดิมจะสามารถอยู่รอดได้ทั้งหมด เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจเป็นภาพของเศรษฐกิจที่ยังเติบโต แต่เติบโตบนเงื่อนไขที่ยากขึ้นกว่าเดิม โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาการขยายตัวในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง หลายสำนักวิจัย รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ต่างปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจลงจากเดิม ท่ามกลางความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
ในขณะที่ตัวเลข GDP ยังเป็นบวก แต่การเติบโตดังกล่าวกลับไม่ได้กระจายตัวอย่างทั่วถึงไปยังทุกภาคส่วน ธุรกิจขนาดใหญ่บางกลุ่มยังสามารถเติบโตได้จากการส่งออก การท่องเที่ยว หรือการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ แต่สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กจำนวนมาก ภาพที่เห็นกลับแตกต่างออกไป โดยหนึ่งในปัญหาสำคัญเลยก็คือ “กำลังซื้อภายในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่” แม้อัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวลดลงจากช่วงก่อนหน้า แต่ครัวเรือนไทยจำนวนมากยังคงเผชิญภาระหนี้สินในระดับสูง โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยยังอยู่ในระดับสูงติดอันดับต้น ๆ ของเอเชีย
เมื่อประชาชนมีภาระผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ชำระหนี้บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น เงินที่เหลือสำหรับการบริโภคก็ลดลงตามไปด้วย ส่งผลให้ธุรกิจจำนวนมาก โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อภายในประเทศ เผชิญยอดขายที่ชะลอตัว ขณะเดียวกัน ในช่วงที่ผ่านมา สถาบันการเงินยังมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น หลังคุณภาพหนี้ของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจเริ่มมีความเปราะบาง
ข้อมูลจาก ธปท. สะท้อนว่า การเติบโตของสินเชื่อในระบบยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่สินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กจำนวนมากเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ ธุรกิจจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญสถานการณ์ที่รายได้ไม่เติบโต แต่ต้นทุนกลับสูงขึ้น ทั้งค่าแรง ค่าวัตถุดิบ ค่าพลังงาน ค่าเช่าพื้นที่ รวมถึงต้นทุนทางการเงินจากอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดโควิด เมื่อรายได้โตไม่ทันต้นทุน และการเข้าถึงเงินทุนทำได้ยากกว่าเดิม ธุรกิจที่มีสายป่านสั้นจึงเริ่มประสบปัญหาสภาพคล่อง และบางส่วนอาจตัดสินใจยุติกิจการในที่สุด และผลกระทบจากแรงกดดันดังกล่าวเริ่มสะท้อนมายังตลาดแรงงานเช่นกัน
ข้อมูลจากสภาพัฒน์ ระบุว่า ในไตรมาสแรกของปี 2569 ประเทศไทยมีผู้ว่างงานประมาณ 390,000 คน เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่จำนวนผู้ว่างงานระยะยาวยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้อัตราการว่างงานของไทยตรงนี้ ยังถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ แต่ตัวเลขดังกล่าวกำลังส่งสัญญาณบางอย่างที่ไม่ควรมองข้าม เพราะในหลายกรณี การว่างงานไม่ได้เกิดจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ บางอุตสาหกรรมกำลังเผชิญการแข่งขันจากต่างประเทศ บางธุรกิจกำลังถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ขณะที่บางตำแหน่งงานอาจได้รับผลกระทบจากการเข้ามาของระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งหมายความว่า แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังเติบโต แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกธุรกิจหรือทุกอาชีพจะได้รับประโยชน์จากการเติบโตดังกล่าว
ซึ่งเมื่อพิจารณาภาพทั้งหมดร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นจำนวนบริษัทที่เลิกกิจการเพิ่มขึ้น การเติบโตทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำ การเข้าถึงสินเชื่อที่ยากขึ้น กำลังซื้อที่อ่อนแอ และจำนวนผู้ว่างงานที่เพิ่มขึ้น เราก็จะพบว่าปัญหาเหล่านี้กำลังเชื่อมโยงกันเป็นห่วงโซ่เดียว ดังนั้นนี่อาจไม่ใช่ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจแบบที่ประเทศไทยเคยเผชิญในปี 2540 หรือช่วงโควิด-19 แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ที่การแข่งขันเข้มข้นขึ้น ความผิดพลาดมีต้นทุนสูงขึ้น และพื้นที่สำหรับผู้ประกอบการที่ปรับตัวไม่ทันเริ่มแคบลงเรื่อย ๆ
เพราะในอดีต การเติบโตของเศรษฐกิจอาจช่วยให้ธุรกิจส่วนใหญ่เติบโตไปพร้อมกัน แต่ในปัจจุบัน ดูเหมือนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่ผู้ชนะและผู้แพ้ถูกแยกออกจากกันชัดเจนมากขึ้น ธุรกิจที่มีเงินทุนแข็งแรง มีประสิทธิภาพสูง ใช้เทคโนโลยีได้ดี และสามารถเข้าถึงตลาดใหม่ ๆ อาจยังเติบโตต่อไปได้ ขณะที่ธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อภายในประเทศเพียงอย่างเดียว มีภาระหนี้สูง หรือขาดความสามารถในการปรับตัว อาจเผชิญความยากลำบากมากขึ้นเรื่อย ๆ
ด้วยเหตุนี้ ตัวเลข 4,284 บริษัท ที่เลิกกิจการในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 อาจไม่ได้เป็นเพียงสถิติทางธุรกิจธรรมดา แต่เป็นปรากฏการณ์ที่กำลังสะท้อนให้เห็นว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ทุกภาคส่วนเติบโตไปพร้อมกันอีกต่อไป ในยุคที่เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราต่ำ การแข่งขันสูง และทรัพยากรทางการเงินมีข้อจำกัด ความสามารถในการปรับตัว การบริหารต้นทุน และการสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ อาจกลายมาเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถบอกเราได้ว่า ใครจะสามารถอยู่รอดและเติบโตต่อไปได้ ซึ่งเป็นการเข้าสู่ยุคที่การคัดกรองผู้เล่นในระบบเกิดขึ้นเข้มข้นมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา
ข่าวเด่น