
คาด SET แกว่งพักตัว ราคาน้ำมัน-Bond Yield รีบาวด์ช่วงสั้น หลังกองทัพสหรัฐฯ-อิหร่านปะทะกัน แต่ ปธน.ทรัมป์ยังยืนยันอยู่ระหว่างหารือกับอิหร่าน ส่วนประเด็น USTR เตรียมเก็บภาษีศุลกากรใหม่ตามมาตรา 301 ในอัตรา 12.5% กับไทยฐานล้มเหลวควบคุมการใช้แรงงานบังคับนั้น มองเป็นเพียงปัจจัยกดดันระยะสั้น เพราะคู่แข่งก็ถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราเดียวกัน อีกทั้งยังมีกระบวนการทางกฎหมายอีกหลายขั้นตอน ทางเทคนิคดัชนีย่อตัว หากยืนเส้น 10 วันได้ยังดีอยู่
ประเด็นสำคัญ
• ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับขึ้น 2%DoD สู่ระดับ US$97.8/bbl และ Bond Yield สหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งเข้าใกล้ระดับ 4.5% หลังกองทัพสหรัฐฯ และอิหร่าน ยังคงปะทะกันอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดความกังวลทั้งสองจะบรรลุข้อตกลงสันติภาพได้น้อยลง มองเป็นลบต่อบรรยากาศลงทุนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยง
• USTR เสนอเก็บภาษีศุลกากรใหม่ตามมาตรา 301 ในอัตรา 10-12.5% ต่อ 60 ประเทศ (รวมไทย) ที่ล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับ ระยะสั้นมองเป็นเพียง Overhang และไม่ได้กระทบพื้นฐานอย่างมีนัย เนื่องจากยังไม่มีผลบังคับใช้ในทันทีและจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจนถึง 6 ก.ค. 69 อีกทั้งยังมีกระบวนการทางกฎหมายอีกหลายขั้นตอน
• ธปท. ได้ออกหลักเกณฑ์กำหนดค่าบริการและการให้บริการให้เป็นมาตรฐาน และปรับลดค่าธรรมเนียมหลายรายการลง เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ใช้บริการทั่วไป รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจ SMEs มองลบจำกัดต่อกลุ่มธนาคาร เพราะหันมาเน้นเติบโตจากธุรกิจ Wealth & Bancassurance โดยคาด KBANK รับผลกระทบมากสุดจากมีสัดส่วนสินเชื่อ SME ที่สูง
• กระทรวงคมนาคมเผยไม่สามารถผลักดันโครงการรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดสายได้ โดยเตรียมเสนอ ครม. รับทราบหลักการค่าโดยสารรถไฟฟ้าใหม่ 17-45 บาทต่อเที่ยว หนุนจ่ายค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียวแทน ตั้งเป้าเริ่มใช้ภายในปี 70 มองบวกเล็กน้อยต่อกลุ่มขนส่ง (BEM, BTS) ที่จะได้อานิสงส์จำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นจากการเชื่อมต่อที่ถูกลง
• ธปท. เตรียมกำกับธุรกรรมฝากเงินสดและแลกเงินสดมูลค่าตั้งแต่ 5 ลบ. ขึ้นไปเพิ่มเติม โดยจะต้องแจ้งแหล่งที่มาและวัตถุประสงค์ เพื่อสกัดธุรกรรมไม่พึงประสงค์ และทำให้ระบบการเงินโปร่งใสขึ้น มองไม่ได้กระทบต่อพื้นฐานและกำไรของกลุ่มธนาคาร โดยเป็นเพียงปัจจัยที่เพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลเท่านั้น
กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงสั้นมอง SET จะไซด์เวย์และมีโอกาสพักฐาน จากปัจจัยฤดูกาล ประกอบกับดัชนีได้ปรับขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในสัปดาห์ก่อนจากกระแสลงทุนด้าน AI ซึ่งหนุนให้มีแรงซื้อเข้ามาในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ดี คาด SET ยังมี Downside จำกัด จากความคาดหวังสหรัฐฯ และอิหร่านจะหาข้อยุติสงครามได้ ซึ่งจะคลายกังวลปัญหาอุปทานน้ำมันชะงักงันและ Supply Shortage รวมถึงแรงกดดันด้านเงินเฟ้อสูง นอกจากนี้ยังมีแรงหนุนในประเทศจากการเริ่มต้นใช้จ่ายในสัปดาห์แรกของไทยช่วยไทยพลัสซึ่งจะช่วยกระจายเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และ Valuation ของ SET ex-DELTA ยังน่าสนใจ โดยมี Fwd PER 69F เพียง 12.5 เท่า (-1SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง) กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy”
ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์
มอง SET จะไซด์เวย์และมีโอกาสพักฐาน กดดันจากผลฤดูกาลและดัชนีได้ปรับขึ้นร้อนแรงทำจุดสูงสุดใหม่ในสัปดาห์ก่อนจากกระแสลงทุนด้าน AI แต่คาด Downside ยังจำกัด โดย Valuation ของ SET ex-DELTA ยังน่าสนใจ โดยมี Fwd PER 69F เพียง 12.5 เท่า กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” ใน 3 ธีมหลัก และ 3 ธีมเทรดดิ้งที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้
1. หุ้น Earnings Play ซึ่งคาดกำไร 2Q69 จะเติบโต YoY ส่วน 2H69 โมเมนตัมกำไรยังดีทั้ง HoH และ YoY อีกทั้งเราแนะนำ Outperform ได้แก่ ADVANC GULF MINT MTC TIDLOR SCGP
2. หุ้น Domestic & Laggard Value Play เน้นหุ้น Big-cap ที่ราคายังปรับขึ้นช้ากว่าตลาด ต่างชาติถือครองต่ำ อีกทั้งได้ประโยชน์จากมาตรการภาครัฐเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ และยังบริหารต้นทุนได้ดีท่ามกลางวิกฤตพลังงาน ได้แก่ CPALL CPN GLOBAL BEM TRUE
3. หุ้น New Normal ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรม "S-Curve" และได้ประโยชน์จากนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของภาครัฐในระยะยาว เช่น ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเข้าสู่พลังงานทางเลือกใหม่ (Solar cell, EV, Data Center) ได้แก่ พลังงานสะอาด (GULF GPSC BGRIM) นิคม (WHA AMATA) และทางอ้อม เช่น จำหน่ายและรับติดตั้ง Solar Rooftop (SCC BANPU HMPRO GLOBAL GUNKUL)
Trading Idea: 1. หุ้นที่คาดได้อานิสงส์บวกจาก World Cup 2026 (11 มิ.ย.-19 ก.ค.) ได้แก่ CPALL CPAXT MINT CENTEL HTC TRUE 2. หุ้น SET50 ที่คาดเป็นเป้า Short Covering โดยราคาหุ้นปรับลงแรงกว่า SET ตั้งแต่เกิดวิกฤต ได้แก่ BDMS MINT HMPRO LH BEM และ 3. หุ้น Anti-Oil & Reopening ซึ่งจะได้ประโยชน์หากการเจรจาสันติภาพมีความคืบหน้าเชิงบวก ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันปรับฐานและคลายกังวลปัญหา Supply Shortage โดยเน้นกลุ่มที่ราคาหุ้นยังต่ำกว่าก่อนเกิดสงครามตะวันออกกลาง อาทิ สายการบิน (AAV THAI) โรงไฟฟ้า SPP (BGRIM GPSC) ยานยนต์ (AH SAT) และท่องเที่ยว (MINT CENTEL)
Daily Top Picks
ADVANC: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากเป็นหนึ่งในหุ้นที่คาดจะได้รับผลกระทบจำกัดจากสงครามตะวันออกกลางที่กลับมาปะทะกันอีกครั้ง ผลประกอบการมีแนวโน้มเติบโตได้ต่อเนื่องจากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และธุรกิจ FBB และค่าใช้จ่ายโครงข่ายที่ลดลง เป้าหมายระยะสั้นที่ 369 บาท
BLA: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับขึ้นสนับสนุนรายได้จากการลงทุน ผลประกอบการปี 2569 มีแนวโน้มได้รับการสนับสนุนจากการทยอยรับรู้ CSM และรายได้จากการลงทุน Valuation น่าสนใจ ด้วย PE ที่ระดับ 5 เท่า เป้าหมายระยะสั้นที่ 23.80 บาท
ข่าวเด่น