เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
ความท้าทายของธุรกิจรายย่อยไทย ในวันที่ "แพลตฟอร์ม" กลายเป็นเจ้าของทำเลทอง


 
• ทำเลทองของธุรกิจวันนี้ไม่ได้อยู่แค่บนถนน แต่อยู่บนหน้าจอมือถือ ใครถูกมองเห็นก่อน ก็มีโอกาสขายได้ก่อน
 
• ธุรกิจไทยไม่ได้แข่งขันเฉพาะกับร้านค้าในประเทศอีกต่อไป แต่ต้องแข่งขันกับผู้ขายจากทั่วโลกบนแพลตฟอร์มเดียวกัน
 
• ยอดขายอาจเติบโต แต่กำไรอาจไม่เพิ่ม เพราะค่าธรรมเนียม ค่าโฆษณา และต้นทุนบนแพลตฟอร์มสามารถรวมกันได้ถึง 20–40% ของยอดขาย
 
• การพึ่งพาแพลตฟอร์มมากเกินไป ทำให้ธุรกิจสูญเสียอำนาจต่อรอง ทั้งจากอัลกอริทึมและข้อมูลลูกค้าที่ธุรกิจไม่ได้เป็นเจ้าของ
 
• ผู้ชนะในระยะยาว คือธุรกิจที่ใช้แพลตฟอร์มเป็น "สะพาน" เพื่อเข้าถึงลูกค้า พร้อมกับสร้าง "บ้านของตัวเอง" ผ่านแบรนด์ ฐานลูกค้า และความไว้วางใจ
 
ครั้งหนึ่ง หากอยากขายดี สิ่งแรกที่ผู้ประกอบการต้องมองหาคือ "ทำเลทอง"
 
ร้านที่อยู่ติดถนนใหญ่ อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า หรืออยู่ในศูนย์การค้าที่มีผู้คนพลุกพล่าน ย่อมได้เปรียบกว่าคู่แข่ง
 
แต่วันนี้ เจ้าของทำเลทองอาจไม่ใช่เจ้าของห้างหรือเจ้าของอาคารอีกต่อไป
หากเป็นเจ้าของแพลตฟอร์ม
 
และตำแหน่งที่ดีที่สุดของการค้าขายไม่ได้อยู่บนถนน แต่อยู่บนหน้าจอมือถือ
 
ใครขึ้นหน้าแรกก่อน ใครถูกอัลกอริทึมแนะนำก่อน หรือใครปรากฏในคลิปที่ผู้บริโภคกำลังเลื่อนดู คนนั้นย่อมมีโอกาสขายได้ก่อน
 
การแข่งขันจึงค่อย ๆ เปลี่ยนจากการแย่งชิงพื้นที่ทางกายภาพ ไปสู่การแย่งชิง "ความสนใจ" ของผู้บริโภค
 
และทำให้แพลตฟอร์มกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่ต่างจากที่ถนน ท่าเรือ หรือศูนย์การค้าเคยเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจในอดีต
 
คลื่นยักษ์ที่กำลังเปลี่ยนการค้าโลก
 
การเติบโตของ e-commerce ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนช่องทางซื้อขายสินค้า แต่กำลังเปลี่ยนวิธีที่ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อ
 
ผู้บริโภคจำนวนมากไม่ได้เริ่มต้นจากการค้นหาสินค้า แต่เริ่มจากการเห็นคลิป รีวิว ไลฟ์ หรือคอนเทนต์ที่อัลกอริทึมแนะนำ ก่อนตัดสินใจซื้อภายในไม่กี่คลิก
 
การแข่งขันจึงไม่ได้เกิดขึ้นบนชั้นวางสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นบนหน้าจอของผู้บริโภคทุกคน
 
ข้อมูลจาก eMarketer คาดว่า มูลค่า Retail E-commerce ของโลกในปี 2026 จะสูงถึง 6.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 21% ของค้าปลีกทั้งหมด
 
ขณะที่ Cube Insights และ Lazada คาดว่า ตลาด E-commerce (B2C) ของไทยจะเติบโตจาก 9.7 แสนล้านบาทในปี 2025เป็น 1.8 ล้านล้านบาทในปี 2030 หรือเติบโตเฉลี่ยราว 14% ต่อปี
 
คู่แข่งไม่ได้อยู่แค่ร้านข้างบ้านอีกต่อไป
 
อดีต คู่แข่งของร้านค้าไทยอาจเป็นร้านที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
 
แต่วันนี้ คู่แข่งอาจอยู่คนละประเทศ
 
บนหน้าจอเดียวกัน ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบสินค้าจากไทย จีน เวียดนาม หรือสหรัฐฯ ได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที
 
US International Trade Administration ประเมินว่า ปัจจุบันมีผู้ขายบนแพลตฟอร์มหลักในไทยประมาณ 3 ล้านราย และมีสินค้ารวมกันมากกว่า 300 ล้านรายการ
 
การเติบโตของ Shopee, Lazada, TikTok Shop, Temu, Taobao และแพลตฟอร์มระดับโลก ทำให้พรมแดนทางการค้าค่อย ๆ เลือนหายไป
 
การเข้าถึงตลาดจึงไม่ใช่อุปสรรคของธุรกิจอีกต่อไป แต่การรักษาความสามารถในการแข่งขันกลับกลายเป็นความท้าทายที่สำคัญกว่าเดิม

4 ความท้าทายสำคัญที่ธุรกิจไทยต้องเผชิญ

1. ยอดขายโต แต่กำไรอาจไม่โต: เมื่อแพลตฟอร์มเริ่มเก็บ "ค่าเช่าทางเศรษฐกิจ"
 
ช่วงเริ่มต้นของแพลตฟอร์ม ส่วนใหญ่แข่งขันกันดึงผู้ขายและผู้ซื้อเข้าสู่ระบบ ด้วยค่าธรรมเนียมต่ำ คูปอง และเงินสนับสนุนจำนวนมาก
 
แต่เมื่อแพลตฟอร์มมีผู้ใช้มากพอและกลายเป็นช่องทางหลักในการเข้าถึงลูกค้า รูปแบบธุรกิจก็เริ่มเปลี่ยน
 
จากการอุดหนุนเพื่อเร่งสร้างเครือข่ายผู้ใช้
ไปสู่การสร้างรายได้จากเครือข่าย
 
ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Platform Rent Extraction
 
กล่าวง่าย ๆ คือ ร้านค้าในปัจจุบันไม่ได้จ่ายเพียงค่าคอมมิชชัน แต่ยังต้องแบกรับค่าธุรกรรม ค่าโฆษณา ค่า Affiliate/KOL ค่าคูปอง ค่าส่ง และค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อการมองเห็นบนแพลตฟอร์ม
 
แม้ค่าธรรมเนียมพื้นฐานจะอยู่เพียง 5–10% แต่เมื่อรวมต้นทุนทั้งหมดแล้ว Effective Take Rate อาจสูงถึง 20–40% ของยอดขาย
 
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้ประกอบการจำนวนมากมียอดขายเพิ่มขึ้น แต่กำไรกลับแทบไม่เปลี่ยน
 
2. สงครามราคาที่รุนแรงขึ้น: เมื่อโลกทั้งใบกลายเป็นตลาดเดียวกัน
 
Cross-border E-commerce ทำให้ผู้ผลิตจากต่างประเทศสามารถเข้าถึงผู้บริโภคไทยได้โดยแทบไม่ต้องมีหน้าร้านในประเทศ
 
การแข่งขันจึงไม่ได้อยู่แค่ที่คุณภาพสินค้า แต่รวมถึงต้นทุนการผลิต ขนาดธุรกิจ และประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน
 
ผู้ผลิตรายใหญ่สามารถตั้งราคาต่ำกว่าได้
 
หากสินค้าไม่มีความแตกต่าง ธุรกิจก็มีแนวโน้มถูกดึงเข้าสู่การแข่งขันด้านราคา หรือ Race to the Bottomอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก
 
สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยที่มีอำนาจต่อรองต่ำ การแข่งขันเช่นนี้ทำให้การรักษาอัตรากำไรและการลงทุนเพื่อพัฒนาสินค้าเป็นเรื่องยากขึ้น
 
3. ชีวิตที่ขึ้นอยู่กับอัลกอริทึม: เมื่อยอดขายขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้
 
ในอดีต ร้านที่อยู่บนถนนสายหลักมักมีโอกาสถูกมองเห็นใกล้เคียงกันทุกวัน
แต่ในโลกดิจิทัล การมองเห็นถูกกำหนดโดยอัลกอริทึม
 
ปัญหาคือ อัลกอริทึมเหล่านี้เป็น "กล่องดำ"
ผู้ขายไม่รู้ว่าปัจจัยใดมีน้ำหนักมากที่สุด และกฎเกณฑ์สามารถเปลี่ยนได้ตลอดเวลา
 
รายงาน e-Conomy SEA 2025 ระบุว่า ประมาณ หนึ่งในสี่ของมูลค่าการซื้อขายออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาจาก Video Commerce สะท้อนว่าการค้นหาสินค้าแบบเดิมกำลังถูกแทนที่ด้วยการค้นพบสินค้าผ่านอัลกอริทึม
 
เมื่อการค้นพบสินค้าถูกกำหนดโดยระบบที่ธุรกิจควบคุมไม่ได้ อำนาจต่อรองของผู้ขายก็ลดลงตามไปด้วย และการเปลี่ยนกฎเพียงเล็กน้อยอาจทำให้ยอดขายหายไปทันที
 
4. ข้อมูลลูกค้าที่เราไม่ได้เป็นเจ้าของ
 
ข้อมูลลูกค้ากลายเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดของเศรษฐกิจดิจิทัล
แต่ผู้ประกอบการจำนวนมากกลับไม่ได้เป็นเจ้าของข้อมูลเหล่านั้น
 
ร้านค้ารู้เพียงว่ามีคำสั่งซื้อเกิดขึ้น แต่ไม่รู้พฤติกรรมของลูกค้า ไม่รู้ว่าลูกค้าค้นหาอะไร เปรียบเทียบกับใคร หรือมีแนวโน้มจะซื้ออะไรต่อ
 
ข้อมูลเหล่านี้อยู่กับแพลตฟอร์ม
 
ยิ่งมีข้อมูลมาก ก็ยิ่งพัฒนา AI และระบบแนะนำสินค้าได้แม่นยำขึ้น ยิ่งดึงดูดผู้ใช้ได้มากขึ้น และยิ่งสร้างข้อได้เปรียบเหนือผู้ขาย
 
การแข่งขันจึงไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันระหว่างร้านค้าด้วยกันอีกต่อไป แต่เป็นการแข่งขันกับแพลตฟอร์มที่มีข้อมูลเหนือกว่าอย่างมหาศาล
 
แล้วธุรกิจไทยควรหนีแพลตฟอร์มหรือไม่?

คำตอบคือ "ไม่"
 
แพลตฟอร์มยังเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการเข้าถึงลูกค้า เปิดตลาดใหม่ และสร้างยอดขาย
 
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การใช้แพลตฟอร์ม
แต่อยู่ที่การพึ่งพาแพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียว
 
ธุรกิจจึงควรมองแพลตฟอร์มเป็น ”สะพาน“ ไม่ใช่ “บ้านถาวร”
ใช้เพื่อสร้างการรับรู้ หาลูกค้าใหม่ และทดลองตลาด
 
ขณะเดียวกันก็ต้องค่อย ๆ สร้างสินทรัพย์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ ระบบสมาชิก หรือฐานข้อมูลลูกค้า เพราะสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ธุรกิจเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง
 
“ความไว้วางใจ” กำลังมีค่ามากกว่าราคา
 
รายงาน Rise of Authenticity-driven E-commerce ของ Cube และ Lazada ระบุว่า ตลาด Official Store ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตจาก 12% ของตลาด E-commerce ในปี 2020 เป็น 30% ในปี 2025 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 55% ภายในปี 2030
 
ผู้บริโภคเกือบ 90% เคยซื้อสินค้าผ่าน Official Store
 
สิ่งนี้สะท้อนว่า ผู้บริโภคไม่ได้มองหาสินค้าที่ราคาถูกที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่กำลังมองหาสินค้าที่เชื่อถือได้
 
การแข่งขันจึงกำลังเปลี่ยนจาก Price Competitionไปสู่ Trust Competition
 
ความไว้วางใจไม่ได้เป็นเพียงภาพลักษณ์ของแบรนด์ แต่เป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่ช่วยเพิ่มการซื้อซ้ำ ลดต้นทุนการหาลูกค้า และเพิ่มอำนาจในการตั้งราคา
 
แม้ธุรกิจจะควบคุมอัลกอริทึมไม่ได้ แต่สามารถสร้างสิ่งที่อัลกอริทึมทดแทนไม่ได้ นั่นคือ ความไว้วางใจของลูกค้า
 
ผู้ชนะในยุคแพลตฟอร์ม อาจไม่ใช่คนที่ขายเก่งที่สุด

โลกยุคแพลตฟอร์มไม่ใช่โลกที่ธุรกิจจะเลือกได้ว่าจะ "เข้า" หรือ "ไม่เข้า"
แต่เป็นโลกที่ต้องตอบให้ได้ว่า
"จะใช้แพลตฟอร์มอย่างไร โดยไม่สูญเสียอำนาจต่อรองของตัวเอง"
 
แพลตฟอร์มช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้เร็ว เข้าถึงลูกค้าได้มาก และลดต้นทุนในการเข้าสู่ตลาด
 
แต่ในระยะยาว ความได้เปรียบที่ยั่งยืนอาจไม่ได้อยู่ที่การขายเก่งที่สุด หรือการซื้อโฆษณาได้มากที่สุด หากอยู่ที่การสร้างแบรนด์ สร้างฐานลูกค้า และสร้างความสัมพันธ์ที่ธุรกิจเป็นเจ้าของเอง
 
เพราะในเศรษฐกิจดิจิทัล ผู้ชนะตัวจริงอาจไม่ใช่คนที่ขายได้มากที่สุด
แต่คือคนที่สามารถสร้าง "บ้านของตัวเอง" บนโลกดิจิทัลได้สำเร็จ
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 22 ก.ค. 2569 เวลา : 12:02:43
22-07-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ประกาศ กปน.: ด่วน!!! คืนวันพรุ่งนี้ 23 ก.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนรถไฟ

2. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (22 ก.ค.69) ลบ 13.63 จุด ดัชนี 1,639.34 จุด

3. ประกาศ กปน.: 23 ก.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหลถนนพระสุเมรุตัดถนนราชดำเนินกลาง

4. ประกาศ กปน.: 23 ก.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนพหลโยธิน

5. ประกาศ กปน.: 23 ก.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล โรงงานผลิตน้ำสามเสน 3

6. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (22 ก.ค.69) ลบ 12.12 จุด ดัชนี 1,640.85 จุด

7. MTS Gold คาดราคาทองคำตลาดโลกปรับขึ้นสู่บริเวณ 4,120 เหรียญ โดยในช่วง 2 วันที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นกว่า 100 เหรียญ จากแรงซื้อกลับหลังราคาปรับตัวลงแรงก่อนหน้านี้

8. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.60 - 33.85 บาท/ดอลลาร์

9. พยากรณ์อากาศวันนี้ (22 ก.ค.69) ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น โดยมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ-ภาคอีสาน-ภาคตะวันออก 60% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง 40% ภาคใต้ 30-40%

10. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (22 ก.ค.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 33.73 บาทต่อดอลลาร์

11. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (22 ก.ค.69) ดัชนีอยู่ที่ 1,654.41 จุด บวก 1.44 จุด

12. ทองเปิดตลาดวันนี้ (22 ก.ค.69) พุ่งขึ้น 1,050 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 66,600 บาท

13. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (21 ก.ค.69) บวก 385.38 จุด, Nasdaq พุ่งแข็งแกร่งกว่า 1% รับแรงซื้อหุ้นชิป

14. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (21 ก.ค.69) พุ่ง 60.50 ดอลลาร์ รับความหวังอิหร่าน-สหรัฐฯ เจรจาสันติภาพ

15. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (21 ก.ค.69) บวก 6.97 จุด ดัชนี 1,652.97 จุด

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ July 22, 2026, 9:08 pm