เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
SCB EIC วิเคราะห์ "ส่งออก มิ.ย. โตแรง แต่นำเข้าพุ่ง ดันดุลการค้าขาดดุลสูง ขณะที่สหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษี Section 301 ไทยที่ 12.5% ตามคาด"


 
• ส่งออกเดือน มิ.ย. 2026 โตแรง 20.8%YOY ได้แรงหนุนหลักจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ ที่เติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่อง สะท้อนอานิสงส์จากวัฏจักรการลงทุนด้าน AI และการเร่งนำเข้าก่อนมาตรการภาษีสหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้

• แม้ส่งออกโตดี แต่ดุลการค้า (ระบบศุลกากร) เดือน มิ.ย. 2026 ยังขาดดุลสูง -6.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากนำเข้าที่เร่งตัวถึง 50.3%YOY โดยมีแรงกดดันหลักจากการนำเข้าทองคำ สินค้าทุน วัตถุดิบ และเชื้อเพลิง

• สหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้มาตรการภาษี Section 301 กรณี Forced labor โดยไทยถูกเก็บภาษีที่ 12.5% เพิ่มขึ้นจากอัตราชั่วคราวเดิมที่ 10% ภายใต้ Section 122 อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อการส่งออกไทยในระยะสั้นมีแนวโน้มจำกัด เนื่องจากอัตราภาษีเพิ่มขึ้นไม่มาก และสินค้าส่งออกสำคัญของไทยจำนวนมากหลายหมวดยังได้รับการยกเว้น โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าเกษตรบางประเภท ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในระยะสั้น

• ในระยะข้างหน้า ความเสี่ยงสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่ระดับอัตราภาษี แต่เป็นการสอบสวนประเด็น Excess capacity ภายใต้ Section 301 ซึ่งไทยเป็นหนึ่งใน 16 ประเทศที่ถูกเพ่งเล็ง และอาจนำไปสู่การตรวจสอบด้านแหล่งกำเนิดสินค้า (Country of Origin) กฎถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) และความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทานที่เข้มงวดมากขึ้น

 
ส่งออกเดือน มิ.ย. ขยายตัวสูงกว่าตลาดคาดมาก แต่จะชะลอในระยะข้างหน้า มูลค่าส่งออกไทยเดือน มิ.ย. 2026 อยู่ที่ 34,655.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 20.8%YOY เร่งขึ้นจาก 10.6% ในเดือนก่อน ใกล้เคียงกับที่ SCB EIC ประเมินไว้ (SCB EIC ประเมิน 20.5% และค่ากลาง Reuter Poll 16.9%) โดยการส่งออกเดือนนี้ยังได้แรงหนุนสำคัญจาก (1) วัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โลก จากกระแสการลงทุน AI และอุปสงค์สินค้าที่เกี่ยวข้อง โดยการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูง 66% ขยายตัวต่อเนื่อง 27 เดือน และ (2) การส่งออกไปสหรัฐฯ เติบโตสูง 44.3% โดยการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปสหรัฐฯ ขยายตัวสูงถึง 72.9% ขณะที่สินค้ากลุ่มอื่น ๆ ยกเว้นอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัว 19.1% สะท้อนความต้องการสินค้าไทย รวมถึงการเร่งนำเข้าก่อนเก็บภาษีนำเข้าระลอกใหม่ ทั้งนี้การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และตลาดสหรัฐฯ มีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวมากถึง (CTG) 14.7% และ 9.7% ตามลำดับ จากการเติบโตการส่งออกรวมที่ 20.8%

SCB EIC มองว่าการส่งออกไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีจากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์โลกที่ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่การเติบโตโดยรวมในช่วง H2/2026 จะทยอยชะลอลง จากแรงส่งของการเร่งส่งออกก่อนกำแพงภาษีที่ทยอยลดลงและฐานที่สูงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีก่อน ทั้งนี้ความเสี่ยงต่อการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ ในระยะต่อไปภายใต้ ม. 301 จะเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าและความน่าเชื่อถือของห่วงโซ่อุปทานที่เข้มงวดมากขึ้น (รูปที่ 1 และ 6)

รูปที่ 1 : สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และตลาดสหรัฐฯ และอาเซียน 5 หนุนส่งออกไทยใน H1/2026
 
 
 
ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์

สหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีภายใต้มาตรา 301 กรณี Forced Labor ไทยถูกเก็บ 12.5% 
USTR เก็บภาษีคู่ค้าสำคัญในอัตรา 10 หรือ 12.5% 

สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ประกาศมาตรการภาษีนำเข้าเพิ่มเติมภายใต้ Section 301 ต่อ 60 เศรษฐกิจ จากประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ Forced labor หรือการที่ประเทศคู่ค้ายังไม่มีกฎหมายหรือมาตรการที่มีประสิทธิผลเพียงพอในการป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่มาตรการภาษีนำเข้าภายใต้ Section 122 อัตรา 10% สิ้นสุดลง ส่งผลให้มาตรการภายใต้ Section 301 เข้ามาทดแทนมาตรการชั่วคราวเดิม

สหรัฐฯ ระบุว่า มาตรการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้ประเทศคู่ค้าปรับปรุงมาตรฐานด้านแรงงานและยกระดับความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน โดย USTR ไม่ได้จำกัดการจัดเก็บภาษีเฉพาะสินค้าที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับโดยตรง แต่ครอบคลุมสินค้านำเข้าจากประเทศที่ถูกสอบสวนในวงกว้าง ยกเว้นสินค้าที่ได้รับการยกเว้นตาม Annex ของประกาศ
 
USTR แบ่งประเทศที่ได้รับผลกระทบออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

• ประเทศที่ถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมในอัตรา 10% เป็นกลุ่มประเทศที่สหรัฐฯ พิจารณาว่าได้มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับแล้ว หรือมีข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ ภายใต้ Agreement on Reciprocal Trade (ART) รวมถึงประเทศที่มีมาตรการบางส่วนในการลดความเสี่ยงดังกล่าวได้ในระดับหนึ่ง เช่น กัมพูชา แคนาดา อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เม็กซิโก และ UK

• ประเทศที่ถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมในอัตรา 12.5% เป็นกลุ่มประเทศที่ USTR เห็นว่ายังมีมาตรการด้านการป้องกันและตรวจสอบการนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับไม่เพียงพอ โดยไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มนี้ ร่วมกับประเทศอื่น เช่น เวียดนาม จีน สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ 

• ประเทศที่ถูกกำหนดอัตราภาษีสุทธิ (Net of MFN) ในอัตรา 10% หรือ 12.5% กลุ่มนี้ไม่ได้ถูกจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมเต็มอัตรา แต่ใช้วิธีคำนวณภาษีนำเข้ารวมให้มีผลเทียบเท่ากับอัตราภาษีเป้าหมายที่กำหนด 10% หรือ 12.5% โดยกำหนดอัตราภาษีเป้าหมายของ EU และไต้หวันที่ 10% ขณะที่อัตราภาษีเป้าหมายของสินค้าญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสวิตเซอร์แลนด์อยู่ที่ 12.5% 

การเก็บภาษีตาม Section 301 ในครั้งนี้ ทำให้ Effective Tariff Rate ของสหรัฐฯ ใกล้เคียงเดิม โดย Bloomberg Economics ประเมินว่าอัตราภาษีนี้จะเพิ่มขึ้นเพียง 0.1 percentage point จาก 10.5% เป็น 10.6% ซึ่งยังต่ำกว่าอัตราก่อนหน้าที่ศาลสูงสุดสหรัฐ จะตัดสินระงับการเก็บภาษีภายใต้กฎหมาย IEEPA ที่ 13.5% (รูปที่ 2)

ไทยถูกเก็บภาษีนี้ที่ 12.5% สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่มีข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ 
 
ภายใต้มาตรการนี้ สินค้าไทยที่ไม่อยู่ในรายการยกเว้นจะถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมภายใต้ Section 301 ในอัตรา 12.5% โดยจัดเก็บเพิ่มจากภาษีนำเข้าปกติของสินค้าแต่ละรายการ ซึ่งสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศ ได้แก่ กัมพูชา อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ที่ถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมตัวนี้ในอัตรา 10% 

แม้ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มภาษี 12.5% แต่ประกาศของ USTR ได้กำหนดรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นไว้ใน Annex I และ Annex II โดยสินค้าไทยที่อยู่ภายใต้พิกัด HTSUS ที่ระบุ และเป็นไปตามเงื่อนไขของประกาศจะไม่ถูกจัดเก็บภาษี Section 301 เพิ่มเติมที่ 12.5% ซึ่งกลุ่มสินค้าที่ได้รับการยกเว้น เช่น สินค้าเกษตรและอาหารบางรายการ วัตถุดิบและทรัพยากรธรรมชาติบางประเภท อุปกรณ์ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์บางรายการ (รูปที่  3) 

รูปที่ 2 : อัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ โดยรวมใกล้เคียงเดิม
 
 
 
รูปที่ 3 : สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปสหรัฐฯ หลายหมวดยังได้รับการยกเว้นภาษี 12.5% นี้
 
 
อัตราภาษีไทย 12.5% ที่สหรัฐฯ ประกาศออกมาเป็นไปตามที่ SCB EIC ประเมินไว้ จึงยังคงมุมมองส่งออกเช่นเดิม แต่ยังมีความเสี่ยงจากภาษี Section 301 ในประเด็น Excess capacity

SCB EIC ประเมินไว้ก่อนหน้าว่า ไทยมีความเสี่ยงถูกจัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมภายใต้ Section 301 จากประเด็น Forced labor ในอัตรา 12.5% ซึ่งสอดคล้องกับประกาศของ USTR ครั้งนี้ ส่งผลให้มุมมองการส่งออกไทยและการส่งออกไปสหรัฐฯ ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ 

SCB EIC ยังคงคาดการณ์มูลค่าการส่งออกสินค้าของไทยในปี 2026 จะเติบโต 10% โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และ AI-related products ที่ยังอยู่ในวัฏจักรการลงทุนด้านเทคโนโลยีโลก อย่างไรก็ตาม การเติบโตในช่วงครึ่งหลังของปีมีแนวโน้มชะลอลงจากผลของฐานสูงในปีก่อน รวมถึงความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ยังมีอยู่

แม้มาตรการภาษีครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการส่งออกไทยอย่างมีนัยสำคัญ แต่ความเสี่ยงจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ยังมีอยู่ โดยเฉพาะการสอบสวนภายใต้ Section 301 ในประเด็น Excess capacity ซึ่งไทยเป็นหนึ่งใน 16 ประเทศที่ถูกสหรัฐฯ เพ่งเล็ง หากสหรัฐฯ ดำเนินมาตรการเพิ่มเติม ผลกระทบอาจมีลักษณะเฉพาะรายอุตสาหกรรมมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่ถูกมองว่ามีความเกี่ยวข้องกับกำลังการผลิตส่วนเกิน หรือมีความเสี่ยงด้านการระบายสินค้าจากจีนผ่านประเทศที่สาม ก่อนส่งต่อไปยังสหรัฐฯ (Transshipment) 

กลุ่มสินค้าที่ควรติดตาม ได้แก่ ยางล้อ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรและอุปกรณ์ ยานยนต์ ชิ้นส่วนและอะไหล่ยนต์ ซึ่งนอกจากจะเผชิญความเสี่ยงจากภาษี มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด และการแข่งขันที่รุนแรงอยู่ก่อนแล้ว ยังมีแนวโน้มถูกตรวจสอบเข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะในประเด็น Country of origin, Rules of origin หรือ Supply chain traceability ส่งผลให้ผู้ส่งออกไทยต้องเผชิญต้นทุนด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่สูงขึ้น รวมถึงอาจต้องใช้เวลาในกระบวนการศุลกากรนานขึ้น เพื่อพิสูจน์ว่ามีการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศอย่างแท้จริง

นัยต่อภาคธุรกิจไทย
 
การบังคับใช้มาตรการภายใต้ Section 301 ที่กำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยไปสหรัฐฯ ที่ 12.5% (เพิ่มขึ้นจาก 10% ภายใต้มาตรการเดิม) คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทยในวงจำกัด เนื่องจากอัตราภาษีที่ปรับเพิ่มขึ้นมีขนาดไม่มากนัก และยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่งสำคัญในภูมิภาค อีกทั้ง สินค้าส่งออกสำคัญหลายหมวดยังได้รับการยกเว้นภาษีเพิ่มเติม ทำให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญสำหรับภาคธุรกิจไทยในระยะต่อไปอาจไม่ได้อยู่ที่ระดับอัตราภาษี แต่อยู่ที่ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลกและการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานที่เข้มงวดมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่า การแข่งขันระหว่างประเทศกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านต้นทุนและราคา ไปสู่การแข่งขันด้านแหล่งกำเนิดสินค้า ศักยภาพในการเข้าร่วมห่วงโซ่อุปทานโลก ความโปร่งใสในกระบวนการผลิต และความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ดังนั้น การพึ่งพาตลาดส่งออกหรืออุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งมากเกินไปจึงมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และอาจกระทบต่อการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว

รูปที่ 4 : แนวทางการปรับตัวของภาคธุรกิจไทยภายใต้ภูมิทัศน์การค้าโลกที่เปลี่ยนไป
 
 
 
ภาคธุรกิจไทยควรเร่งสร้าง Growth engine ใหม่ ๆ เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันและลดความเปราะบางจากความผันผวนของการค้าโลก ผ่านการดำเนินการเชิงรุกใน 3 ด้าน ได้แก่

• ยกระดับห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ เพิ่มการใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และเทคโนโลยีที่ผลิตภายในประเทศ (Local content) ในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า และอุปกรณ์ดิจิทัล เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ และลดความเสี่ยงจากข้อกล่าวหาการสวมสิทธิแหล่งกำเนิดสินค้า หรือการเป็นฐานการผลิตที่มีลักษณะการผลิตเกินความต้องการของตลาด (Excess capacity)

• กระจายตลาดและพันธมิตรทางการค้า โดยลดการพึ่งพาตลาดหลักเพียงไม่กี่แห่ง และขยายโอกาสไปยังตลาดที่มีศักยภาพ เช่น อินเดีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และอาเซียน รวมถึงใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) และความตกลงเศรษฐกิจระดับภูมิภาค เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้กับภาคส่งออกไทย

• พัฒนาประเทศไทยสู่ศูนย์กลางบริการการค้าและโลจิสติกส์ของภูมิภาค โดยยกระดับบริการด้านโลจิสติกส์ ดิจิทัลซัพพลายเชน พิธีการศุลกากร การรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า และบริการทางการค้าครบวงจร เพื่อเพิ่มบทบาทของไทยในฐานะ Trade facilitator ที่เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระดับโลก และสร้างรายได้จากภาคบริการควบคู่กับภาคการผลิต

โดยสรุป แม้มาตรการภาษี Section 301 ในครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทยในระยะสั้นเพียงจำกัด แต่เป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่า ภูมิทัศน์การค้าโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่วัดความแข็งแกร่งกันที่ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ และความพร้อมในการปฏิบัติตามมาตรฐานการค้าระหว่างประเทศ การเร่งปรับตัวในวันนี้จึงไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันการค้าในอนาคต แต่ยังเป็นโอกาสในการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน บนฐานของเทคโนโลยี นวัตกรรม และห่วงโซ่อุปทานที่มีศักยภาพในระยะยาว

มูลค่านำเข้าเดือน มิ.ย. 2026 ขยายตัวสูงกว่าส่งออกมาก และสูงสุดในรอบ 5 ปี มูลค่านำเข้าเดือน มิ.ย. 2026 อยู่ที่ 41,190.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 50.3%YOY เทียบ 35.1% ในเดือนก่อน สูงกว่าประมาณการมาก (SCB EIC ประเมิน 40.4% และค่ากลาง Reuters Poll 37.1%) โดยหมวดสินค้านำเข้าสำคัญในเดือนนี้ คือ (1) สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปขยายตัวสูง 71.2% (CTG : 29.4%) การนำเข้าอุปกรณ์ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูง 124.1% (CTG : 13.1%) เพื่อใช้ผลิตสำหรับส่งออกและใช้ภายในประเทศ ขณะที่การนำเข้าทองคำขยายตัวถึง 191.7% (CTG : 7.2%) (2) สินค้าทุนขยายตัว 42.7% (CTG : 12.4%) การนำเข้าเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบที่ขยายตัว 64.1% และ 52.8% ตามลำดับ (CTG : 6.6% และ 2.2%) สอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เช่น Data center ที่เพิ่มขึ้น และ (3) สินค้าเชื้อเพลิงขยายตัวสูง 39.5% (CTG : 5.3%) แม้ชะลอลงมากหากเทียบกับช่วงแรกที่เกิดสงครามที่เคยขยายตัวสูงถึง 129.3% และ 94.6% ในเดือน เม.ย. และ พ.ค. ตามลำดับ (รูปที่ 5 และ 6)

ดุลการค้ายังขาดดุลสูงในเดือนนี้ โดยทองคำเป็นปัจจัยกดดันสำคัญ แม้แรงกดดันจากสงครามเริ่มลดลงบ้าง แต่ความเสี่ยงจากราคาน้ำมันยังสูง
ดุลการค้า (ระบบศุลกากร) เดือน มิ.ย. 2026 ขาดดุล -6,534.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ (SCB EIC และค่ากลาง Reuters Poll คาดไว้ -4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) แม้ดุลการค้าเดือนนี้จะปรับดีขึ้นกว่าเดือน เม.ย. ที่ได้รับผลจากสงครามตะวันออกกลางอย่างรุนแรงจนขาดดุล -10,021.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ยังแย่กว่าเดือน พ.ค. 
ที่ -5,711.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

SCB EIC ประเมินว่าการขาดดุลที่เพิ่มขึ้นในเดือนนี้มีสาเหตุหลักจากการนำเข้าทองคำที่เร่งตัวสูง มากกว่าผลกระทบโดยตรงจากสงครามตะวันออกกลาง สะท้อนจากดุลการค้าหักทองคำที่ขาดดุลเพียง -3,924.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งปรับดีขึ้นจากเดือน พ.ค. และ เม.ย. ที่ -4,353.5 และ -9,462 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ ขณะที่ในช่วงครึ่งแรกของปี ไทยขาดดุลการค้าสะสม -31,744 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

ในระยะต่อไป ดุลการค้ายังมีความเสี่ยงปรับแย่ลงจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่กลับมารุนแรงขึ้นมาก จนทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นแตะระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอีกครั้ง โดยความเสี่ยงดังกล่าวนี้มีนัยต่อไทยค่อนข้างมาก เนื่องจากไทยเป็นประเทศนำเข้าพลังงานสุทธิในสัดส่วนสูงราว 8-10% ของ GDP

รูปที่ 5 : อุปกรณ์และส่วนประกอบของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าทุน เป็นสินค้านำเข้าหลักในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ขณะที่จีนและไต้หวันเป็นตลาดนำเข้าสินค้าหลัก
 
 
 
ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์

รูปที่ 6 : มูลค่าการส่งออกและนำเข้าของไทย รายสินค้าและรายตลาดสำคัญ 
 
 
 
ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์

บทวิเคราะห์โดย... https://www.scbeic.com/th/detail/product/trade-240726

ผู้เขียนบทวิเคราะห์
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)

MACROECONOMICS RESEARCH 

ดร. ยรรยง ไทยเจริญ
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)

ดร.ฐิติมา ชูเชิด
ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค

ดร.ปุณยวัจน์ ศรีสิงห์  นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส
นนท์ พฤกษ์ศิริ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส
วิชาญ กุลาตี นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส
กุศลิน จารุชาต นักเศรษฐศาสตร์
ณฐพงศ์ ตันติจิรานนท์ นักเศรษฐศาสตร์
ภัคพล ตันติวิชช์ นักเศรษฐศาสตร์
ภาวัต แสวงสัตย์ นักเศรษฐศาสตร์

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 25 ก.ค. 2569 เวลา : 17:33:59
25-07-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (24 ก.ค.69) บวก 3.36 จุด ดัชนี 1,644.39 จุด

2. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (24 ก.ค.69) ลบ 4.72 จุด ดัชนี 1,636.31 จุด

3. MTS Gold คาดราคาทองคำกลับมาปรับตัวลดลงอีกครั้ง หลุดระดับ 4,100 เหรียญ ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงต่อเนื่องเป็นวันที่ 13

4. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.70-33.95บาท/ดอลลาร์

5. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (24 ก.ค.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 33.83 บาทต่อดอลลาร์

6. ทองเปิดตลาดวันนี้ (24 ก.ค.69) ร่วงลง 700 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 65,600 บาท

7. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (23 ก.ค.69) ร่วงแรง 506.93 จุด หวั่นน้ำมันพุ่งหนุนเงินเฟ้อ-วิตกบิ๊กเทคทุ่มใช้จ่าย AI

8. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (23 ก.ค.69) ร่วงแรง 101.70 ดอลลาร์ วิตกน้ำมันพุ่งดันเงินเฟ้อสูง-เฟดขึ้นดอกเบี้ย

9. พยากรณ์อากาศวันนี้ (24 ก.ค.69) ฝนตกหนักในภาคอีสาน-ภาคตะวันออก-ภาคใต้ ฝั่ง ตต. 70% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคเหนือ-ภาคกลาง 60% ภาคใต้ ฝั่ง ตอ. 40%

10. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (24 ก.ค.69) ลบ 16.18 จุด ดัชนี 1,624.85 จุด

11. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (23 ก.ค.69) บวก 1.69 จุด ดัชนี 1,641.03 จุด

12. MTS Gold คาดราคาทองคำตลาดโลกปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยเมื่อวานนี้ทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบสัปดาห์ที่ 4,166 เหรียญ ก่อนเผชิญแรงขายทำกำไร

13. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (23 ก.ค.69) บวก 4.56 จุด ดัชนี 1,643.90 จุด

14. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.65-33.90 บาท/ดอลลาร์

15. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (23 ก.ค.69) บวก 5.23 จุด ดัชนี 1,644.57 จุด

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ July 25, 2026, 8:37 pm