เมืองไทยประกันชีวิตประกาศเดินหน้าปรับบทบาทจากบริษัทประกันชีวิตไปสู่ผู้สร้าง "Longevity Ecosystem" หรือระบบนิเวศเพื่อรองรับสังคมอายุยืน โดยเชื่อมโยงการวางแผนด้านสุขภาพ การเงิน และการดูแลระยะยาวเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนทิศทางของธุรกิจประกันชีวิตในระยะยาว
นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกยังขยายตัวได้ตามเป้าหมาย แต่เศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังยังมีความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical) ที่กลับมาส่งผลต่อราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ซึ่งท้ายที่สุดย่อมกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชนและการตัดสินใจใช้จ่ายของผู้บริโภค
บริษัทมีเบี้ยประกันภัยรับรวมในช่วง 6 เดือนแรกเติบโตประมาณ 7-9% ขณะที่ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-linked) ยังคงเป็นดาวเด่นของพอร์ต โดยเบี้ยประกันภัยรับใหม่เติบโตถึง 500% และสามารถก้าวขึ้นเป็นอันดับ 2 ของตลาดในช่วง 5 เดือนแรกของปี สะท้อนว่าผู้บริโภคเริ่มให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งการคุ้มครองชีวิตและการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนมากขึ้น นอกจากนี้ บริษัทมีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (Capital Adequacy Ratio : CAR) อยู่ที่ประมาณ 490% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูง สะท้อนฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม นายสาระมองว่า สิ่งที่กำลังเปลี่ยนโฉมธุรกิจประกันชีวิตอย่างแท้จริงไม่ใช่เพียงวัฏจักรเศรษฐกิจ แต่คือการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรโลกและประเทศไทย ที่กำลังเข้าสู่ยุคของ Longevity Society หรือสังคมที่ผู้คนมีอายุยืนยาวกว่าที่เคย
โดยข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ (UN) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ชี้ตรงกันว่า ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว และกำลังมุ่งหน้าสู่การเป็น Super Aged Society ภายในทศวรรษนี้ โดยประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปจะมีสัดส่วนมากกว่า 28% ของประชากรทั้งหมด ขณะที่อัตราการเกิดลดลงต่อเนื่องจนต่ำกว่าระดับทดแทนประชากรมาหลายปี ส่งผลให้ประเทศไทยเริ่มเผชิญภาวะที่จำนวนผู้เสียชีวิตสูงกว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่
นายสาระระบุว่า หากแนวโน้มดังกล่าวยังดำเนินต่อไปโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง ภายในปี 2083 ประเทศไทยอาจเหลือประชากรเพียงประมาณ 33 ล้านคน ซึ่งจะส่งผลต่อทั้งตลาดแรงงาน การเติบโตทางเศรษฐกิจ และรูปแบบการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ ขณะเดียวกัน โครงสร้างครอบครัวก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน คนรุ่นใหม่จำนวนมากเลือกแต่งงานช้าลง ใช้ชีวิตโสด หรือเป็นครอบครัวแบบ DINKs (Double Income No Kids) ที่มีรายได้สองคนแต่ไม่มีบุตร ส่งผลให้การวางแผนชีวิตหลังเกษียณไม่สามารถอาศัยลูกหลานเป็นผู้ดูแลเหมือนในอดีตอีกต่อไป
ด้วยเหตุนี้ เมืองไทยประกันชีวิตจึงมองว่าธุรกิจประกันจำเป็นต้องปรับบทบาท จากเดิมที่เน้นการจ่ายสินไหมเมื่อเกิดเหตุการณ์ ไปสู่การเป็นผู้ช่วยวางแผนการใช้ชีวิตในระยะยาว ผ่านการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงสุขภาพ การเงิน และการดูแลผู้สูงอายุเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งหัวใจสำคัญของแนวคิดดังกล่าวคือ 3 Spans ได้แก่ Life Span หรือช่วงอายุขัย, Health Span หรือช่วงเวลาที่มีสุขภาพแข็งแรง และ Wealth Span หรือช่วงเวลาที่มีความพร้อมทางการเงิน
นายสาระอธิบายว่า แม้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะทำให้คนมีอายุยืนขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่การมีชีวิตที่ยืนยาวไม่ได้หมายความว่าจะมีสุขภาพดีตลอดช่วงชีวิตเสมอไป โดยอ้างอิงตามข้อมูลของ OECD พบว่า โดยเฉลี่ยแล้วยังมีช่องว่างประมาณ 11 ปี ระหว่างอายุขัยกับช่วงเวลาที่ผู้คนยังมีสุขภาพแข็งแรง นั่นหมายความว่า มนุษย์จำนวนมากต้องใช้ชีวิตอีกกว่าทศวรรษภายใต้ภาวะเจ็บป่วย โรคเรื้อรัง ภาวะสมองเสื่อม หรือข้อจำกัดด้านการใช้ชีวิต
“โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การทำให้อายุยืนขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำอย่างไรให้ Health Span ยาวขึ้น และทำให้ช่องว่าง 11 ปีนั้นแคบลง” นายสาระกล่าว
อย่างไรก็ตาม การยืดช่วงเวลาของสุขภาพที่ดีไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากประชาชนไม่มีความพร้อมด้านการเงิน จึงเกิดแนวคิด Wealth Span ซึ่งเป็นอีกแกนสำคัญของการวางแผนชีวิตในยุคสังคมสูงวัย โดยมองว่า คนไทยจำนวนไม่น้อยยังเริ่มออมเงินช้า ขณะที่อายุเกษียณของหลายองค์กรยังอยู่ที่ประมาณ 55-60 ปี แต่คนกลับมีอายุยืนถึงกว่า 80 ปี ทำให้ช่วงเวลาหลังเกษียณยาวนานขึ้น และกลายเป็นความเสี่ยงด้านรายได้ในอนาคต หากไม่มีเงินออมเพียงพอ แม้จะมีนวัตกรรมทางการแพทย์หรือเทคโนโลยีรักษาที่ทันสมัย ก็อาจไม่สามารถเข้าถึงบริการเหล่านั้นได้ ทำให้ Health Span และ Wealth Span กลายเป็นสองเรื่องที่ต้องเดินควบคู่กัน
นายสาระยังชี้ว่า โลกกำลังเปลี่ยนเร็วขึ้นจากการพัฒนาเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) จนองค์ความรู้เดิมอาจล้าสมัยภายในเวลาเพียง 2 ปี ส่งผลให้การวางแผนเกษียณในอนาคตไม่ใช่เพียงการออมเงิน แต่รวมถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) และการพัฒนาทักษะใหม่อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น นิยามของ “วัยเกษียณ” จึงอาจเปลี่ยนจากเดิมที่หยุดทำงานเมื่ออายุ 55-60 ปี ไปเป็น 65 หรือแม้แต่ 70 ปี หากบุคคลยังมีสุขภาพและทักษะที่สามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจได้
จากแนวคิดดังกล่าว บริษัทจึงปรับทิศทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากการคุ้มครองความเสี่ยงเมื่อเสียชีวิต ไปสู่การดูแลผู้เอาประกันในระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่มากขึ้น โดยใช้หนึ่งในกลยุทธ์หลักคือ Personalization หรือการออกแบบประกันที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล ทั้งในด้านสุขภาพ รูปแบบการใช้ชีวิต และความสามารถในการรับความเสี่ยง รวมถึงขยายการรับประกันสำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว และพัฒนาทางเลือกใหม่ ๆ ให้ครอบคลุมลูกค้าในวงกว้างขึ้น
ขณะเดียวกัน บริษัทกำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่รองรับการดูแลระยะยาว (Long-term Care) ซึ่งคาดว่าจะมีความสำคัญมากขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มคนโสดและ DINKs ที่ไม่มีลูกหลานคอยดูแล ตัวอย่างคือ แบบประกันที่กำหนด Trigger Event เมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) หรือกระดูกหัก บริษัทสามารถจ่ายผลประโยชน์ไปยังสถานพยาบาลหรือ Nursing Home ได้โดยตรง เพื่อให้ผู้เอาประกันได้รับการดูแลต่อเนื่องโดยไม่ต้องจัดการขั้นตอนต่าง ๆ ด้วยตนเอง
นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถเปลี่ยนรูปแบบความคุ้มครองเมื่อเข้าสู่วัยเกษียณผ่าน Convertible Option โดยไม่ต้องตรวจสุขภาพใหม่ เพื่อให้ความคุ้มครองสอดคล้องกับความเสี่ยงที่เปลี่ยนไปตามช่วงวัย
ในอีกด้านหนึ่ง เมืองไทยประกันชีวิตกำลังขยายบทบาทจากผู้ให้บริการประกันไปสู่การสร้าง Ecosystem ด้านสุขภาพ ผ่านแนวคิด Healthy & Wealthy ที่เชื่อมโยงการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การให้ความรู้ด้านการเงิน และการเข้าถึงบริการทางการแพทย์เข้าไว้ด้วยกัน
บริษัทเดินหน้าพัฒนาเครือข่าย MTL Smile Hospital Network และบริการด้าน Primary Care เพื่อช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงบริการสุขภาพได้สะดวกขึ้น รวมถึงสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรด้านการดูแลผู้สูงอายุ เพื่อรองรับความต้องการด้าน Long-term Care ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญคือการผลักดันแนวคิด Living Will หรือพินัยกรรมชีวิต ผ่านความร่วมมือกับมูลนิธิชีวมิต เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถวางแผนการรักษา การดูแล และการบริหารจัดการทรัพย์สินล่วงหน้า โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ชีวิตเพียงลำพังหรือไม่มีผู้ดูแล
นายสาระมองว่า Living Will ไม่ใช่เพียงเอกสารทางกฎหมาย แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบการดูแลระยะยาว ที่ช่วยให้การรักษาและการตัดสินใจในช่วงบั้นปลายชีวิตเป็นไปตามความต้องการของเจ้าของชีวิต และเชื่อมต่อกับบริการด้านการแพทย์ การดูแลใน Nursing Home และการบริหารจัดการด้านต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับทิศทางธุรกิจในระยะต่อไป นายสาระเชื่อว่า บทบาทของบริษัทประกันชีวิตจะเปลี่ยนจากการเป็นผู้รับโอนความเสี่ยงเพียงอย่างเดียว ไปสู่การเป็น “Life Partner” และ “Advisor” ที่ช่วยให้ลูกค้าวางแผนชีวิตได้ครบทุกมิติ ตั้งแต่การดูแลสุขภาพ การสร้างความมั่งคั่ง การเตรียมพร้อมสำหรับวัยเกษียณ ไปจนถึงการดูแลในช่วงปลายชีวิต
“วันนี้ธุรกิจประกันไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องแบบประกันอีกต่อไป แต่แข่งขันกันว่าใครจะช่วยให้ลูกค้ามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ตลอดอายุขัยมากกว่า เพราะในวันที่คนไทยมีอายุยืนขึ้น ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การมีชีวิตยาวนาน แต่อยู่ที่การทำให้ชีวิตที่ยืนยาวนั้นยังคงมีสุขภาพดี มีความมั่นคงทางการเงิน และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี” นายสาระกล่าว
ข่าวเด่น