เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Special Report : จากเศรษฐกิจยุคเก่าสู่ "AI Economy" เมื่อการลงทุนรอบใหม่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย


 

       By วิภาดา จิณณวาโส
 
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมักถูกมองว่าเป็นเศรษฐกิจแบบ "Old Economy" หรือเศรษฐกิจยุคเก่า ที่โครงสร้างตลาดและภาคธุรกิจยังพึ่งพาอุตสาหกรรมดั้งเดิม ตั้งแต่การท่องเที่ยว การผลิตรถยนต์ ปิโตรเคมี อาหาร ไปจนถึงภาคบริการ ขณะที่คลื่นเทคโนโลยีใหม่ของโลก ไม่ว่าจะเป็น Semiconductor, Cloud Computing หรือ Artificial Intelligence กลับดูเหมือนจะมีศูนย์กลางอยู่ในสหรัฐ จีน ไต้หวัน และเกาหลีใต้มากกว่า

แต่ภาพดังกล่าวกำลังเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อกระแสการลงทุนด้าน AI ที่เกิดขึ้นทั่วโลกไม่ได้สร้างโอกาสเฉพาะบริษัทที่พัฒนาโมเดล AI หรือผลิตชิปประมวลผลเท่านั้น หากกำลังสร้างความต้องการต่อโครงสร้างพื้นฐานและห่วงโซ่อุปทานขนาดใหญ่ ตั้งแต่ Data Center, Server, ระบบจัดเก็บข้อมูล อุปกรณ์เครือข่าย แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ระบบระบายความร้อน ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า และประเทศไทยกำลังเริ่มเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่นี้

สัญญาณสำคัญปรากฏอยู่ในรายงาน World Economic Outlook Update เดือนกรกฎาคม 2569 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ซึ่งจัดไทยอยู่ในกลุ่ม 4 เศรษฐกิจผู้ส่งออกสุทธิสินค้าฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI รายใหญ่ ร่วมกับไต้หวัน เกาหลีใต้ และมาเลเซีย โดยกลุ่มสินค้าดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่อุปกรณ์ประมวลผลและจัดเก็บข้อมูล ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ไปจนถึงวงจรรวมบางประเภท สถานะดังกล่าวอาจดูสวนทางกับภาพจำของไทยในฐานะประเทศที่ไม่มีบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเป็นของตัวเอง แต่สะท้อนธรรมชาติของ AI Economy ที่กว้างกว่าการแข่งขันสร้าง Chatbot หรือ Large Language Model เพราะเบื้องหลังการประมวลผล AI หนึ่งระบบต้องอาศัยทั้งฮาร์ดแวร์ พลังงาน เครือข่าย Data Center และ Supply Chain จำนวนมหาศาล

นั่นหมายความว่า ประเทศหนึ่งไม่จำเป็นต้องสร้าง AI ได้ทุกอย่างจึงจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จาก AI Boom แต่สามารถเลือกเข้าไปอยู่ในส่วนของห่วงโซ่มูลค่าที่ตนเองมีความสามารถในการแข่งขันได้ สำหรับประเทศไทย ฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่สะสมมาหลายสิบปีจึงอาจกำลังได้รับบทบาทใหม่ จากเดิมที่ผลิตสินค้าและชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป ไปสู่การรองรับโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ภาพดังกล่าวเริ่มปรากฏชัดในตัวเลขการลงทุน โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI รายงานว่า ช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งจากไทยและต่างประเทศรวม 1,299 โครงการ มูลค่าประมาณ 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ Data Center ที่รองรับการเติบโตของ AI สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าขนาดของเงินลงทุน คือโครงสร้างของเงินที่กำลังไหลเข้ามา เพราะข้อมูลของ BOI ระบุว่า ภาคดิจิทัลมีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมสูงถึงประมาณ 1.12 ล้านล้านบาท ขณะที่การลงทุนยังขยายไปสู่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง

บางโครงการเริ่มขยับลึกเข้าไปใน AI Infrastructure มากขึ้น ตัวอย่างเช่น BOI อนุมัติโครงการของ Datasection (Thailand) มูลค่าประมาณ 7,800 ล้านบาท เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน High-performance GPU Server สำหรับ Data Hosting ในกรุงเทพและปทุมธานี ซึ่งสามารถรองรับการประมวลผลสำหรับ AI ขณะเดียวกันยังมีโครงการผลิต Copper-Clad Laminate และ Prepreg ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของ Printed Circuit Board หรือ PCB ที่ใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล สิ่งเหล่านี้ทำให้กระแส AI ของโลกไม่ได้เป็นเพียงเรื่องที่เกิดขึ้นใน Silicon Valley หรือโรงงานผลิตชิปของไต้หวันอีกต่อไป แต่กำลังปรากฏอยู่ในตัวเลขการลงทุนของประเทศไทยแล้ว

ในอีกด้านหนึ่ง ภาพเศรษฐกิจของไทยยังสะท้อนว่าประเทศจำเป็นต้องหาเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 ไว้ในกรอบ 1.5–2.5% โดยมีค่ากลางประมาณ 2% ขณะที่ IMF เคยประเมินไว้ในรายงาน Article IV ว่าเศรษฐกิจไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง และชี้ถึงความจำเป็นในการเร่งเพิ่ม Productivity ความสามารถในการแข่งขัน ประสิทธิภาพการลงทุน และความซับซ้อนของสินค้าส่งออก ดังนั้น แม้อัตราการเติบโตระดับประมาณ 2% จะยังไม่ใช่ตัวเลขที่น่าพอใจสำหรับเศรษฐกิจไทย แต่สิ่งที่สำคัญกว่า GDP ในปีใดปีหนึ่ง คือความเป็นไปได้ที่การลงทุนรอบใหม่จะช่วยยกระดับ “ศักยภาพการเติบโต” ของเศรษฐกิจในระยะยาว

โดยที่ผ่านมา โจทย์ใหญ่ของไทยคือ “ระดับการลงทุนที่ค่อนข้างต่ำ” โดยข้อมูลจาก IMF Article IV Consultation for Thailand ซึ่งเผยแพร่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า Gross Domestic Investment ของไทยอยู่ที่ 21.6% ของ GDP ในปี 2567 ก่อนลดลงในปี 2568 และ IMF ประเมินว่าจะอยู่ที่ประมาณ 20.6% ในปี 2569 หรือคิดง่าย ๆ ว่าปัจจุบันไทยมีการลงทุนอยู่เพียงประมาณหนึ่งในห้าของขนาดเศรษฐกิจ เมื่อประเทศลงทุนไม่มากพอ เครื่องจักร โรงงาน เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และทุนใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในระบบเศรษฐกิจก็มีจำกัด ผลิตภาพจึงเพิ่มขึ้นช้า และท้ายที่สุดกลายเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตของรายได้

นี่คือเหตุผลที่การดึง FDI มีความหมายมากกว่าการเพิ่มตัวเลข GDP ในระยะสั้น เพราะรัฐบาลสามารถใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นการบริโภคและทำให้เศรษฐกิจโตเร็วขึ้นชั่วคราวได้ แต่เมื่อมาตรการสิ้นสุด แรงส่งส่วนหนึ่งก็หายไป ต่างจากการลงทุนสร้างโรงงาน Data Center ระบบ Cloud หรือฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งทำให้ประเทศมี Capital Stock เพิ่มขึ้น และหากการลงทุนเหล่านั้นนำเทคโนโลยี ทักษะ และ Supply Chain ใหม่เข้ามาด้วย ก็มีโอกาสยกระดับ Productivity ของเศรษฐกิจได้ในระยะยาว ในมุมนี้ โอกาสจาก AI จึงไม่ได้อยู่เพียงที่ว่าไทยจะสามารถดึงเงินลงทุนเข้ามาได้กี่แสนล้านหรือกี่ล้านล้านบาท แต่อยู่ที่เงินเหล่านั้นจะสามารถเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตของประเทศได้มากเพียงใด

และมันก็คือจุดที่ประเทศไทยยังมีโจทย์สำคัญ เพราะ FDI ไม่ได้สร้างมูลค่าให้ประเทศเจ้าบ้านเท่ากันทุกประเภท Data Center ขนาดใหญ่อาจมีมูลค่าการลงทุนหลายหมื่นล้านบาท แต่หาก Server และ GPU ถูกนำเข้า เทคโนโลยีหลักเป็นของต่างชาติ ระบบ Cloud ดำเนินการโดยบริษัทต่างประเทศ ขณะที่หลังการก่อสร้างเสร็จแล้วใช้แรงงานในประเทศจำนวนไม่มาก ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอาจไม่สูงเท่ากับตัวเลขเงินลงทุนที่ปรากฏ ตรงกันข้าม หากบริษัทไทยสามารถเข้าไปอยู่ใน Supply Chain ตั้งแต่งานก่อสร้างและวิศวกรรม ระบบไฟฟ้า Cooling System ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ PCB ไปจนถึง Software, Cybersecurity, Cloud Services และการพัฒนาบุคลากรด้าน AI มูลค่าที่ตกอยู่ในประเทศจะเพิ่มขึ้นหลายชั้น

ข้อมูลจาก BOI สะท้อนภาพนี้ได้ค่อนข้างชัด โดยโครงการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 คาดว่าจะสร้างการจ้างงานมากกว่า 82,000 ตำแหน่ง ใช้วัตถุดิบภายในประเทศประมาณ 386,000 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 42% ของวัตถุดิบทั้งหมด และสร้างมูลค่าการส่งออกมากกว่า 1.24 ล้านล้านบาทต่อปี ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนทั้งโอกาสและพื้นที่ที่ไทยยังสามารถพัฒนาต่อได้ เพราะหากประเทศสามารถเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อวัตถุดิบและบริการจากผู้ประกอบการไทย รวมถึงยกระดับบริษัทในประเทศให้เข้าไปอยู่ในกิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่าเดิม ผลกระทบของเงินลงทุนต่อเศรษฐกิจไทยก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย

ดังนั้น โจทย์ต่อจากการดึง AI Investment จึงต้องเปลี่ยนจาก “ทำอย่างไรให้เงินเข้ามามากที่สุด” ไปสู่ “ทำอย่างไรให้เงินลงทุนเหล่านั้นทิ้งมูลค่าไว้ในประเทศไทยมากที่สุด” ประเทศไทยจำเป็นต้องทำให้การเข้ามาของบริษัทเทคโนโลยีเชื่อมต่อกับผู้ประกอบการไทยมากขึ้น เพิ่ม Local Content พัฒนาทักษะแรงงาน ส่งเสริม Technology Transfer และสร้างบริษัทไทยที่สามารถขยับจากผู้รับจ้างผลิตไปสู่การทำสินค้าหรือบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เพราะหากไทยหยุดอยู่เพียงการให้พื้นที่ ไฟฟ้า และสิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ Data Center ประเทศอาจได้รับเงินลงทุนจำนวนมาก แต่พลาดโอกาสสำคัญในการยกระดับ Productivity ของเศรษฐกิจ

ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงนี้ยังสามารถส่งต่อไปถึงตลาดทุนไทยได้ด้วย โดยสภาธุรกิจตลาดทุนไทย หรือ FETCO ประกาศแผนยุทธศาสตร์ปี 2569–2571 ภายใต้เป้าหมายยกระดับตลาดทุนไทยสู่มาตรฐานโลกและกลับไปเป็นหนึ่งในตลาดทุนชั้นนำของอาเซียน โดยหนึ่งในแนวทางสำคัญคือการใช้ตลาดทุนสนับสนุน New Economy (AI Economy) และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

โดยหากการลงทุน New Economy เกิดขึ้นในไทยอย่างต่อเนื่อง และบริษัทที่เข้ามาลงทุนสามารถพัฒนาไปสู่การระดมทุนหรือเข้าจดทะเบียนในประเทศไทยได้ ตลาดทุนไทยก็มีโอกาสเปลี่ยนโครงสร้างตามเศรษฐกิจจริง จากตลาดที่สะท้อนอุตสาหกรรมในอดีต ไปสู่ตลาดที่มีธุรกิจ Digital Infrastructure, Electronics และ Technology Services เพิ่มขึ้น ดังนั้นโอกาสที่ตลาดทุนไทยจะกลับมาแข่งขันกับตลาดอื่นในอาเซียนจึงไม่ควรถูกวัดเพียงว่า SET Index จะขึ้นไปถึงระดับใด หรือเงินทุนต่างชาติจะไหลเข้ามากี่หมื่นล้านบาท เพราะ Fund Flow สามารถไหลเข้าและออกได้ตามวัฏจักรการเงินโลก สิ่งที่สำคัญกว่าคือ “ไทยจะสามารถสร้างบริษัทและอุตสาหกรรมใหม่ที่นักลงทุนต้องการเป็นเจ้าของได้หรือไม่?”

AI Boom จึงอาจเป็นโอกาสที่มาถูกจังหวะสำหรับประเทศไทย ประเทศไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับสหรัฐในการสร้างโมเดล AI หรือแข่งขันกับไต้หวันในการผลิตชิปขั้นสูงที่สุด แต่สามารถใช้ฐานอุตสาหกรรมเดิมต่อยอดขึ้นไปสู่ส่วนที่มีมูลค่าสูงขึ้นของ AI Ecosystem ได้ เงินลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาทที่กำลังไหลเข้าสู่ภาคดิจิทัลจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งที่จะตัดสินว่า AI สามารถเปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทยได้จริงหรือไม่ ไม่ใช่จำนวน Data Center ที่สร้างขึ้น หรือจำนวนโครงการที่ได้รับอนุมัติ แต่คือความสามารถของไทยในการเปลี่ยนการลงทุนเหล่านั้นให้กลายเป็นเทคโนโลยี ทักษะ ผลิตภาพ และธุรกิจใหม่ที่ฝังรากอยู่ในประเทศ

หากทำได้ AI อาจไม่ได้เพียงเพิ่มการส่งออกหรือดึง FDI เข้ามาในช่วงหนึ่งเท่านั้น แต่สามารถกลายเป็นหนึ่งในแรงผลักที่ช่วยพาเศรษฐกิจไทยออกจากการเติบโตระดับประมาณ 2% และทำให้คำว่า “New Economy” ไม่ได้เป็นเพียงอุตสาหกรรมใหม่ที่ต่างชาตินำเข้ามา แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง

LastUpdate 12/08/2569 17:28:29 โดย : Admin
13-08-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ประกาศ กปน.: 13 ส.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล สถานีสูบจ่ายน้ำท่าพระ

2. ประกาศ กปน.: 13 ส.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนวิภาวดีรังสิต

3. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (11 ส.ค.69) ลบ 11.74 จุด ดัชนี 1,612.62 จุด

4. MTS Gold คาดราคาทองคำตลาดโลกปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 10 สัปดาห์ กลับขึ้นมายืนเหนือระดับ 4,400 เหรียญ

5. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (11 ส.ค.69) ลบ 4.71 จุด ดัชนี 1,619.65 จุด

6. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (10 ส.ค.69) ลบ 60.95 จุด กังวลสงครามอิหร่านยืดเยื้อ

7. พยากรณ์อากาศวันนี้ (11 ส.ค.69) "กรุงเทพปริมณฑล-ภาคเหนือ-ภาคอีสาน-ภาคตะวันออก" ฝนตกหนัก 70% ภาคกลาง 40% ภาคใต้ 30%

8. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (10 ส.ค.69) บวก 20 ดอลลาร์ นักลงทุนเข้าซื้อทองต่อเนื่อง จับตาเงินเฟ้อประเมินดอกเบี้ยเฟด

9. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.90-33.15 บาท/ดอลลาร์

10. ทองเปิดตลาดวันนี้ (11 ส.ค.69) พุ่งขึ้น 1,250 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 69,900 บาท

11. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (11 ส.ค.69) บวก 1.30 จุด ดัชนี 1,625.66 จุด

12. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (11 ส.ค.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยมาก ที่ระดับ 32.99 บาทต่อดอลลาร์

13. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (10 ส.ค.69) บวก 12.36 จุด ดัชนี 1,624.36 จุด

14. MTS Gold คาดราคาทองคำยังคงฟื้นตัวในระยะสั้น หลังสามารถผ่านแนวต้านสำคัญบริเวณ 4,150 เหรียญ

15. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (10 ส.ค.69) บวก 13.02 จุด ดัชนี 1,625.02 จุด

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ August 13, 2026, 1:28 am