เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Scoop : เมื่อแรงงานไทยกำลังหายไป เศรษฐกิจจะโตอย่างไรในวันที่คนเกิดน้อยลง


      By วิภาดา จิณณวาโส
 
"แรงงาน" ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยพื้นฐานของการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะไม่ว่าประเทศจะมีเงินลงทุน เทคโนโลยี หรือทรัพยากรมากเพียงใด สุดท้ายยังต้องอาศัย "คน" ในการผลิตสินค้า ให้บริการ สร้างรายได้ และขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ประเทศไทยกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อคนรุ่นใหม่ที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคตมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประชากรสูงวัยกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
 
ข้อมูลจากกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ หรือ UNFPA Thailand ระบุใน Policy Brief ปี 2569 ว่า ปัจจุบันประชากรไทยอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนมากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด ขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงต่ำกว่า 500,000 คนต่อปี และอัตราเจริญพันธุ์รวม หรือ Total Fertility Rate ลดลงมาอยู่ประมาณ 1.0 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน ซึ่งต่ำกว่าระดับทดแทนประชากรที่ประมาณ 2.1 คนอย่างมาก เบื้องหลังตัวเลขดังกล่าวไม่ได้มีเพียงเรื่องเศรษฐกิจ แต่ยังเกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของวิธีคิดเกี่ยวกับชีวิต ความสัมพันธ์ และครอบครัว
 
ในอดีต เส้นทางชีวิตของคนจำนวนมากค่อนข้างเป็นเส้นตรง เรียนจบ ทำงาน สร้างเนื้อสร้างตัว แต่งงาน มีลูก และเลี้ยงลูกให้เติบโต ขณะที่สังคมเองก็มีค่านิยมจำนวนมากคอยผลักให้คนเดินตามเส้นทางดังกล่าว การแต่งงานถูกมองเป็นหนึ่งในหมุดหมายของความสำเร็จ การมีลูกถูกเชื่อมโยงกับความมั่นคงของครอบครัว และผู้หญิงโดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัย 30 ปี มักเผชิญแรงกดดันให้รีบแต่งงานหรือมีลูก แต่เส้นทางชีวิตแบบเดียวกันไม่ได้เป็นค่าเริ่มต้นของคนรุ่นใหม่อีกต่อไป
 
ผู้หญิงมีโอกาสทางการศึกษาและการทำงานมากขึ้น สามารถสร้างรายได้และความมั่นคงด้วยตัวเอง ขณะที่การแต่งงานไม่ใช่เครื่องชี้วัดความสำเร็จเพียงอย่างเดียว คนจำนวนมากให้ความสำคัญกับอาชีพ ความมั่นคงทางการเงิน ประสบการณ์ชีวิต สุขภาพ และการพัฒนาตัวเองมากขึ้น การแต่งงานจึงสามารถเกิดขึ้นช้ากว่าเดิม หรือไม่เกิดขึ้นเลย โดยไม่ได้หมายความว่าชีวิตนั้นไม่สมบูรณ์
 
รูปแบบความสัมพันธ์เองก็ซับซ้อนและหลากหลายขึ้น การพบคนใหม่ผ่าน Social Media หรือ Dating Application ทำให้คนสามารถรู้จักผู้คนต่างสังคมได้ง่ายกว่าอดีต ขณะที่นิยามของความสัมพันธ์ไม่ได้มีเพียงโสดกับแต่งงาน แต่มีตั้งแต่การคบหาโดยไม่แต่งงาน ไปจนถึงรูปแบบความสัมพันธ์อย่าง Situationship หรือความสัมพันธ์ที่ยังไม่ได้กำหนดสถานะชัดเจน สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถสรุปตรง ๆ ว่าเป็นสาเหตุของการเกิดน้อย แต่ก็สะท้อนได้ว่าการแต่งงานและการสร้างครอบครัวไม่ได้เป็นเส้นทางที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเหมือนในอดีตอีกต่อไป
 
ที่สำคัญ ปัญหาอาจไม่ใช่ว่าคนรุ่นใหม่ “ไม่อยากมีครอบครัว” อย่างที่มักถูกอธิบายกัน เพราะ Demographic Futures Survey 2026 ของ UNFPA ซึ่งสำรวจคนอายุ 18–39 ปีกว่า 108,000 คนใน 73 ประเทศ พบว่า มากกว่าสองในสามยังต้องการแต่งงานหรือใช้ชีวิตร่วมกับคู่ และในหลายภูมิภาค จำนวนลูกในอุดมคติที่พบมากที่สุดยังอยู่ที่สองคน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเงื่อนไขก่อนตัดสินใจมีครอบครัว โดย 88% ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางการเงิน 87% มองว่างานที่มั่นคงเป็นเงื่อนไขสำคัญ และ 85% ให้ความสำคัญกับความพร้อมทางอารมณ์ ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจไม่ใช่การหายไปของความต้องการมีครอบครัว แต่เป็นช่องว่างระหว่าง “ชีวิตที่อยากมี” กับ “ชีวิตที่รู้สึกว่าสามารถรับผิดชอบได้จริง”
 
สำหรับประเทศไทย ช่องว่างนี้ยิ่งชัดขึ้นเมื่อค่าครองชีพและต้นทุนการเลี้ยงดูเด็กสูงขึ้น การมีลูกหนึ่งคนในปัจจุบันไม่ได้หมายถึงเพียงค่าอาหาร เสื้อผ้า และค่าเล่าเรียน แต่ยังมีค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัย สุขภาพ การเดินทาง เทคโนโลยี อุปกรณ์ดิจิทัล กิจกรรมพัฒนาทักษะ และต้นทุนด้านเวลาของพ่อแม่ โดยเฉพาะในครัวเรือนที่ผู้ใหญ่ทั้งสองคนต้องทำงาน เมื่อความมั่นคงทางการเงินกลายเป็นเงื่อนไขก่อนสร้างครอบครัว ขณะที่การมีบ้านงานที่มั่นคง และรายได้ที่เพียงพอกลับใช้เวลานานขึ้น การแต่งงานและการมีลูกจึงถูกเลื่อนออกไปตามธรรมชาติ
 
ปัญหาคือ การตัดสินใจที่เกิดขึ้นในระดับครัวเรือนวันนี้จะกลายเป็นปัญหาระดับเศรษฐกิจในอีกหลายสิบปีข้างหน้า เพราะเด็กที่ไม่ได้เกิดในวันนี้ คือแรงงานที่ไม่ได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในอีกประมาณ 20 ปีข้างหน้า ธนาคารโลกเคยประเมินว่า สัดส่วนประชากรวัยทำงานของไทยอาจลดจากประมาณ 71% ของประชากรในปี 2563 เหลือ 56% ในปี 2603 เทียบเท่ากับจำนวนประชากรวัยทำงานที่ลดลงเกือบ 30% ขณะที่ประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปอาจเพิ่มจากประมาณ 13% เป็น 31% ในช่วงเวลาเดียวกัน หากอัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานของแต่ละช่วงอายุและเพศไม่เปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนโครงสร้างประชากรเพียงอย่างเดียวอาจทำให้กำลังแรงงานไทยลดลงถึง 14.4 ล้านคน
 
ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่บริษัทหาพนักงานยากขึ้น แต่กระทบถึงศักยภาพการเติบโตของประเทศ เมื่อจำนวนคนทำงานลดลง จำนวนคนที่ผลิตสินค้าและบริการ จ่ายภาษี และสมทบเข้าสู่ระบบประกันสังคมก็ลดลง ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ประเทศกลับมีประชากรสูงวัยที่ต้องพึ่งพาระบบบำนาญ สาธารณสุข และการดูแลระยะยาวเพิ่มขึ้น ธนาคารโลกประเมินด้วยว่า ต้นทุนรวมของบำนาญข้าราชการ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และการดูแลสุขภาพ อาจเพิ่มจากประมาณ 6.2% ของ GDP ในปี 2563 เป็น 11.3% ในปี 2603 นั่นหมายความว่า ประเทศไทยอาจกำลังเผชิญแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน คือ “คนสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจน้อยลง” ขณะที่ “ภาระในการดูแลประชากรเพิ่มขึ้น”
 
ความท้าทายนี้ยิ่งน่าสนใจเมื่อเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่ไทยกำลังพยายามดึงอุตสาหกรรมใหม่เข้าประเทศ ไม่ว่าจะเป็น AI, Data Center, Semiconductor, EV หรืออุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งทั้งหมดต้องการทั้งเงินลงทุนและแรงงานที่มีทักษะสูง ประเทศไทยจึงอาจเผชิญความย้อนแย้งสำคัญในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า คือมีโอกาสได้รับเงินลงทุนและเทคโนโลยีใหม่มากขึ้น แต่กลับมี “คน” สำหรับขับเคลื่อนเศรษฐกิจน้อยลง
 
ด้วยเหตุนี้ การแก้ปัญหาจึงไม่สามารถจบอยู่ที่การรณรงค์ให้คนแต่งงานหรือมีลูกเพิ่ม เพราะแม้อัตราการเกิดจะเพิ่มขึ้นตั้งแต่วันนี้ เด็กที่เกิดใหม่ก็ยังต้องใช้เวลาเกือบสองทศวรรษกว่าจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน สิ่งที่ไทยต้องทำจึงมีทั้งการแก้ปัญหาระยะยาวและการบริหารแรงงานที่มีอยู่ในปัจจุบันไปพร้อมกัน ด้านหนึ่ง นโยบายประชากรต้องเปลี่ยนจากการถามว่า “ทำอย่างไรให้คนมีลูกมากขึ้น” ไปสู่ “ทำอย่างไรให้คนที่ต้องการมีลูกสามารถมีลูกได้โดยไม่ต้องแลกกับความมั่นคงของชีวิต” ตั้งแต่ระบบดูแลเด็ก ที่อยู่อาศัย การทำงานที่ยืดหยุ่น ไปจนถึงการลดภาระที่ทำให้ผู้หญิงต้องเลือกระหว่างความก้าวหน้าในอาชีพกับการสร้างครอบครัว
 
แต่อีกด้านหนึ่ง ไทยต้องยอมรับด้วยว่าโครงสร้างประชากรในอีก 10–20 ปีข้างหน้าถูกกำหนดไปแล้วส่วนหนึ่ง จึงต้องหาวิธีเพิ่มจำนวนแรงงานจากช่องทางอื่น ทั้งการทำให้ผู้สูงอายุที่ยังมีศักยภาพสามารถทำงานได้นานขึ้น เพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในตลาดแรงงาน บริหารแรงงานข้ามชาติอย่างเป็นระบบ และลงทุนในการ Reskill และ Upskill เพื่อให้คนสามารถทำงานกับเทคโนโลยีใหม่ได้
 
ท้ายที่สุด ตัวแปรที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่จำนวนแรงงานเพียงอย่างเดียว แต่คือ Productivity หรือผลิตภาพของแรงงานแต่ละคน หากในอดีตเศรษฐกิจเติบโตจากการมีแรงงาน 100 คน ประเทศไทยในอนาคตอาจต้องสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระดับเดียวกันหรือสูงกว่าเดิมด้วยแรงงานเพียง 80 คน นั่นหมายถึงการใช้ Automation, AI และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำงาน การย้ายแรงงานออกจากกิจกรรมที่มีผลิตภาพต่ำไปสู่งานที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการลงทุนด้านการศึกษาและทักษะให้แรงงานหนึ่งคนสามารถสร้างผลผลิตได้มากกว่าเดิม ในมุมนี้ เทคโนโลยีที่มักถูกมองว่าจะเข้ามา “แย่งงานมนุษย์” อาจกลับกลายเป็นเครื่องมือสำคัญของประเทศที่กำลังขาดแคลนมนุษย์เสียเอง
 
การเกิดน้อยจึงไม่ใช่เพียงปัญหาประชากร และไม่ใช่เรื่องของคนรุ่นใหม่ที่เลือกแต่งงานช้าหรือไม่มีลูกเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นโจทย์เกี่ยวกับรูปแบบการเติบโตของเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ เพราะประเทศไทยในอนาคตอาจไม่สามารถพึ่งพาการเพิ่มจำนวนแรงงานเพื่อขยายเศรษฐกิจได้เหมือนในอดีตอีกต่อไป ดังนั้นไทยจึงอาจไม่ต้องพยายามทำให้ประเทศกลับไปมีโครงสร้างประชากรเหมือนเดิม แต่คือ การออกแบบเศรษฐกิจให้สามารถเติบโตได้ในโครงสร้างประชากรแบบใหม่ ทำให้คนที่อยากสร้างครอบครัวมีเงื่อนไขที่เอื้อให้ทำได้ ขณะเดียวกันก็ทำให้แรงงานที่มีจำนวนลดลงสามารถทำงานได้นานขึ้น มีทักษะสูงขึ้น และสร้างมูลค่าได้มากขึ้น เพราะในวันที่แรงงานกำลังกลายเป็นทรัพยากรที่หายากขึ้น ความสามารถในการสร้าง Productivity จากคนทุกคนที่ยังอยู่ในระบบ อาจกลายเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทยในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า

LastUpdate 12/08/2569 17:27:59 โดย : Admin
13-08-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ประกาศ กปน.: 13 ส.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล สถานีสูบจ่ายน้ำท่าพระ

2. ประกาศ กปน.: 13 ส.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนวิภาวดีรังสิต

3. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (11 ส.ค.69) ลบ 11.74 จุด ดัชนี 1,612.62 จุด

4. MTS Gold คาดราคาทองคำตลาดโลกปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 10 สัปดาห์ กลับขึ้นมายืนเหนือระดับ 4,400 เหรียญ

5. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (11 ส.ค.69) ลบ 4.71 จุด ดัชนี 1,619.65 จุด

6. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (10 ส.ค.69) ลบ 60.95 จุด กังวลสงครามอิหร่านยืดเยื้อ

7. พยากรณ์อากาศวันนี้ (11 ส.ค.69) "กรุงเทพปริมณฑล-ภาคเหนือ-ภาคอีสาน-ภาคตะวันออก" ฝนตกหนัก 70% ภาคกลาง 40% ภาคใต้ 30%

8. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (10 ส.ค.69) บวก 20 ดอลลาร์ นักลงทุนเข้าซื้อทองต่อเนื่อง จับตาเงินเฟ้อประเมินดอกเบี้ยเฟด

9. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.90-33.15 บาท/ดอลลาร์

10. ทองเปิดตลาดวันนี้ (11 ส.ค.69) พุ่งขึ้น 1,250 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 69,900 บาท

11. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (11 ส.ค.69) บวก 1.30 จุด ดัชนี 1,625.66 จุด

12. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (11 ส.ค.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยมาก ที่ระดับ 32.99 บาทต่อดอลลาร์

13. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (10 ส.ค.69) บวก 12.36 จุด ดัชนี 1,624.36 จุด

14. MTS Gold คาดราคาทองคำยังคงฟื้นตัวในระยะสั้น หลังสามารถผ่านแนวต้านสำคัญบริเวณ 4,150 เหรียญ

15. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (10 ส.ค.69) บวก 13.02 จุด ดัชนี 1,625.02 จุด

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ August 13, 2026, 1:28 am