
คาด SET ฟื้นตัวขึ้นตามตลาดภูมิภาคและตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่วานนี้ปรับขึ้นแรง หลัง ก. คลังสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลมากกว่า 2 เท่าเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ช่วยลดแรงกดดันต่อ Bond Yield ในระยะสั้น ขณะที่ราคาน้ำมันขยับขึ้นจากความกังวลอิหร่านอาจขยายแนวรบไปยังยุโรปแม้จะมีข่าวว่าสหรัฐฯ อาจกลับมาเริ่มต้นเจรจากับอิหร่านอีกครั้งก็ตาม น่าจะช่วยหนุนหุ้นพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น ทางเทคนิคดัชนีปรับลงทดสอบกรอบล่าง Sideways หากยืนได้คาดรีบาวด์ระยะสั้น
ประเด็นสำคัญ
• กระทรวงการคลังสหรัฐฯประกาศแผนซื้อคืนพันธบัตรในช่วงอายุ 10-20 ปี และ 20-30 ปี โดยเพิ่มขนาดวงเงินสูงสุดของการซื้อคืนเป็น 2 เท่าสู่ $4 พันล้าน (มีผล 9 ก.ย.–4 พ.ย. 2026) คาดช่วยลดแรงกดดันต่อ Bond Yield ในระยะสั้น ซึ่งเป็น Sentiment บวกต่อบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง มองบวกต่อกลุ่มไฟแนนซ์และหุ้นที่มีหนี้สูง (MTC SAWAD TIDLOR GULF TRUE IVL)
• ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์รุนแรงขึ้น หลังอิหร่านกำลังประเมินแผนตอบโต้กองกำลังสหรัฐฯ ในยุโรป รวมถึงโจมตีสายเคเบิลใต้ทะเลในช่องแคบฮอร์มุซ หนุนให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับขึ้นสู่ระดับ US$91.8/bbl ทำจุดสูงสุดในรอบ 3 สัปดาห์ มองบวกต่อกลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น (PTTEP BCP TOP) แต่กดดันภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนจากความกังวลด้านเงินเฟ้อ
• นายกรัฐมนตรีเผยความคืบหน้าหลังเสร็จสิ้นภารกิจเยือนออสเตรเลีย (17-19 ส.ค.) ว่ามีบริษัทข้ามชาติหลายแห่งสนใจตั้งฐานการผลิตในไทย โดยรัฐบาลเสนอนโยบาย Thailand Fast Pass เป็นกลไกแบบ One Stop Service ซึ่งเป็นจุดขายใหม่ที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์และดึงดูดเม็ดเงินลงทุน มองบวกต่อกลุ่มนิคม (WHA AMATA)
• ตลท. เตรียมจัดงาน "Thailand Focus 2026" ในวันที่ 26-28 ส.ค. เปิดให้ผู้ลงทุนสถาบันทั่วโลกรับฟังข้อมูลโดยตรงจาก 78 บจ. ไทย คิดเป็นสัดส่วนกว่า 74% ของมูลค่าตลาด รวมถึงทราบมุมมองนโยบายจากภาครัฐ หวังเรียกความเชื่อมั่นจากกองทุนสถาบันทั่วโลก มองเป็นจิตวิทยาเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยและหุ้นขนาดใหญ่ (SET50)
• ติดตามการประชุมบอร์ดกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้วิกฤตพลังงานในสัปดาห์นี้ คาดว่าจะมีการหารือเกี่ยวกับมาตรการสนับสนุนประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในรูปแบบเงินอุดหนุนควบคู่กับการปล่อยสินเชื่อ มองเป็น Sentiment บวกต่อกลุ่มผู้ให้บริการติดตั้งและกลุ่มค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง (GUNKUL HMPRO GLOBAL SCC COM7)
กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงสั้นมอง SET มีโอกาสแกว่งขึ้น หนุนจากภาพรวมกำไร 2Q26 ของ บจ. ที่ดีกว่าตลาดคาด ทำให้เริ่มเห็นการปรับเพิ่มประมาณการกำไรของตลาดหุ้นไทยปี 2026-27 ซึ่งช่วยให้ Valuation ของ SET ยังน่าสนใจเมื่อเทียบภูมิภาค นอกจากนี้ยังมีปัจจัยหนุนจาก GDP 2Q26 ของไทยที่ออกมาดีกว่าตลาดคาด ควบคู่กับ ความชัดเจนจากผลการประชุมบอร์ดอนุฯ PDP2026 ที่เป็น Sentiment บวกต่อกลุ่มพลังงงานสะอาด ขณะที่ระยะถัดไปยังมีประเด็นบวกที่ต้องติดตามคือ การพิจารณามาตรการไทยเที่ยวไทยพลัส อย่างไรก็ดี ยังต้องระวังความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy”
ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์
มอง SET มีโอกาสแกว่งตัวขึ้น รับกำไร บจ. 2Q26 และ GDP ไทยที่ดีกว่าคาด หนุนการปรับเพิ่มประมาณการกำไร ทำให้ Valuation น่าสนใจ ผสานความชัดเจนบอร์ดอนุฯ PDP2026 ที่เป็นบวกต่อกลุ่มพลังงานสะอาด ระยะถัดไปติดตามมาตรการไทยเที่ยวไทยพลัส ท่ามกลางความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ต้องระวัง กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” ผ่าน 4 ธีมเทรดดิ้งที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้
1. Laggard Play ซึ่งราคาหุ้นยังปรับขึ้นช้ากว่า SET สวนทางโมเมนตัมกำไร 2H26 ที่คาดจะเติบโตได้ดีทั้ง YoY และ HoH ทำให้คาดจะเป็นเป้าหมายของเม็ดเงินลงทุนที่จะหมุนเข้ามาเก็งกำไร ได้แก่ AP PR9 SAWAD HMPRO BDMS TU BCH BCPG MTC TIDLOR
2. GDP Play ซึ่งคาดจะเกิดแรงซื้อเก็งกำไร หลังตัวเลข GDP 2Q26 ออกมายังเติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่องและดีกว่าตลาดคาด ได้แก่ กลุ่มธนาคาร (KBANK BBL KTB), ค้าปลีก (CPALL CPN)
3. Policy Play ซึ่งได้ประโยชน์จากความคืบหน้าผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ได้แก่ มาตรการไทยเที่ยวไทยพลัส (ERW CENTEL AWC CPALL CPN), มาตรการหนุนพลังงานสะอาดอย่างโซลาร์รูฟท็อปและข้อสรุป PDP2026 (GULF GPSC BGRIM GUNKUL WHAUP), การเร่งเบิกจ่ายของหน่วยงานรัฐก่อนปิดปีงบประมาณและร่าง พ.ร.บ. งบฯ ปี 2027 (STECON CK SCC SCCC)
4. High Dividend Play เพื่อสร้างกระแสเงินสดเข้าพอร์ตได้อย่างสม่ำเสมอ โดยเน้นดักการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ซึ่งคาดให้ Div. Interim Yield >2% (XD ช่วงกลาง ส.ค.- กลาง ก.ย.) ได้แก่ SAT (XD 24 ส.ค.) SPALI (XD 25 ส.ค.) TQM (XD 27 ส.ค.) AH (XD 27 ส.ค.) SIRI (XD 27 ส.ค.) PTT
Daily Top Picks
PTTGC: ปัจจัยสนับสนุนจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อยังกดดันห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง ทั้งในธุรกิจโอเลฟินส์, อะโรเมติกส์ และโรงกลั่น ใน 2026F คาดจะพลิกกลับมามีกำไรสุทธิที่ 2.52 หมื่นลบ. จากปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 1.46 หมื่นลบ. เป้าหมายระยะสั้นที่ 41.00 บาท
TIDLOR: ปัจจัยสนับสนุนเชิง Sentiment ในระยะสั้นจาก Bond Yield ที่ลดลงหลังสหรัฐฯ จะเพิ่มปริมาณการซื้อพันธบัตรรัฐบาลกลับอีกกว่าสองเท่า เป็นอย่างน้อย US$4 พันล้าน คาดกำไรสุทธิ 2026F จะเติบโตสูงที่สุดในกลุ่มที่ 28% และมีโครงการซื้อหุ้นคืนด้วยวงเงินไม่เกิน 2.4 พันลบ. ดำเนินอยู่ เป้าหมายระยะสั้นที่ 19.60 บาท
ข่าวเด่น