
ไฟฟ้าที่เพียงพอ ราคาที่แข่งขันได้ และแหล่งพลังงานที่มั่นคง กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “พลังงาน” กลับมาเป็นหนึ่งในโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจโลก ทั้งจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความผันผวนของราคาน้ำมัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงการเติบโตของ EV, AI และ Data Center ที่กำลังเพิ่มความต้องการใช้ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว
รายงาน Southeast Asia Energy Outlook 2026 ของ International Energy Agency (IEA) ชี้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญของระบบพลังงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเมื่อนำมามองในบริบทของประเทศไทย สามารถสรุปเป็น 5 โจทย์สำคัญที่ไทยต้องเตรียมรับมือ
1. ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า เมื่อความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์สูงขึ้น
วิกฤตในตะวันออกกลางกำลังย้ำให้เห็นว่า “ความมั่นคงด้านพลังงาน” มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจมากเพียงใด
ก่อนเกิดวิกฤตล่าสุด ประมาณ 60% ของน้ำมันดิบที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้นำเข้า และประมาณ 1 ใน 3 ของก๊าซธรรมชาตินำเข้า มาจากตะวันออกกลาง
สำหรับประเทศไทย แม้จะสามารถผลิตพลังงานได้เองบางส่วน แต่ยังต้องพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ ทำให้เมื่อราคาพลังงานโลกสูงขึ้น ผลกระทบสามารถส่งต่อจากค่าพลังงานไปยังค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต เงินเฟ้อ และค่าครองชีพของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว
โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การกระจายแหล่งนำเข้า เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน และยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนที่ไทยไม่สามารถควบคุมได้
2. ปฏิรูปการอุดหนุนพลังงาน จากการช่วยทุกคนสู่การช่วยให้ตรงกลุ่ม
เมื่อราคาน้ำมันหรือค่าไฟเพิ่มขึ้น การตรึงราคาพลังงานมักเป็นหนึ่งในมาตรการแรกที่ถูกนำมาใช้ เพราะสามารถบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจได้ทันที
แต่หากดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานาน ต้นทุนก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
IEA ประเมินว่า ก่อนวิกฤตล่าสุด การอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีมูลค่าราว 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น
ความท้าทายจึงอยู่ที่การออกแบบมาตรการให้ช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดอย่างตรงจุด และมีกรอบเวลาที่ชัดเจน แทนการอุดหนุนราคาทั้งระบบเป็นเวลานาน
เพราะทุกบาทที่ใช้ตรึงราคาพลังงาน ย่อมมี Trade-off กับงบประมาณที่สามารถนำไปลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน หรือการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน ซึ่งอาจช่วยลดต้นทุนของประเทศได้มากกว่าในระยะยาว
3. รับมือความต้องการไฟฟ้ายุค AI, Data Center และ Electrification
อีกความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ เศรษฐกิจกำลังใช้ “ไฟฟ้า” มากขึ้น
ทั้ง EV ระบบปรับอากาศ โรงงานอัตโนมัติ Data Center และ AI ล้วนเพิ่มความต้องการใช้ไฟฟ้า โดย IEA ประเมินว่า ในช่วง 10 ปีข้างหน้า ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีขนาดใกล้เคียงกับการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของญี่ปุ่นในปัจจุบัน
สำหรับประเทศไทย เรื่องนี้มีความสำคัญมากขึ้นเมื่อไทยต้องการดึงดูดการลงทุนใน Data Center อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และอุตสาหกรรมดิจิทัล
นักลงทุนเหล่านี้ไม่ได้มองเพียงว่า “มีไฟฟ้าหรือไม่” แต่ยังมองถึงความเสถียรของระบบ ราคาไฟฟ้า และความสามารถในการเข้าถึงพลังงานสะอาดด้วย
ดังนั้น ความสามารถในการแข่งขันของไทยในอนาคตส่วนหนึ่งอาจขึ้นอยู่กับว่า เราสามารถสร้างระบบไฟฟ้าที่ เพียงพอ เสถียร ราคาแข่งขันได้ และสะอาดขึ้น ได้เร็วเพียงใด
4. เปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย จากฐาน ICE สู่ EV Supply Chain
ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์สำคัญของภูมิภาคมานานหลายทศวรรษ แต่การเติบโตของ EV กำลังเปลี่ยนโครงสร้างของอุตสาหกรรมนี้อย่างรวดเร็ว
IEA ระบุว่า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในปี 2025 เป็นประมาณ 500,000 คัน หรือเกือบ 20% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด โดยไทยกำลังกลายเป็นหนึ่งในฐานการผลิต EV สำคัญของภูมิภาค
แต่ความสำเร็จไม่ได้วัดจากจำนวน EV บนถนนเพียงอย่างเดียว
โจทย์ที่ใหญ่กว่าคือ ไทยจะสามารถยกระดับจากฐานประกอบรถยนต์ ไปสู่การผลิตแบตเตอรี่ Power Electronics ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นได้มากเพียงใด
เพราะหากตลาด EV เติบโต แต่ชิ้นส่วนสำคัญยังต้องนำเข้าจำนวนมาก ไทยอาจได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่เต็มศักยภาพ
5. ใช้ ASEAN Power Grid เปลี่ยนไทยจาก “ทางผ่าน” สู่ศูนย์กลางไฟฟ้าภูมิภาค
หนึ่งในโอกาสสำคัญของไทยอยู่ที่ “ตำแหน่งที่ตั้ง”
ประเทศไทยอยู่ตรงกลางของแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีระบบไฟฟ้าเชื่อมโยงกับหลายประเทศเพื่อนบ้าน จึงมีศักยภาพที่จะมีบทบาทสำคัญใน ASEAN Power Grid หรือการเชื่อมโยงและซื้อขายไฟฟ้าระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน
IEA ประเมินว่า การพัฒนาโครงข่ายเชื่อมโยงไฟฟ้าข้ามพรมแดนตามแผนของอาเซียนต้องการเงินลงทุนประมาณ 27,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐจนถึงปี 2040
หากทำได้สำเร็จ ประเทศต่าง ๆ จะสามารถแบ่งปันไฟฟ้าระหว่างกันได้มากขึ้น รองรับพลังงานหมุนเวียนได้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งพลังงานเพียงไม่กี่แห่ง
สำหรับไทย นี่จึงเป็นมากกว่าโครงการด้านไฟฟ้า แต่เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ของประเทศ
อย่างไรก็ตาม การเป็น “Energy Hub” ไม่ได้เกิดขึ้นจากทำเลที่ตั้งเพียงอย่างเดียว ไทยยังต้องลงทุนในระบบสายส่ง ปรับกฎเกณฑ์การซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดน และสร้างตลาดไฟฟ้าที่สามารถเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านได้จริง
เมื่อมองทั้ง 5 เรื่องพร้อมกัน จะเห็นว่าโจทย์พลังงานของไทยกำลังเปลี่ยนไป
เมื่อก่อนเราอาจถามว่า ประเทศไทยมีไฟฟ้าพอใช้หรือไม่ หรือน้ำมันจะแพงขึ้นอีกแค่ไหน
แต่วันนี้ต้องถามเพิ่มว่า ไฟฟ้าของไทยมีราคาที่แข่งขันได้หรือไม่ สะอาดพอสำหรับอุตสาหกรรมใหม่หรือไม่ ระบบรองรับ Data Center และ EV ได้หรือไม่ และไทยจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานได้มากแค่ไหน
เพราะในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า พลังงานอาจไม่ได้เป็นเพียง “ต้นทุน” ของเศรษฐกิจ
แต่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ตัดสินว่า โรงงานแห่งใหม่จะมาตั้งที่ไทยหรือไม่ Data Center จะเลือกไทยหรือประเทศเพื่อนบ้าน และอุตสาหกรรมไทยจะยังแข่งขันในตลาดโลกได้ดีเพียงใด
ข่าวเด่น