.jpg)
บล.โกลเบล็ก (GBS) ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้มีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวน ให้กรอบดัชนี 1,600 - 1,640 จุด รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบ WTI ที่พุ่งสูงขึ้นตามความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ขณะที่ปัจจัยในประเทศมีงาน “Thailand Focus 2026” เป็นปัจจัยหนุน ด้านฝ่ายวิจัยแนะกลยุทธ์ตั้งรับ เตรียมเก็บหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล ชู BDMS-PR9-BH รับอานิสงส์เข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นในไตรมาส 3/2569
นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ว่า ตลาดมีโอกาสแกว่งตัวผันผวนระหว่างวัน โดยประเมินกรอบดัชนีไว้ที่ 1,600 - 1,640 จุด ปัจจัยกดดันหลักมาจากสถานการณ์ต่างประเทศ โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบ WTI ที่ปรับตัวขึ้นแรง หลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรการทางเศรษฐกิจกดดันอิหร่านอย่างหนัก ผนวกกับปัจจัยภายในประเทศมีงาน Thailand Focus 2026 ช่วยสร้างสีสันให้กับตลาดในสัปดาห์นี้
นอกจากนี้ ตลาดยังมีปัจจัยบวกมาช่วยพยุงดัชนีในระยะนี้ จากตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของสหรัฐฯ ที่ลดลง 6,000 ราย สู่ระดับ 206,000 ราย ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ประกอบกับท่าทีที่ผ่อนคลายลงหลังนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่ามาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านอาจทำให้สหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องใช้ปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังมีเม็ดเงินสภาพคล่องจากโครงการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อาจมีมูลค่าสูงกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ รวมถึงสัญญาณบวกจากสงครามการค้าที่สหรัฐฯ เตรียมลดภาษีนำเข้ารถยนต์จากแคนาดาลงเหลือ 15% แลกกับการยกเลิกมาตรการตอบโต้ทางการค้า ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เกาหลีใต้ได้ประสานจีนให้ช่วยฟื้นการเจรจากับเกาหลีเหนือ
ขณะที่ในระยะยาว ประเทศไทยยังมีปัจจัยหนุนจากภาพรวมตลาดค้าปลีกในปี 2570 ที่คาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 4.5 ล้านล้านบาท หรือเติบโต 3-3.5% จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวยุโรปและตะวันออกกลางที่มีกำลังซื้อสูงและพำนักระยะยาว
ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังต้องระมัดระวังปัจจัยลบที่สร้างความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างต่อเนื่อง ทั้งการที่รัสเซียทดสอบขีปนาวุธนอกชายฝั่งกลุ่มเกาะพิพาทกับญี่ปุ่น และการที่อิหร่านประณามสหรัฐฯ ว่าเป็นผู้ก่อการร้ายทางเศรษฐกิจหลังจากสหรัฐฯ ประกาศยกระดับการคว่ำบาตร
สำหรับปัจจัยสำคัญภายในประเทศที่ต้องจับตาในสัปดาห์นี้ เริ่มจากช่วงสัปดาห์ที่ 3 จะมีการแถลงดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม และยอดผลิต-ส่งออกยานยนต์โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) รวมถึงการแถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศจากกระทรวงพาณิชย์ ถัดมาในวันที่ 26 สิงหาคม จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 4/2569 ตามด้วยการรายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทยโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในวันที่ 28 สิงหาคม และ 26 – 28 สิงหาคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีการจัดงาน “Thailand Focus 2026 : Reignite Thailand” ซึ่งมีบริษัทจดทะเบียน 78 รายเข้าร่วมงาน
ในส่วนของปัจจัยต่างประเทศที่น่าติดตาม เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม สหรัฐฯ จะรายงานดัชนีกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วประเทศประจำเดือนกรกฎาคม ต่อด้วยวันที่ 25 สิงหาคม จะมีการรายงานตัวเลขจ้างงานภาคเอกชน ดัชนีราคาบ้าน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และยอดขายบ้านใหม่ จากนั้นในวันที่ 26 สิงหาคม สหรัฐฯ จะรายงานดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน ตัวเลข GDP ไตรมาส 2/2569 (ประมาณการครั้งที่ 2) และสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์ วันที่ 27 สิงหาคม การรายงานกำไรภาคอุตสาหกรรมของจีน และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ และปิดท้ายในวันที่ 28 สิงหาคม เควิน วอร์ช ประธาน FED คนใหม่จะกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมประจำปีของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่เมืองแจ็กสัน โฮล รัฐไวโอมิง
ด้านนายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล. โกลเบล็ก ให้คำแนะนำการลงทุนในช่วงที่ตลาดผันผวนว่า โดยเลือกหุ้นกลุ่มที่ปลอดภัยและมีปัจจัยพื้นฐานสนับสนุนชัดเจนคือ "กลุ่มโรงพยาบาล" ได้แก่หุ้น BDMS, PR9 และ BH เนื่องจากกำลังก้าวเข้าสู่ช่วง High Season ของธุรกิจสุขภาพและการแพทย์ในไตรมาสที่ 3/2569
ข่าวเด่น