หุ้นทอง
"ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร" เร่งปั้นแผนเกษียณมั่นคง "กบข." ชู 3 แนวทาง ใช้ Data-AI เข้าใจสมาชิก ปลดล็อกกฎหมายออมต่อ




ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยภายหลังเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการ กบข. คนที่ 8 ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ถึงทิศทางการขับเคลื่อนองค์กรภายใต้วิสัยทัศน์ "สร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับข้าราชการไทยและประเทศชาติ" โดยมุ่งยกระดับการลงทุนอย่างมืออาชีพ ดูแลสมาชิกด้วยความเข้าใจ และใช้บทบาทของ กบข. เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน โดยยกระดับการลงทุนด้วย Hybrid Total Portfolio Approach (TPA) ใช้ Data และ AI วิเคราะห์สมาชิกแบบรายบุคคล เตรียมผลักดันแก้กฎหมายเปิดทางนำเงินบำนาญกลับมาออมต่อ รวมถึงจัดตั้ง Retirement Academy หลังพบข้าราชการเกษียณมีเงินก้อนเฉลี่ย 1-1.5 ล้านบาท ขณะที่หนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 1.8 ล้านบาท

ดร.ศรพล กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของ กบข. คือการทำให้สมาชิกซึ่งเป็นข้าราชการ 14 ประเภทมีความมั่นคงทางการเงินในวัยเกษียณ แต่ความมั่นคงดังกล่าวไม่ได้หมายถึงเรื่องเงินเพียงอย่างเดียว เพราะยังครอบคลุมถึงคุณภาพชีวิตและสุขภาพด้วย โดย กบข. ต้องการพัฒนาองค์กรให้มีความพร้อมต่ออนาคต หรือ Future Ready ทั้งด้านบุคลากร ข้อมูล เทคโนโลยี และการบริหารจัดการ

สำหรับสถานการณ์ของสมาชิกในปัจจุบัน ข้อมูลปี 2569 พบว่าในช่วงปลายเดือนกันยายนจะมีข้าราชการเกษียณประมาณ 20,000 คน ขณะที่เงินที่สมาชิกได้รับจากการออมและการลงทุนผ่าน กบข. เมื่อเกษียณอายุเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1–1.5 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับภาระหนี้เฉลี่ยของข้าราชการที่อยู่ราว 1.8 ล้านบาท สะท้อนว่าการได้รับเงินก้อนเมื่อเกษียณอาจถูกนำไปชำระหนี้เป็นส่วนใหญ่ และทำให้สมาชิกจำนวนหนึ่งเหลือเงินสำหรับใช้ชีวิตหลังเกษียณไม่มากนัก

ขณะเดียวกัน กบข. ยังใช้เกณฑ์ P75 เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดเพื่อประเมินความเพียงพอทางการเงินหลังเกษียณ โดยระดับดังกล่าวสะท้อนฐานะการเงินที่อยู่ในเกณฑ์ดี และมีเงินสำหรับใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 37,000 บาทต่อเดือน ซึ่งสามารถรองรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รวมถึงกิจกรรมด้านคุณภาพชีวิตได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลสมาชิกที่เกษียณพบว่า มากกว่าครึ่งยังมีภาระหนี้สิน สะท้อนว่าความมั่นคงหลังเกษียณไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินก้อนที่ได้รับเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาฐานะการเงินโดยรวมของแต่ละบุคคลด้วย

ดร.ศรพล ระบุว่า ประเด็นดังกล่าวทำให้การสร้างความมั่นคงหลังเกษียณจำเป็นต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนเกษียณ ทั้งการออมให้เร็ว ออมให้เพียงพอ เลือกแผนการลงทุนที่เหมาะสม และออมต่อหลังเกษียณ โดย กบข. ต้องการขยับบทบาทจากการเป็นเพียงผู้บริหารเงินออมไปสู่การเป็นสถาบันที่ช่วยดูแลความมั่นคงทางการเงินระยะยาวของสมาชิก

หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการนำข้อมูลมาใช้เพื่อให้บริการสมาชิกแบบ Personalize โดย กบข. อยู่ระหว่างหารือกับหน่วยงานพันธมิตร ทั้งกระทรวงการคลัง บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือเครดิตบูโร กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้อง

 
ดร.ศรพล อธิบายว่า ปัจจุบัน กบข. เห็นข้อมูลเฉพาะเงินออมที่สมาชิกมีอยู่ในกองทุน แต่ยังไม่เห็นภาพรวมสินทรัพย์ หนี้สิน รายได้ และรายจ่ายทั้งหมดของสมาชิก หากสามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้ภายใต้ความยินยอมของสมาชิก จะทำให้สามารถจัดทำภาพรวมฐานะการเงิน หรือ Balance Sheet ของสมาชิกแต่ละรายได้ และนำไปสู่คำแนะนำที่ตรงกับสถานการณ์จริงมากขึ้น ซึ่งแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับผลการศึกษาที่ กบข. ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยนำข้อมูลพฤติกรรมการออมและการลงทุนย้อนหลัง 3 ปีของสมาชิกประมาณ 1.2 ล้านราย มาวิเคราะห์ด้วย Machine Learning และเครื่องมือด้าน Data Science ก่อนแบ่งสมาชิกออกเป็น 5 กลุ่มตามพฤติกรรมและระดับความเสี่ยง เพื่อให้การสื่อสารและการให้บริการมีความเหมาะสมกับแต่ละกลุ่มมากขึ้น

กลุ่มแรกคือ Starter มีอายุเฉลี่ยประมาณ 33 ปี จำนวนราว 460,000 ราย หรือเกือบครึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมด เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำและอยู่ในแผนพื้นฐาน ขณะที่กลุ่มที่สองมีสัดส่วนประมาณ 23% อายุเฉลี่ย 38 ปี มีการออมสม่ำเสมอมากขึ้น แต่ยังไม่ได้เลือกแผนที่เหมาะสมกับตัวเอง ส่วนกลุ่ม Explorer เป็น กลุ่มที่รับความเสี่ยงได้มากขึ้นและมีความสนใจเรียนรู้ผ่าน E-Learning รวมถึงเครื่องมือคำนวณแผนลงทุนของ กบข.

นอกจากนี้ยังมีกลุ่ม Planner ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความรู้และติดตามการลงทุนอย่างใกล้ชิด สามารถวิเคราะห์ข้อมูลและปรับเปลี่ยนแผนได้บ่อย แต่มีสัดส่วนเพียงประมาณ 3% ของสมาชิกทั้งหมด ขณะที่กลุ่มสุดท้ายซึ่ง ดร.ศรพล เรียกว่า “กลุ่มพ่อตา” มีสัดส่วนประมาณ 28% เป็นกลุ่มที่รู้จักและเชื่อมั่นใน กบข. มีเงินออมและอายุค่อนข้างสูง แต่ยังเลือกแผนการลงทุนแบบ Super Conservative

ดร.ศรพล กล่าวว่า ความแตกต่างของพฤติกรรมสมาชิกแต่ละกลุ่มสะท้อนว่า กบข. ไม่สามารถใช้วิธีสื่อสารแบบเดียวกับสมาชิกทั้งหมดได้ โดยบางกลุ่มอาจตอบรับ E-Learning ขณะที่บางกลุ่มอาจเหมาะกับการทดลองใช้เครื่องมือคำนวณหรือการสื่อสารผ่านช่องทางอื่น ดังนั้น กบข. จึงต้องนำข้อมูลมาใช้เพื่อออกแบบบริการให้ตรงกับพฤติกรรมของสมาชิกมากขึ้น ตัวอย่างเช่น สมาชิกสองคนอาจมีเงินออมใน กบข. เท่ากัน แต่คนหนึ่งไม่มีหนี้ ขณะที่อีกคนมีภาระหนี้จำนวนมาก คำแนะนำด้านการลงทุนย่อมไม่ควรเหมือนกัน โดยสมาชิกที่มีหนี้สูงอาจต้องให้ความสำคัญกับการจัดการหนี้ก่อน ขณะที่ผู้ที่ควบคุมภาระหนี้ได้แล้วอาจสามารถเพิ่มการลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาวได้

กบข. ยังมีแผนผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อเปิดทางให้ผู้เกษียณสามารถนำเงินบำนาญหรือเงินก้อนบางส่วนกลับมาออมต่อกับ กบข. ได้ เนื่องจากปัจจุบันอดีตสมาชิกที่รับเงินก้อนออกไปแล้วไม่สามารถนำเงินดังกล่าวกลับเข้ามาออมกับ กบข. ได้ โดย ดร.ศรพล มองว่าการเปิดทางดังกล่าวจะตอบโจทย์สมาชิกที่มีความต้องการออมต่อ และช่วยลดความเสี่ยงจากการนำเงินก้อนหลังเกษียณไปลงทุนกับผลิตภัณฑ์หรือบุคคลที่อาจเป็นมิจฉาชีพ

นอกจากนี้ กบข. ยังเตรียมพัฒนาองค์ความรู้ด้านการบริหารเงินหลังเกษียณผ่านแนวคิด Retirement Academy เพื่อให้สมาชิกได้เรียนรู้เพียงวิธีออมก่อนเกษียณ และยังเข้าใจด้วยว่าเมื่อเกษียณแล้วควรบริหารเงินอย่างไร ใช้จ่ายในระดับใด ควรแบ่งเงินสำหรับการใช้ชีวิต สุขภาพ การออม หรือการช่วยเหลือครอบครัวอย่างไร เพื่อให้เงินที่มีอยู่สามารถรองรับชีวิตหลังเกษียณได้นานที่สุด

อีกประเด็นที่ กบข. ให้ความสำคัญคือการยกระดับกระบวนการลงทุน เนื่องจากสภาพตลาดโลกในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ กำแพงภาษี เงินเฟ้อ ทิศทางดอกเบี้ย และความผันผวนของราคาสินทรัพย์ ทำให้การกระจายการลงทุนแบบดั้งเดิมอาจไม่สามารถลดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกช่วงเวลา

กบข. จึงเริ่มนำแนวคิด Hybrid Total Portfolio Approach (Hybrid TPA) มาใช้ โดยเปลี่ยนจากการมองสินทรัพย์แต่ละประเภทแยกออกจากกัน ไปสู่การมองภาพรวมของพอร์ตผ่านปัจจัยความเสี่ยง หรือ Risk Factors เช่น การเติบโตทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อให้สามารถปรับมุมมองและการจัดสรรเงินลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ได้มากขึ้น

 
“เราไม่ได้มองแยกเป็นสินทรัพย์ แต่เรามองทุกอย่างเป็น Portfolio และเป้าหมายรวมคือรักษาเงินต้นและทำให้ชนะเงินเฟ้อ” ดร.ศรพล กล่าว
 
โดยปัจจุบัน กบข. ได้เริ่มดำเนินการในแนวทาง Hybrid TPA แล้ว และอยู่ระหว่างศึกษารูปแบบการบริหารพอร์ตขั้นสูงของกองทุนบำนาญในต่างประเทศ อาทิ นอร์เวย์ สิงคโปร์ แคนาดา สหรัฐฯ ออสเตรเลีย เดนมาร์ก และนิวซีแลนด์ เพื่อศึกษาแนวทางการวัดผล การบริหารความเสี่ยง การจัดสรรเงินลงทุน และการสร้างวัฒนธรรมของทีมลงทุนให้สามารถบริหารพอร์ตได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น

ทั้งนี้ ดร.ศรพล ระบุว่า เป้าหมายสำคัญของการบริหารเงินลงทุนเพื่อการเกษียณยังคงเป็นการรักษาเงินต้นและสร้างผลตอบแทนให้สามารถชนะเงินเฟ้อได้ราว 2% ต่อปี โดยมองว่าเป้าหมายดังกล่าวยังมีความสำคัญ แม้ในภาวะที่ตลาดการเงินมีความผันผวนและความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์เปลี่ยนแปลงไป เพราะเงินของสมาชิกเป็นเงินที่ต้องลงทุนในระยะยาวเพื่อรองรับชีวิตหลังเกษียณ

ขณะเดียวกัน กบข. ยังคงให้ความสำคัญกับการลงทุนอย่างยั่งยืน หรือ ESG โดยมองว่า ESG ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของภาพลักษณ์องค์กร แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความเสี่ยงของการลงทุนในระยะยาว โดยเฉพาะประเด็นด้านธรรมาภิบาล สิ่งแวดล้อม และสิทธิมนุษยชน ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจและผลตอบแทนของบริษัทในอนาคต

ปัจจุบัน กบข. ลงทุนในตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน ทั้ง Sustain Bond, Social Bond, Climate Bond และ Sustainability-Linked Bond รวมมูลค่าเกือบ 1 แสนล้านบาท และมีประวัติการเข้าไปพูดคุยเชิงรุกกับบริษัทจดทะเบียน 10 บริษัทใน 6 หมวดธุรกิจ คิดเป็นประมาณ 22–24% ของพอร์ตการลงทุน เพื่อผลักดันประเด็น Net Zero, Human Rights Due Diligence และธรรมาภิบาลที่ดีขึ้น

 
ในด้านองค์กร กบข. เตรียมเดินหน้าสู่การเป็น Data & AI Organization โดยมองว่าฐานข้อมูลเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการนำ AI มาใช้ ทั้งในด้านการลงทุน การประเมินความเสี่ยง การวิเคราะห์บทวิเคราะห์ทางการเงินจำนวนมาก รวมถึงการให้บริการสมาชิก

อย่างไรก็ตาม ดร.ศรพล ย้ำว่าการใช้ AI ต้องมาพร้อมกับ Governance และ Compliance โดยต้องมีการควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล ป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล และกำหนดแนวทางการใช้ AI อย่างเหมาะสม โดย กบข. ต้องการนำ AI มาใช้กับงานที่สร้างประโยชน์จริง เช่น การติดตามพอร์ตแบบ Real-time การประเมินความเสี่ยง และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจสมาชิกแต่ละกลุ่ม โดย กบข. ได้ศึกษารูปแบบการใช้ AI ของกองทุนบำนาญต่างประเทศ เช่น AustralianSuper ซึ่งสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมสมาชิกในระดับรายบุคคลและส่งคำแนะนำเฉพาะบุคคล หรือ Personalized Nudge เช่น เมื่อสมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น ระบบอาจแนะนำให้พิจารณาเพิ่มการออม

 
สำหรับผลการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2569 แผนการลงทุนพื้นฐานทั่วไปมีผลตอบแทน 8.08% ขณะที่แผนการลงทุนตามหลักชะรีอะฮ์อยู่ที่ 20.41% แผนหุ้นต่างประเทศ 24.19% และแผนหุ้นไทย 34.69% โดย ดร.ศรพล มองว่าปีนี้ถือเป็นปีที่ผลการลงทุนค่อนข้างดี แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากราคาสินทรัพย์กลุ่ม AI Semiconductor โดยเฉพาะกลุ่มหน่วยความจำ รวมถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว นโยบายภาษีการค้า และการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ

สำหรับการลงทุนในหุ้นไทย ดร.ศรพล มองว่ายังมีโอกาสเติบโตต่อ โดยให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานและผลประกอบการของบริษัท รวมถึงสัญญาณการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัว โดยระบุว่า GDP ไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 1.9% แต่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวถึง 14% ซึ่งสะท้อนว่าภาคธุรกิจเริ่มมีความสนใจในการลงทุนใน New S-Curve และธุรกิจรูปแบบใหม่มากขึ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับสมาชิก กบข. ยังควรยึดหลักการกระจาย การลงทุนและมองการลงทุนในระยะยาวเป็นสำคัญ

ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงอย่างทองคำ ดร.ศรพล แนะนำให้สมาชิกมองทองคำเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ต ไม่ควรกระจุกเงินลงทุนไว้ในสินทรัพย์เดียว เนื่องจากทองคำไม่มีดอกเบี้ยหรือกระแสกำไรจากธุรกิจรองรับเหมือนสินทรัพย์บางประเภท จึงมีโอกาสเกิดความผันผวนได้สูง

ขณะเดียวกัน กบข. ยังต้องการสื่อสารให้สมาชิกเข้าใจว่าการปรับเปลี่ยนแผนลงทุนบ่อยครั้งไม่ได้หมายความว่าจะได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้นเสมอไป โดยสมาชิก กบข. มีการปรับเปลี่ยนแผนเฉลี่ยประมาณ 3–4 ครั้งต่อปี แต่ความเหมาะสมของจำนวนครั้งขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

สำหรับสมาชิกที่ไม่ต้องการติดตามตลาดอย่างใกล้ชิด กบข. มีแผน Life Path ซึ่งจะปรับสัดส่วนการลงทุนตามช่วงอายุ โดยสมาชิกอายุน้อยจะมีสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อสร้างโอกาสเติบโตสูงกว่า และเมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ระบบจะทยอยลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อรักษาเงินออมก่อนเข้าสู่วัยเกษียณ

ดร.ศรพล กล่าวว่า แม้สมาชิกบางกลุ่มจะมีการปรับพอร์ตบ่อย แต่การลงทุนเพื่อเกษียณควรเน้นการลงทุนระยะยาวและรักษาวินัย เพราะการพยายามจับจังหวะตลาดผิดพลาดอาจทำให้พลาดวันที่ตลาดปรับตัวดีที่สุด ซึ่งส่งผลต่อผลตอบแทนสะสมในระยะยาว

ท้ายที่สุด กบข. ตั้งเป้าขับเคลื่อนองค์กรผ่าน 3 กลยุทธ์หลักด้านสมาชิก ได้แก่ การให้บริการแบบ Personalize การผลักดันให้สมาชิกสามารถออมต่อได้ และการสร้างองค์ความรู้ด้านการบริหารเงินหลังเกษียณผ่าน Retirement Academy ควบคู่กับการยกระดับการลงทุนด้วย Hybrid TPA การลงทุนอย่างยั่งยืนตามหลัก ESG และการพัฒนาองค์กรด้วย Data & AI

 
“กบข. จะเป็นมากกว่าผู้บริหารเงินออมเพื่อการเกษียณ แต่จะเป็นสถาบันหลักด้านความมั่นคงทางการเงินระยะยาวของสมาชิกและประเทศ” ดร.ศรพล กล่าวทิ้งท้าย
 
ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญในระยะต่อไปคือการทำให้ กบข. เข้าใจสมาชิกแต่ละคนมากขึ้น ใช้ข้อมูลเพื่อออกแบบบริการที่เหมาะสม ยกระดับการบริหารพอร์ตให้รองรับความผันผวนของโลก และทำให้เงินออมของข้าราชการไม่เพียงสร้างความมั่นคงในวัยเกษียณ แต่ยังสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนอีกด้วย

 

LastUpdate 27/08/2569 21:57:29 โดย : Admin
28-08-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (27 ส.ค.69) ลบ 1.22 จุด ดัชนี 1,600.70 จุด

2. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (27 ส.ค.69) บวก 7.11 จุด ดัชนี 1,609.03 จุด

3. MTS Gold คาดราคาทองคำอยู่ในช่วง พักฐานระยะสั้นในกรอบแนวโน้มขาขึ้น หลังแรงขายทำกำไรส่งผลให้ราคาหลุด 4,600 เหรียญ ชั่วคราวก่อนฟื้นกลับขึ้นมา

4. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (26 ส.ค.69) ลบ 41.20 ดอลลาร์ กังวลเงินเฟ้อสูงหนุนเฟดขึ้นดอกเบี้ย

5. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (27 ส.ค. 69) บวก 9.62 จุด ดัชนี 1,611.54 จุด

6. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (26 ส.ค.69) ลบ 113.52 จุด กังวลเงินเฟ้อสูงกว่าคาด จับตางบ Nvidia

7. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.70 - 32.95 บาท/ดอลลาร์

8. พยากรณ์อากาศวันนี้ (27 ส.ค.69) มรสุมกำลังค่อนข้างแรงพัดปกคลุมประเทศไทย ส่งผล "กรุงเทพปริมณฑล-ภาคเหนือ-ภาคกลาง-ภาคตะวันออก" ฝนฟ้าคะนอง 60% ภาคอีสาน-ภาคใต้ ฝั่ง ตต. 40% ภาคใต้ ฝั่ง ตอ. 30%

9. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (27 ส.ค.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 32.80 บาทต่อดอลลาร์

10. ประกาศ กปน.: ด่วน!!! คืนวันพรุ่งนี้ 27 ส.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนเลี่ยงเมืองนนทบุรี

11. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (26 ส.ค.69) บวก 5.91 จุด ดัชนี 1,601.92 จุด

12. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (25 ส.ค.69) บวก 160.24 จุด รับบอนด์ยีลด์-น้ำมันชะลอตัว จับตาผลประกอบการ Nvidia

13. MTS Gold คาดราคาทองคำเผชิญแรงขายทำกำไรหลังทดสอบ 4,700 เหรียญ แต่การปรับลงยังจำกัด โดยเช้านี้เคลื่อนไหวบริเวณ 4,650 เหรียญ

14. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (25 ส.ค.69) ลบ 3.30 ดอลลาร์ จับตาดัชนี PCE-ถ้อยแถลงประธานเฟดที่แจ็กสันโฮล

15. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (26 ส.ค.69) บวก 12.36 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,608.37 จุด

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ August 28, 2026, 4:41 am