ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยภายหลังเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการ กบข. คนที่ 8 ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ถึงทิศทางการขับเคลื่อนองค์กรภายใต้วิสัยทัศน์ "สร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับข้าราชการไทยและประเทศชาติ" โดยมุ่งยกระดับการลงทุนอย่างมืออาชีพ ดูแลสมาชิกด้วยความเข้าใจ และใช้บทบาทของ กบข. เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน โดยยกระดับการลงทุนด้วย Hybrid Total Portfolio Approach (TPA) ใช้ Data และ AI วิเคราะห์สมาชิกแบบรายบุคคล เตรียมผลักดันแก้กฎหมายเปิดทางนำเงินบำนาญกลับมาออมต่อ รวมถึงจัดตั้ง Retirement Academy หลังพบข้าราชการเกษียณมีเงินก้อนเฉลี่ย 1-1.5 ล้านบาท ขณะที่หนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 1.8 ล้านบาท
ดร.ศรพล กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของ กบข. คือการทำให้สมาชิกซึ่งเป็นข้าราชการ 14 ประเภทมีความมั่นคงทางการเงินในวัยเกษียณ แต่ความมั่นคงดังกล่าวไม่ได้หมายถึงเรื่องเงินเพียงอย่างเดียว เพราะยังครอบคลุมถึงคุณภาพชีวิตและสุขภาพด้วย โดย กบข. ต้องการพัฒนาองค์กรให้มีความพร้อมต่ออนาคต หรือ Future Ready ทั้งด้านบุคลากร ข้อมูล เทคโนโลยี และการบริหารจัดการ
สำหรับสถานการณ์ของสมาชิกในปัจจุบัน ข้อมูลปี 2569 พบว่าในช่วงปลายเดือนกันยายนจะมีข้าราชการเกษียณประมาณ 20,000 คน ขณะที่เงินที่สมาชิกได้รับจากการออมและการลงทุนผ่าน กบข. เมื่อเกษียณอายุเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1–1.5 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับภาระหนี้เฉลี่ยของข้าราชการที่อยู่ราว 1.8 ล้านบาท สะท้อนว่าการได้รับเงินก้อนเมื่อเกษียณอาจถูกนำไปชำระหนี้เป็นส่วนใหญ่ และทำให้สมาชิกจำนวนหนึ่งเหลือเงินสำหรับใช้ชีวิตหลังเกษียณไม่มากนัก
ขณะเดียวกัน กบข. ยังใช้เกณฑ์ P75 เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดเพื่อประเมินความเพียงพอทางการเงินหลังเกษียณ โดยระดับดังกล่าวสะท้อนฐานะการเงินที่อยู่ในเกณฑ์ดี และมีเงินสำหรับใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 37,000 บาทต่อเดือน ซึ่งสามารถรองรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รวมถึงกิจกรรมด้านคุณภาพชีวิตได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลสมาชิกที่เกษียณพบว่า มากกว่าครึ่งยังมีภาระหนี้สิน สะท้อนว่าความมั่นคงหลังเกษียณไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินก้อนที่ได้รับเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาฐานะการเงินโดยรวมของแต่ละบุคคลด้วย
ดร.ศรพล ระบุว่า ประเด็นดังกล่าวทำให้การสร้างความมั่นคงหลังเกษียณจำเป็นต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนเกษียณ ทั้งการออมให้เร็ว ออมให้เพียงพอ เลือกแผนการลงทุนที่เหมาะสม และออมต่อหลังเกษียณ โดย กบข. ต้องการขยับบทบาทจากการเป็นเพียงผู้บริหารเงินออมไปสู่การเป็นสถาบันที่ช่วยดูแลความมั่นคงทางการเงินระยะยาวของสมาชิก
หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการนำข้อมูลมาใช้เพื่อให้บริการสมาชิกแบบ Personalize โดย กบข. อยู่ระหว่างหารือกับหน่วยงานพันธมิตร ทั้งกระทรวงการคลัง บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือเครดิตบูโร กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้อง
ดร.ศรพล อธิบายว่า ปัจจุบัน กบข. เห็นข้อมูลเฉพาะเงินออมที่สมาชิกมีอยู่ในกองทุน แต่ยังไม่เห็นภาพรวมสินทรัพย์ หนี้สิน รายได้ และรายจ่ายทั้งหมดของสมาชิก หากสามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้ภายใต้ความยินยอมของสมาชิก จะทำให้สามารถจัดทำภาพรวมฐานะการเงิน หรือ Balance Sheet ของสมาชิกแต่ละรายได้ และนำไปสู่คำแนะนำที่ตรงกับสถานการณ์จริงมากขึ้น ซึ่งแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับผลการศึกษาที่ กบข. ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยนำข้อมูลพฤติกรรมการออมและการลงทุนย้อนหลัง 3 ปีของสมาชิกประมาณ 1.2 ล้านราย มาวิเคราะห์ด้วย Machine Learning และเครื่องมือด้าน Data Science ก่อนแบ่งสมาชิกออกเป็น 5 กลุ่มตามพฤติกรรมและระดับความเสี่ยง เพื่อให้การสื่อสารและการให้บริการมีความเหมาะสมกับแต่ละกลุ่มมากขึ้น
กลุ่มแรกคือ Starter มีอายุเฉลี่ยประมาณ 33 ปี จำนวนราว 460,000 ราย หรือเกือบครึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมด เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำและอยู่ในแผนพื้นฐาน ขณะที่กลุ่มที่สองมีสัดส่วนประมาณ 23% อายุเฉลี่ย 38 ปี มีการออมสม่ำเสมอมากขึ้น แต่ยังไม่ได้เลือกแผนที่เหมาะสมกับตัวเอง ส่วนกลุ่ม Explorer เป็น กลุ่มที่รับความเสี่ยงได้มากขึ้นและมีความสนใจเรียนรู้ผ่าน E-Learning รวมถึงเครื่องมือคำนวณแผนลงทุนของ กบข.
นอกจากนี้ยังมีกลุ่ม Planner ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความรู้และติดตามการลงทุนอย่างใกล้ชิด สามารถวิเคราะห์ข้อมูลและปรับเปลี่ยนแผนได้บ่อย แต่มีสัดส่วนเพียงประมาณ 3% ของสมาชิกทั้งหมด ขณะที่กลุ่มสุดท้ายซึ่ง ดร.ศรพล เรียกว่า “กลุ่มพ่อตา” มีสัดส่วนประมาณ 28% เป็นกลุ่มที่รู้จักและเชื่อมั่นใน กบข. มีเงินออมและอายุค่อนข้างสูง แต่ยังเลือกแผนการลงทุนแบบ Super Conservative
ดร.ศรพล กล่าวว่า ความแตกต่างของพฤติกรรมสมาชิกแต่ละกลุ่มสะท้อนว่า กบข. ไม่สามารถใช้วิธีสื่อสารแบบเดียวกับสมาชิกทั้งหมดได้ โดยบางกลุ่มอาจตอบรับ E-Learning ขณะที่บางกลุ่มอาจเหมาะกับการทดลองใช้เครื่องมือคำนวณหรือการสื่อสารผ่านช่องทางอื่น ดังนั้น กบข. จึงต้องนำข้อมูลมาใช้เพื่อออกแบบบริการให้ตรงกับพฤติกรรมของสมาชิกมากขึ้น ตัวอย่างเช่น สมาชิกสองคนอาจมีเงินออมใน กบข. เท่ากัน แต่คนหนึ่งไม่มีหนี้ ขณะที่อีกคนมีภาระหนี้จำนวนมาก คำแนะนำด้านการลงทุนย่อมไม่ควรเหมือนกัน โดยสมาชิกที่มีหนี้สูงอาจต้องให้ความสำคัญกับการจัดการหนี้ก่อน ขณะที่ผู้ที่ควบคุมภาระหนี้ได้แล้วอาจสามารถเพิ่มการลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาวได้
กบข. ยังมีแผนผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อเปิดทางให้ผู้เกษียณสามารถนำเงินบำนาญหรือเงินก้อนบางส่วนกลับมาออมต่อกับ กบข. ได้ เนื่องจากปัจจุบันอดีตสมาชิกที่รับเงินก้อนออกไปแล้วไม่สามารถนำเงินดังกล่าวกลับเข้ามาออมกับ กบข. ได้ โดย ดร.ศรพล มองว่าการเปิดทางดังกล่าวจะตอบโจทย์สมาชิกที่มีความต้องการออมต่อ และช่วยลดความเสี่ยงจากการนำเงินก้อนหลังเกษียณไปลงทุนกับผลิตภัณฑ์หรือบุคคลที่อาจเป็นมิจฉาชีพ
นอกจากนี้ กบข. ยังเตรียมพัฒนาองค์ความรู้ด้านการบริหารเงินหลังเกษียณผ่านแนวคิด Retirement Academy เพื่อให้สมาชิกได้เรียนรู้เพียงวิธีออมก่อนเกษียณ และยังเข้าใจด้วยว่าเมื่อเกษียณแล้วควรบริหารเงินอย่างไร ใช้จ่ายในระดับใด ควรแบ่งเงินสำหรับการใช้ชีวิต สุขภาพ การออม หรือการช่วยเหลือครอบครัวอย่างไร เพื่อให้เงินที่มีอยู่สามารถรองรับชีวิตหลังเกษียณได้นานที่สุด
อีกประเด็นที่ กบข. ให้ความสำคัญคือการยกระดับกระบวนการลงทุน เนื่องจากสภาพตลาดโลกในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ กำแพงภาษี เงินเฟ้อ ทิศทางดอกเบี้ย และความผันผวนของราคาสินทรัพย์ ทำให้การกระจายการลงทุนแบบดั้งเดิมอาจไม่สามารถลดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกช่วงเวลา
กบข. จึงเริ่มนำแนวคิด Hybrid Total Portfolio Approach (Hybrid TPA) มาใช้ โดยเปลี่ยนจากการมองสินทรัพย์แต่ละประเภทแยกออกจากกัน ไปสู่การมองภาพรวมของพอร์ตผ่านปัจจัยความเสี่ยง หรือ Risk Factors เช่น การเติบโตทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อให้สามารถปรับมุมมองและการจัดสรรเงินลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ได้มากขึ้น
“เราไม่ได้มองแยกเป็นสินทรัพย์ แต่เรามองทุกอย่างเป็น Portfolio และเป้าหมายรวมคือรักษาเงินต้นและทำให้ชนะเงินเฟ้อ” ดร.ศรพล กล่าว
โดยปัจจุบัน กบข. ได้เริ่มดำเนินการในแนวทาง Hybrid TPA แล้ว และอยู่ระหว่างศึกษารูปแบบการบริหารพอร์ตขั้นสูงของกองทุนบำนาญในต่างประเทศ อาทิ นอร์เวย์ สิงคโปร์ แคนาดา สหรัฐฯ ออสเตรเลีย เดนมาร์ก และนิวซีแลนด์ เพื่อศึกษาแนวทางการวัดผล การบริหารความเสี่ยง การจัดสรรเงินลงทุน และการสร้างวัฒนธรรมของทีมลงทุนให้สามารถบริหารพอร์ตได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น
ทั้งนี้ ดร.ศรพล ระบุว่า เป้าหมายสำคัญของการบริหารเงินลงทุนเพื่อการเกษียณยังคงเป็นการรักษาเงินต้นและสร้างผลตอบแทนให้สามารถชนะเงินเฟ้อได้ราว 2% ต่อปี โดยมองว่าเป้าหมายดังกล่าวยังมีความสำคัญ แม้ในภาวะที่ตลาดการเงินมีความผันผวนและความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์เปลี่ยนแปลงไป เพราะเงินของสมาชิกเป็นเงินที่ต้องลงทุนในระยะยาวเพื่อรองรับชีวิตหลังเกษียณ
ขณะเดียวกัน กบข. ยังคงให้ความสำคัญกับการลงทุนอย่างยั่งยืน หรือ ESG โดยมองว่า ESG ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของภาพลักษณ์องค์กร แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความเสี่ยงของการลงทุนในระยะยาว โดยเฉพาะประเด็นด้านธรรมาภิบาล สิ่งแวดล้อม และสิทธิมนุษยชน ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจและผลตอบแทนของบริษัทในอนาคต
ปัจจุบัน กบข. ลงทุนในตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน ทั้ง Sustain Bond, Social Bond, Climate Bond และ Sustainability-Linked Bond รวมมูลค่าเกือบ 1 แสนล้านบาท และมีประวัติการเข้าไปพูดคุยเชิงรุกกับบริษัทจดทะเบียน 10 บริษัทใน 6 หมวดธุรกิจ คิดเป็นประมาณ 22–24% ของพอร์ตการลงทุน เพื่อผลักดันประเด็น Net Zero, Human Rights Due Diligence และธรรมาภิบาลที่ดีขึ้น
ในด้านองค์กร กบข. เตรียมเดินหน้าสู่การเป็น Data & AI Organization โดยมองว่าฐานข้อมูลเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการนำ AI มาใช้ ทั้งในด้านการลงทุน การประเมินความเสี่ยง การวิเคราะห์บทวิเคราะห์ทางการเงินจำนวนมาก รวมถึงการให้บริการสมาชิก
อย่างไรก็ตาม ดร.ศรพล ย้ำว่าการใช้ AI ต้องมาพร้อมกับ Governance และ Compliance โดยต้องมีการควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล ป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล และกำหนดแนวทางการใช้ AI อย่างเหมาะสม โดย กบข. ต้องการนำ AI มาใช้กับงานที่สร้างประโยชน์จริง เช่น การติดตามพอร์ตแบบ Real-time การประเมินความเสี่ยง และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจสมาชิกแต่ละกลุ่ม โดย กบข. ได้ศึกษารูปแบบการใช้ AI ของกองทุนบำนาญต่างประเทศ เช่น AustralianSuper ซึ่งสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมสมาชิกในระดับรายบุคคลและส่งคำแนะนำเฉพาะบุคคล หรือ Personalized Nudge เช่น เมื่อสมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น ระบบอาจแนะนำให้พิจารณาเพิ่มการออม

สำหรับผลการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2569 แผนการลงทุนพื้นฐานทั่วไปมีผลตอบแทน 8.08% ขณะที่แผนการลงทุนตามหลักชะรีอะฮ์อยู่ที่ 20.41% แผนหุ้นต่างประเทศ 24.19% และแผนหุ้นไทย 34.69% โดย ดร.ศรพล มองว่าปีนี้ถือเป็นปีที่ผลการลงทุนค่อนข้างดี แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากราคาสินทรัพย์กลุ่ม AI Semiconductor โดยเฉพาะกลุ่มหน่วยความจำ รวมถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว นโยบายภาษีการค้า และการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ
สำหรับการลงทุนในหุ้นไทย ดร.ศรพล มองว่ายังมีโอกาสเติบโตต่อ โดยให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานและผลประกอบการของบริษัท รวมถึงสัญญาณการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัว โดยระบุว่า GDP ไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 1.9% แต่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวถึง 14% ซึ่งสะท้อนว่าภาคธุรกิจเริ่มมีความสนใจในการลงทุนใน New S-Curve และธุรกิจรูปแบบใหม่มากขึ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับสมาชิก กบข. ยังควรยึดหลักการกระจาย การลงทุนและมองการลงทุนในระยะยาวเป็นสำคัญ
ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงอย่างทองคำ ดร.ศรพล แนะนำให้สมาชิกมองทองคำเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ต ไม่ควรกระจุกเงินลงทุนไว้ในสินทรัพย์เดียว เนื่องจากทองคำไม่มีดอกเบี้ยหรือกระแสกำไรจากธุรกิจรองรับเหมือนสินทรัพย์บางประเภท จึงมีโอกาสเกิดความผันผวนได้สูง
ขณะเดียวกัน กบข. ยังต้องการสื่อสารให้สมาชิกเข้าใจว่าการปรับเปลี่ยนแผนลงทุนบ่อยครั้งไม่ได้หมายความว่าจะได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้นเสมอไป โดยสมาชิก กบข. มีการปรับเปลี่ยนแผนเฉลี่ยประมาณ 3–4 ครั้งต่อปี แต่ความเหมาะสมของจำนวนครั้งขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
สำหรับสมาชิกที่ไม่ต้องการติดตามตลาดอย่างใกล้ชิด กบข. มีแผน Life Path ซึ่งจะปรับสัดส่วนการลงทุนตามช่วงอายุ โดยสมาชิกอายุน้อยจะมีสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อสร้างโอกาสเติบโตสูงกว่า และเมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ระบบจะทยอยลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อรักษาเงินออมก่อนเข้าสู่วัยเกษียณ
ดร.ศรพล กล่าวว่า แม้สมาชิกบางกลุ่มจะมีการปรับพอร์ตบ่อย แต่การลงทุนเพื่อเกษียณควรเน้นการลงทุนระยะยาวและรักษาวินัย เพราะการพยายามจับจังหวะตลาดผิดพลาดอาจทำให้พลาดวันที่ตลาดปรับตัวดีที่สุด ซึ่งส่งผลต่อผลตอบแทนสะสมในระยะยาว
ท้ายที่สุด กบข. ตั้งเป้าขับเคลื่อนองค์กรผ่าน 3 กลยุทธ์หลักด้านสมาชิก ได้แก่ การให้บริการแบบ Personalize การผลักดันให้สมาชิกสามารถออมต่อได้ และการสร้างองค์ความรู้ด้านการบริหารเงินหลังเกษียณผ่าน Retirement Academy ควบคู่กับการยกระดับการลงทุนด้วย Hybrid TPA การลงทุนอย่างยั่งยืนตามหลัก ESG และการพัฒนาองค์กรด้วย Data & AI
“กบข. จะเป็นมากกว่าผู้บริหารเงินออมเพื่อการเกษียณ แต่จะเป็นสถาบันหลักด้านความมั่นคงทางการเงินระยะยาวของสมาชิกและประเทศ” ดร.ศรพล กล่าวทิ้งท้าย
ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญในระยะต่อไปคือการทำให้ กบข. เข้าใจสมาชิกแต่ละคนมากขึ้น ใช้ข้อมูลเพื่อออกแบบบริการที่เหมาะสม ยกระดับการบริหารพอร์ตให้รองรับความผันผวนของโลก และทำให้เงินออมของข้าราชการไม่เพียงสร้างความมั่นคงในวัยเกษียณ แต่ยังสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนอีกด้วย
ข่าวเด่น