แบงก์-นอนแบงก์
SCB EIC วิเคราะห์ "ส่งออกโตดี แต่นำเข้ายังโตแรงกว่า ไทยยังขาดดุลการค้าสูง แม้ข้อมูล ก.ค. 2026 ปรับดีขึ้นต้องจับตาความเสี่ยงภาษีสหรัฐฯ เพิ่มเติม"


 
ภาพรวมส่งออกไทยเดือน ก.ค. 2026 ยังขยายตัวสูงต่อเนื่อง 

มูลค่าส่งออกเดือน ก.ค. อยู่ที่ 34,789.13 ล้านดอลลาร์สหรัฐเติบโตสูง 21.6% จาก 20.8% ในเดือนก่อน ขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ (SCB EIC ประเมิน 22.5% และค่ากลาง Reuters Poll 17.8%) มูลค่าส่งออกที่ปรับฤดูกาลแล้วขยายตัว 1.8%MOM_SA ภาพรวมมูลค่าส่งออกไทย 7 เดือนแรกของปี 2026 ขยายตัวสูง 18.2% (รูปที่ 1 และ 2)
 
ส่งออกเดือนนี้ได้แรงส่งต่อเนื่องจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และตลาดสหรัฐฯ 

1. การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูง 67.8% เร่งขึ้นจาก 66% ในเดือนก่อน สินค้ากลุ่มนี้ยังคงได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงแนวโน้มการลงทุนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และ Data center ที่ขยายตัวทั่วโลก สะท้อนจากการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ไป 14 ใน 15 คู่ค้าสำคัญยังคงขยายตัวดี ทั้งนี้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 14.5% หรือกว่า 2 ใน 3 ของการเติบโตส่งออกรวมที่เติบโต 21.6%

2. การส่งออกไปสหรัฐฯ ขยายตัวสูง 45.3% ต่อเนื่อง จาก 44.3% เดือนก่อน โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูงถึง 81.7% ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้ยังไม่ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม สำหรับสินค้ากลุ่มอื่น ๆ ขยายตัวสูงเช่นกันที่ 18.3% สะท้อนความต้องการสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ส่วนหนึ่งอาจเป็นการเร่งส่งออกสินค้าไทยไปตลาดสหรัฐฯ ท่ามกลางความไม่แน่นอนภาษีนำเข้าเพิ่มเติมภายใต้ Section 301 การส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ มีส่วนทำให้การส่งออกเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 10% 
 
 
 
มูลค่านำเข้าเดือนนี้ชะลอลงบ้าง แต่ยังโตสูงมาก

มูลค่านำเข้าเดือน ก.ค. อยู่ที่ 38,399.64 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 36.7% ชะลอจาก 50.3% ในเดือนก่อนและต่ำกว่าประมาณการ (SCB EIC ประเมิน 45.8% และค่ากลาง Reuters Poll 42.2%) ภาพรวมมูลค่านำเข้าไทยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2026 ขยายตัวสูง 37.8% (รูปที่ 3 และ 4)

การนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปและสินค้าทุนที่ขยายตัวสูง สอดคล้องกับข้อมูลส่งออกและลงทุนที่เร่งตัว ขณะที่การนำเข้าเชื้อเพลิงเร่งขึ้นในเดือนนี้

(1) สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปขยายตัวสูง 41.1% ชะลอลงจาก 71.2% แต่ยังสูงมาก การนำเข้าหมวดนี้มีส่วนให้การนำเข้าเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 18.1% เกือบครึ่งของอัตราการเติบโตมูลค่านำเข้ารวม 36.7% โดยการนำเข้าจากจีนและไต้หวันคิดเป็น 47.6% ของมูลค่านำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปของไทยทั้งหมดในเดือนนี้ ขณะที่สินค้าหลักได้แก่ อุปกรณ์ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัว 138.4% (CTG : 15.6%) โดยเฉพาะการนำเข้าแผงวงจรไฟฟ้าที่ขยายตัวสูง 161.9% (CTG : 14.1%) การนำเข้าสินค้าอุปกรณ์ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง สอดคล้องกับมูลค่าส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวสูงมากต่อเนื่องเช่นกัน 

(2) สินค้าทุนขยายตัว 39% ชะลอลงบ้างจาก 42.7% ในเดือนก่อน การนำเข้าหมวดนี้มีส่วนให้การนำเข้าเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 11.4% โดยการนำเข้าจากจีนคิดเป็น 55.1% ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าทุนทั้งหมดของไทยในเดือนนี้ ขณะที่สินค้าหลักได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สอดคล้องกับข้อมูลการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวสูงในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล เช่น Data center ขณะที่ไทยผลิตสินค้าทุนประเภทนี้ได้จำกัด 

(3) สินค้าเชื้อเพลิงขยายตัว 54.4% เร่งขึ้นจาก 39.5% ในเดือนก่อน การนำเข้าหมวดนี้มีส่วนให้การนำเข้าไทยเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น (CTG) 5.5%
ดุลการค้า (ระบบศุลกากร) เดือน ก.ค. นี้ขาดดุลต่อเนื่อง -3,610.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการขาดดุลน้อยสุดในรอบ 4 เดือน และดีกว่าที่ประเมินไว้ (SCB EIC ประเมิน -5,700 และค่ากลาง Reuters Poll -5,380) ในภาพรวมไทยขาดดุลการค้าสะสม 7 เดือนแรกของปีนี้ -35,354.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

SCB EIC ปรับประมาณการส่งออกและนำเข้าไทยปี 2026 เพิ่มเป็น 16% และ 28% ตามลำดับ แนวโน้มดุลการค้าจะขาดดุลสูงขึ้นในปีนี้
 
SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการมูลค่าส่งออกไทยปี 2026 เป็น 16%YoY (เดิมมอง 10%, ตัวเลขระบบดุลการชำระเงิน)  สอดคล้องกับข้อมูลส่งออกปัจจุบันที่ออกมาเติบโตสูง และมีแนวโน้มสูงต่อเนื่องในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ตามความต้องการและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั่วโลก ทั้ง Data center, Semiconductor และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สะท้อนจากมูลค่าส่งออกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของเกาหลีใต้ 25 วันแรกของเดือน ส.ค. ที่ขยายตัวสูงกว่า 122.8% อีกทั้งสินค้ากลุ่มนี้มีสหรัฐฯ เป็นตลาดหลัก ซึ่งยังไม่ถูกสหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีเพิ่มเติม
 
แม้ภาพแนวโน้มส่งออกไทยจะขยายตัวได้ดี แต่การเติบโตที่เห็นมีลักษณะ K-shaped กระจุกตัวสูงในบางกลุ่มสินค้าและตลาดหลัก โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และตลาดสหรัฐฯ ขณะที่สินค้าและตลาดอื่นขยายตัวค่อนข้างจำกัด สะท้อนว่าการเติบโตของภาคส่งออกยังไม่กระจายตัวในวงกว้าง (รูปที่ 6)

ประมาณการมูลค่านำเข้าปี 2026 มีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้นเช่นกันเป็น 28% (เดิมมอง 16.9%, ตัวเลขในระบบดุลการชำระเงิน) อัตราการเติบโตของนำเข้าไทยสูงกว่าส่งออกมาก โดยการนำเข้าในช่วง 7 เดือนแรกขยายตัวสูงถึง 37.8% ในช่วงที่เหลือของปีแม้มูลค่านำเข้าสินค้าพลังงานอาจมีแนวโน้มลดลงได้ หากสงครามในตะวันออกกลางคลี่คลายลง แต่ความไม่แน่นอนยังสูง สำหรับการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป และสินค้าทุนมีแนวโน้มขยายตัวสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้ดุลการค้า (ทั้งตัวเลขระบบดุลการชำระเงินและระบบศุลกากร) ปี 2026 มีแนวโน้มขาดดุลสูงกว่าปีก่อน 
 
หัวข้อพิเศษ The Great Transshipment Scam : ไทยถูกจัดอยู่ใน Tier 2 ในกรณี Transshipment เสี่ยงถูกสหรัฐฯ ตรวจสอบเข้มขึ้น
 
ในระยะข้างหน้า การส่งออกไทยยังเผชิญความเสี่ยงสูงจากมาตรการการค้าสหรัฐฯ เพิ่มเติม โดยเฉพาะการสอบสวนภายใต้ Section 301 กรณี Structural Excess Capacity ซึ่งในประเด็นนี้ไทยเป็นเพียง 1 ใน 16 ประเทศคู่ค้าสหรัฐฯ ที่ถูกสอบสวน (คาดว่าจะรู้ผลภายในเดือน ก.ย. 2026)
 
นอกจากนี้เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2026 สหรัฐฯ เผยแพร่รายงาน The Great Transshipment Scam เพื่อชี้ให้เห็นความเสี่ยงจากการลักลอบส่งผ่านสินค้า (Illegal Transshipment) เข้าประเทศสหรัฐฯ ผ่านประเทศที่สาม เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าและมาตรการการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าที่มีความเชื่อมโยงกับจีน (China-linked goods) ทั้งด้านแหล่งวัตถุดิบ ชิ้นส่วน ผู้ถือหุ้น กระบวนการผลิต หรือเส้นทางการค้า สหรัฐฯ พบว่าตั้งแต่เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนภายใต้ Section 301 ในปี 2018 สินค้าจีนบางส่วนมีแนวโน้มเปลี่ยนเส้นทางส่งผ่านประเทศที่สามมากขึ้น โดยอาจเป็นเพียงการประกอบขั้นปลาย บรรจุใหม่ เปลี่ยนฉลาก หรือแก้ไขเอกสารแหล่งกำเนิดสินค้า ก่อนส่งออกไปยังสหรัฐฯ รายงานฉบับนี้ได้ระบุจำนวนประเทศที่มีความเสี่ยง Transshipment Scam มากกว่า 40 ประเทศ แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
 
• Tier 1 : Diversified Scale Leaders ประเทศที่มีปริมาณส่งผ่านสินค้าที่เชื่อมโยงกับจีนในระดับสูง แต่มีฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่ใหญ่และหลากหลาย ได้แก่ แคนาดา สหภาพยุโรป อินเดีย อิสราเอล ญี่ปุ่น เม็กซิโก เกาหลีใต้ และไต้หวัน
 
• Tier 2 : Scale Leaders with Significant Economic Integration with China ประเทศที่มีปริมาณส่งผ่านสินค้าที่เชื่อมโยงกับจีนสูง และมีห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับจีนสูง ได้แก่ บราซิล อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย ตุรกี และเวียดนาม 
 
• Tier 3 : Small, Opportunistic Chinese Targets ประเทศที่มีปริมาณสินค้าส่งผ่านจากจีนค่อนข้างต่ำ 
แต่อาจมีข้อได้เปรียบพิเศษที่เป็นเป้าหมายให้จีนลักลอบส่งสินค้าไปยังสหรัฐฯ ได้ เช่น ต้นทุนแรงงาน 
เขตปลอดภาษี การบังคับใช้กฎหมายไม่เข้มงวด เช่น กัมพูชา ลาว เมียนมา ปานามา และจอร์แดน
 
SCB EIC มองว่าผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทยเสี่ยงเผชิญปัญหาการค้าขายในตลาดสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น เนื่องจากไทยถูกจัดอยู่ใน Tier 2 สะท้อนว่าสหรัฐฯ มองไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเชื่อมโยงกับ Supply chain จีนค่อนข้างสูงและมีศักยภาพในการรองรับสินค้าที่ส่งต่อไปยังตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าที่พึ่งพาวัตถุดิบจากจีนสูง ดังนั้นในระยะข้างหน้า ผู้ส่งออกไทยอาจเผชิญการตรวจสอบ Rule of Origin เส้นทางการค้า สัดส่วนวัตถุดิบจากจีน และกำลังการผลิตจริงในประเทศที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงมีความเสี่ยงที่จะถูกสอบสวนหรือใช้มาตรการทางการค้าเพิ่มเติม หากสหรัฐฯ เห็นว่าสินค้าส่งออกจากไทยมีลักษณะเป็นการเปลี่ยนแปลงแหล่งกำเนิด เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี มากกว่าการผลิตที่เกิดขึ้นจริงในไทย
 
รูปที่ 1 : มูลค่าส่งออกสินค้าไทย รายสินค้าและรายตลาดสำคัญ
 
 
ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์

รูปที่ 2 : สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังคงเป็นสินค้าส่งออกหลักในเดือน ก.ค. 2026 
 
 
ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์

รูปที่ 3 : มูลค่านำเข้าสินค้าของไทย รายสินค้าและรายตลาดสำคัญ 
 
 
ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์

รูปที่ 4 : สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป และสินค้าทุนเป็นสินค้านำเข้าหลักในเดือน ก.ค. 2026
 
 
ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์

รูปที่ 5 : ส่งออก 7 เดือนแรกของปี 2026 กระจุกตัวในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และตลาดสหรัฐฯ ขณะที่นำเข้ากระจุกตัวในสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป และสินค้าทุนจากจีนและไต้หวัน
 
 
ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์

รูปที่ 6 : ส่งออกไทยเติบโตแบบ K-Shape กระจุกตัวในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และตลาดสหรัฐฯ
 
 
ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์

บทวิเคราะห์โดย.. https://www.scbeic.com/th/detail/product/trade-270826 
 
ผู้เขียนบทวิเคราะห์
 
 
ภาวัต แสวงสัตย์ (pawat.sawaengsat@scb.co.th) นักเศรษฐศาสตร์
 
 
 
วิชาญ กุลาตี (vishal.gulati@scb.co.th) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส
 

 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 28 ส.ค. 2569 เวลา : 13:10:42
28-08-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (28 ส.ค.69) ลบ 11.62 จุด ดัชนี 1,589.08 จุด

2. พยากรณ์อากาศวันนี้ (28 ส.ค.69) ภาคเหนือ-ภาคตะวันออก ฝนฟ้าคะนอง 60% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคอีสาน-ภาคกลาง-ภาคใต้ ฝั่ง ตอ. 40% ภาคใต้ ฝั่ง ตต. 30%

3. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (27 ส.ค.69) บวก 105.56 จุด, Nasdaq พุ่งแรง รับผลประกอบการ Nvidia

4. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (27 ส.ค.69) บวก 10.70 เหรียญ รับดอลลาร์อ่อนค่า จับตาประธานเฟดแถลงที่แจ็กสันโฮล

5. ทองเปิดตลาดวันนี้ (28 ส.ค.69) ปรับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 72,200 บาท

6. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (28 ส.ค.69) ลบ 1.68 จุด ดัชนี 1,599.02 จุด

7. MTS Gold คาดราคาทองคำปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากแรงขายทำกำไร หลังราคาปรับขึ้นแรงกว่า 500 เหรียญ ส่งผลให้เช้านี้ราคาทองคำอ่อนตัวลงมาเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับ 4,600 เหรียญ

8. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.75-33.00 บาท/ดอลลาร์

9. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (28 ส.ค.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 32.90 บาทต่อดอลลาร์

10. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (27 ส.ค.69) ลบ 1.22 จุด ดัชนี 1,600.70 จุด

11. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (27 ส.ค.69) บวก 7.11 จุด ดัชนี 1,609.03 จุด

12. MTS Gold คาดราคาทองคำอยู่ในช่วง พักฐานระยะสั้นในกรอบแนวโน้มขาขึ้น หลังแรงขายทำกำไรส่งผลให้ราคาหลุด 4,600 เหรียญ ชั่วคราวก่อนฟื้นกลับขึ้นมา

13. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (26 ส.ค.69) ลบ 41.20 ดอลลาร์ กังวลเงินเฟ้อสูงหนุนเฟดขึ้นดอกเบี้ย

14. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (27 ส.ค. 69) บวก 9.62 จุด ดัชนี 1,611.54 จุด

15. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (26 ส.ค.69) ลบ 113.52 จุด กังวลเงินเฟ้อสูงกว่าคาด จับตางบ Nvidia

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ August 28, 2026, 3:12 pm