เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Special Report : GDP ไทยโตไม่ถึง 2% แต่ทำไม "New Economy" กำลังมา เมื่อการลงทุนเอกชนโต 13.4% สูงสุดในรอบ 11 ปี


 

           By วิภาดา จิณณวาโส
 
หากมองเศรษฐกิจไทยผ่านตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว ภาพที่เห็นในขณะนี้อาจยังไม่ใช่ภาพของเศรษฐกิจที่กำลังแข็งแรงขึ้นอย่างชัดเจน เพราะ GDP ไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัว 1.9% ชะลอลงจากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 2.8% และยังเป็นอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพของเศรษฐกิจไทยในอดีต

แต่ภายใต้ตัวเลข 1.9% กลับมีสัญญาณอีกด้านที่น่าสนใจซ่อนอยู่ นั่นคือ การลงทุนภาคเอกชนในไตรมาส 2 ขยายตัวถึง 13.4% สูงที่สุดในรอบ 11 ปี ขณะที่การส่งออกสินค้าและบริการขยายตัว 12.5% สะท้อนว่า แม้เครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิมอย่างการบริโภคภายในประเทศกำลังเผชิญแรงกดดัน แต่เครื่องยนต์ชุดใหม่กำลังเริ่มเร่งตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตรงนี้จึงเป็นเหตุผลที่กระทรวงการคลังมองว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ New Economy และคำพูดดังกล่าวน่าสนใจมากกว่าการเป็นเพียงคำเรียกเศรษฐกิจยุคใหม่ เพราะตัวเลขการลงทุนกำลังบอกว่าโครงสร้างเศรษฐกิจบางส่วนของไทยอาจกำลังเปลี่ยนไปจริง

การเติบโตของ GDP ที่ 1.9% ในไตรมาส 2 ของปี 2569 นี้ ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจทุกภาคส่วนกำลังชะลอตัวลงพร้อมกัน เพราะเมื่อแยกองค์ประกอบออกมาจะเห็นภาพที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวเพียง 1.9% ลดลงจาก 3.3% ในไตรมาสแรก ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนกลับเร่งขึ้นถึง 13.4% และถือเป็นการขยายตัวระดับเลขสองหลักต่อเนื่องจากไตรมาสแรกที่โต 10.1% โดยการลงทุนจริงของภาคเอกชนในไตรมาส 2 อยู่ที่ประมาณ 2.55 แสนล้านบาท ส่วนหนึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการ Thailand Fast Plus ของ BOI

ความแตกต่างนี้กำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย กล่าวคือ ในวันที่กำลังซื้อภายในประเทศยังไม่แข็งแรงพอ เศรษฐกิจกลับเริ่มมีแรงส่งจากการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตมากขึ้น เงินที่กำลังถูกนำไปลงทุนจึงไม่ได้มีความหมายเพียงว่า “มีเงินเข้าประเทศ” แต่กำลังสร้างโรงงาน เครื่องจักร ระบบพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานที่จะกลายเป็นกำลังการผลิตของไทยในอนาคต จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมตัวเลขการลงทุนจึงอาจสำคัญกว่าตัวเลข GDP ระยะสั้นในบางแง่มุม เพราะ GDP บอกว่าเศรษฐกิจผลิตได้เท่าไรในวันนี้ ขณะที่การลงทุนกำลังบอกว่าเศรษฐกิจกำลังเตรียมความสามารถในการผลิตอะไรในวันข้างหน้า

ขณะเดียวกัน การเติบโตของเครื่องยนต์ใหม่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกับแรงกดดันที่ทำให้ข้อจำกัดของเศรษฐกิจแบบเดิมชัดเจนขึ้น ความขัดแย้งในตะวันออกกลางตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคมส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยผ่านราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง และราคาสินค้า ทำให้อัตราเงินเฟ้อในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.7% จากติดลบ 0.5% ในไตรมาสแรก ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลงเหลือ 1.9%

ปัญหาจึงไม่ได้จบอยู่ที่ราคาน้ำมันแพงขึ้น เพราะประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในระดับสูง เมื่อราคาพลังงานโลกเพิ่มขึ้น ต้นทุนก็ถูกส่งต่อเป็นทอด ๆ ตั้งแต่การผลิต การขนส่ง ราคาสินค้า ไปจนถึงค่าครองชีพของประชาชน ภาพนี้สะท้อนผ่านดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส 2 ที่กลับมาขาดดุลประมาณ 1.76 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 6 แสนล้านบาท จากไตรมาสแรกที่ยังเกินดุลประมาณ 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ดังนั้นโจทย์เรื่องพลังงานจึงไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือการลดคาร์บอนอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยตรง เพราะยิ่งประเทศต้องนำเข้าพลังงานมากเท่าไร เศรษฐกิจก็ยิ่งอ่อนไหวต่อสงครามและความผันผวนของราคาพลังงานโลกมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ การลงทุนด้าน Solar Rooftop ระบบโครงข่ายไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ภายใต้โครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานวงเงิน 2 แสนล้านบาท ภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน จึงมีความหมายมากกว่าการสนับสนุนพลังงานสะอาด เพราะหากทำได้จริง เงินลงทุนเหล่านี้จะช่วยสร้างสินทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐานที่ลดความเสี่ยงจากการนำเข้าพลังงานในอนาคต พร้อมสร้างระบบที่รองรับอุตสาหกรรมใหม่ไปพร้อมกัน

และเมื่อมองไปที่อุตสาหกรรมที่กำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุน ภาพของ New Economy ก็เริ่มชัดขึ้นมากกว่าการพูดถึง EV เพียงอย่างเดียว เพราะปัจจุบันเงินลงทุนกำลังมุ่งเข้าสู่ Semiconductor, แผ่นวงจรพิมพ์ หรือ PCB, AI, ระบบอัตโนมัติ, Data Center, EV, Green Energy ไปจนถึง Biotech และสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาค อุตสาหกรรมเหล่านี้มีความสำคัญเพราะเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่เศรษฐกิจโลกที่กำลังเติบโตตามกระแส Digitalization, AI และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และที่สำคัญ หลายอุตสาหกรรมไม่ได้แยกขาดออกจากกัน แต่สามารถเชื่อมต่อเป็นระบบเดียวกันได้

ตัวอย่างเช่น การขยายตัวของ AI ทำให้ความต้องการ Data Center เพิ่มขึ้น Data Center ต้องการไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพสูง จึงเกิดความต้องการระบบไฟฟ้าและพลังงานสะอาด ขณะเดียวกันการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และระบบอัตโนมัติก็สร้างความต้องการชิ้นส่วนและผู้ผลิตใน Supply Chain เพิ่มขึ้น เมื่อทุกส่วนเชื่อมต่อกัน การลงทุนในอุตสาหกรรมหนึ่งจึงสามารถสร้างความต้องการไปยังอุตสาหกรรมอื่นต่อเนื่องกันเป็นทอด ๆ

ดังนั้น New Economy จึงไม่ได้หมายถึงการมีบริษัทเทคโนโลยีเข้ามาตั้งโรงงานไม่กี่แห่ง แต่หมายถึงการสร้างระบบเศรษฐกิจชุดใหม่ที่เชื่อมโยงตั้งแต่พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน การผลิต เทคโนโลยี ไปจนถึงการส่งออก และตัวเลขการส่งออกสินค้าและบริการที่ขยายตัว 12.5% ในไตรมาส 2 โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ก็เริ่มทำให้เห็นภาพการเชื่อมต่อดังกล่าวชัดขึ้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือไม่ควรคาดหวังว่าเงินลงทุนที่เข้ามาในวันนี้จะทำให้ GDP กระโดดขึ้นทันที เพราะการลงทุนขนาดใหญ่ต้องใช้เวลา นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ มองว่า เม็ดเงิน FDI ที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปัจจุบันจะเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมในอีก 3-5 ปี เนื่องจากการสร้างโรงงาน การขยาย Supply Chain และการเพิ่มกำลังการผลิตต้องใช้เวลา ก่อนที่โรงงานจะสามารถเดินเครื่องเต็มกำลังได้

นี่จึงทำให้ตัวเลขการลงทุนในวันนี้มีลักษณะคล้าย “ตัวชี้นำ” ของเศรษฐกิจในอนาคตมากกว่าจะเป็นผลลัพธ์ของเศรษฐกิจในปัจจุบัน หากการลงทุนเหล่านี้เกิดขึ้นจริงตามแผน โรงงานใหม่จะสร้างความต้องการแรงงาน ผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ วิศวกร นักพัฒนาเทคโนโลยี รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนมาก เมื่อกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น การส่งออกก็มีโอกาสขยายตัว และรายได้ของภาคเอกชนก็สามารถส่งต่อเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้มากขึ้น ด้วยเหตุนี้ นายกอบศักดิ์จึงประเมินว่า หากการลงทุนรอบใหม่เดินหน้าได้เต็มที่ เศรษฐกิจไทยมีโอกาสกลับไปเติบโตในระดับ 3.5-4% ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า แต่ตัวเลขดังกล่าวยังเป็น “โอกาส” ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

เพราะการที่บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยไม่ได้แปลว่าไทยจะได้รับประโยชน์ทั้งหมดจากการลงทุนโดยอัตโนมัติ บริษัทขนาดใหญ่อาจนำเทคโนโลยี เงินทุน และเครื่องจักรจากต่างประเทศเข้ามา ขณะที่วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนบางส่วนก็อาจมาจาก Supply Chain ภายนอกประเทศ หากผู้ประกอบการไทยยังไม่สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่ดังกล่าวได้มากพอ ไทยก็อาจได้ประโยชน์ในรูปของการจ้างงานและการส่งออก แต่ยังไม่ได้รับมูลค่าเพิ่มในระดับที่ควรจะเป็น

ดังนั้นโจทย์สำคัญของไทยจึงไม่ใช่เพียง “เราดึงบริษัทใหญ่เข้ามาได้หรือไม่” แต่คือ “เราทำให้บริษัทไทยเข้าไปอยู่ใน Supply Chain ของบริษัทเหล่านั้นได้มากแค่ไหน” ถ้าโรงงาน Semiconductor หรือ Data Center เกิดขึ้นในไทย แต่ผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้ให้บริการเทคโนโลยี ผู้รับเหมาระบบ และธุรกิจสนับสนุนส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพาต่างประเทศ New Economy ก็อาจเติบโตในประเทศไทยโดยที่ผู้ประกอบการไทยมีส่วนร่วมไม่มากนัก แต่หากบริษัทไทยสามารถขยับจากผู้รับจ้าง หรือ Supplier ระดับล่างขึ้นไปสู่ผู้ผลิตชิ้นส่วนที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้น ผู้ให้บริการเฉพาะทาง หรือผู้พัฒนานวัตกรรมของตัวเอง ผลของการลงทุนก็จะกระจายตัวในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น และสร้าง Productivity ได้จริง

อีกแนวคิดที่น่าสนใจ คือ ข้อเสนอเรื่อง “BOI to IPO” ซึ่งต้องการให้บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยมีโอกาสเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย เพื่อเพิ่มมูลค่าตลาดและเปิดโอกาสให้คนไทยเข้าถึงหุ้นของธุรกิจ New Economy โดยตรง แนวคิดนี้สะท้อนโจทย์ที่ลึกกว่าเรื่องการดึง FDI เพราะในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน การเป็นเจ้าของสินทรัพย์และบริษัทที่เติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมใหม่มีความสำคัญไม่แพ้การมีโรงงานอยู่ในประเทศ

พูดง่าย ๆ ก็คือ จากเดิมที่ไทยพยายามดึงบริษัทต่างชาติเข้ามาผลิตในประเทศ อาจต้องคิดต่อไปอีกขั้นว่า จะทำอย่างไรให้คนไทยสามารถเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของมูลค่าที่สร้างขึ้นจากเศรษฐกิจใหม่ได้ด้วย หากทำได้ New Economy จะไม่ได้สร้างเพียง GDP แต่ยังสร้างตลาดทุน สร้างบริษัทใหม่ สร้างโอกาสการลงทุน และเพิ่มโอกาสให้คนไทยมีส่วนร่วมในความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม โอกาสครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าไทยสามารถเลือกได้ว่าจะปรับตัวเมื่อไรก็ได้ เพราะประเทศอื่นกำลังแข่งขันเพื่อดึงเงินลงทุนก้อนเดียวกัน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ กำแพงการค้า ประเด็นแรงงานบังคับ การสวมสิทธิ์สินค้า หรือ Transshipment ล้วนเป็นความเสี่ยงที่สามารถกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้ซื้อสินค้าจากไทยได้

ขณะเดียวกัน กฎระเบียบภายในประเทศก็เป็นอีกตัวแปรสำคัญ หากกฎที่ล้าสมัยยังทำให้การลงทุนใช้เวลานาน ต้นทุนสูง หรือไม่สามารถคาดการณ์ได้ นักลงทุนก็สามารถเลือกประเทศอื่นแทนไทยได้ การทำ Regulatory Guillotine (การทบทวนกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน เพื่อลดละเลิกกฎหมายที่ไม่มีความจำเป็น) จึงไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็นการลดกฎเพื่อเอาใจนักลงทุน แต่ควรเป็นการทำให้กฎระเบียบของประเทศสามารถรองรับธุรกิจรูปแบบใหม่ได้ โดยยังรักษามาตรฐานที่จำเป็นเอาไว้ กรณี Data Center เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน นักลงทุนไม่ได้มองเพียงราคาค่าไฟ แต่ต้องการไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพและกฎเกณฑ์เรื่องน้ำและพลังงานที่ชัดเจน หากไทยสามารถให้ความมั่นคงของระบบได้ นักลงทุนก็อาจยอมจ่ายต้นทุนที่เหมาะสมเพื่อแลกกับความแน่นอน แทนที่ไทยจะต้องแข่งขันด้วยการเสนอราคาที่ถูกที่สุดเพียงอย่างเดียว

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน แม้ GDP ไตรมาส 2 จะโตเพียง 1.9% การบริโภคชะลอตัว และยังเปราะบางต่อราคาพลังงาน แต่การลงทุนภาคเอกชนกลับโต 13.4% สูงสุดในรอบ 11 ปี ขณะที่การส่งออกขยายตัว 12.5% และเงินลงทุนใหม่กำลังไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

อย่างไรก็ตาม การมีเงินลงทุนเข้ามายังไม่เท่ากับการเข้าสู่ New Economy อย่างเต็มรูปแบบ เพราะสิ่งสำคัญคือไทยต้องเปลี่ยนเงินลงทุนเหล่านี้ให้กลายเป็นกำลังการผลิต งาน รายได้ และมูลค่าเพิ่มของประเทศ โดยให้บริษัทไทยเข้าไปอยู่ใน Supply Chain และพัฒนาทักษะแรงงานให้รองรับอุตสาหกรรมใหม่ได้

หากทำได้ การลงทุนที่กำลังเกิดขึ้นวันนี้อาจกลายเป็นแรงส่งให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโต 3.5 - 4% ในอีก 3-5 ปี แต่หากไทยเป็นเพียงฐานการผลิตของบริษัทต่างชาติ โดยไม่ได้เก็บเกี่ยวมูลค่าเพิ่มมากพอ New Economy ก็อาจเติบโตในไทย โดยที่คนไทยไม่ได้ประโยชน์เต็มที่ ดังนั้นโจทย์สำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าไทยจะเข้าสู่ New Economy หรือไม่ แต่คือ ไทยจะคว้าโอกาสจากเศรษฐกิจใหม่และเปลี่ยนมันให้เป็นความมั่งคั่งของประเทศได้ลึกแค่ไหน

LastUpdate 30/08/2569 20:22:18 โดย : Admin
31-08-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (28 ส.ค.69) ลบ 12.48 จุด ดัชนี 1,588.22 จุด

2. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (28 ส.ค.69) ลบ 11.62 จุด ดัชนี 1,589.08 จุด

3. พยากรณ์อากาศวันนี้ (28 ส.ค.69) ภาคเหนือ-ภาคตะวันออก ฝนฟ้าคะนอง 60% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคอีสาน-ภาคกลาง-ภาคใต้ ฝั่ง ตอ. 40% ภาคใต้ ฝั่ง ตต. 30%

4. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (27 ส.ค.69) บวก 105.56 จุด, Nasdaq พุ่งแรง รับผลประกอบการ Nvidia

5. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (27 ส.ค.69) บวก 10.70 เหรียญ รับดอลลาร์อ่อนค่า จับตาประธานเฟดแถลงที่แจ็กสันโฮล

6. ทองเปิดตลาดวันนี้ (28 ส.ค.69) ปรับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 72,200 บาท

7. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (28 ส.ค.69) ลบ 1.68 จุด ดัชนี 1,599.02 จุด

8. MTS Gold คาดราคาทองคำปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากแรงขายทำกำไร หลังราคาปรับขึ้นแรงกว่า 500 เหรียญ ส่งผลให้เช้านี้ราคาทองคำอ่อนตัวลงมาเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับ 4,600 เหรียญ

9. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.75-33.00 บาท/ดอลลาร์

10. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (28 ส.ค.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 32.90 บาทต่อดอลลาร์

11. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (27 ส.ค.69) ลบ 1.22 จุด ดัชนี 1,600.70 จุด

12. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (27 ส.ค.69) บวก 7.11 จุด ดัชนี 1,609.03 จุด

13. MTS Gold คาดราคาทองคำอยู่ในช่วง พักฐานระยะสั้นในกรอบแนวโน้มขาขึ้น หลังแรงขายทำกำไรส่งผลให้ราคาหลุด 4,600 เหรียญ ชั่วคราวก่อนฟื้นกลับขึ้นมา

14. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (26 ส.ค.69) ลบ 41.20 ดอลลาร์ กังวลเงินเฟ้อสูงหนุนเฟดขึ้นดอกเบี้ย

15. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (27 ส.ค. 69) บวก 9.62 จุด ดัชนี 1,611.54 จุด

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ August 31, 2026, 6:55 am