หุ้นทอง
พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและบทบาทของงานวิจัยในการยกระดับธุรกิจครอบครัวสู่ความยั่งยืน


 
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) สนับสนุนธุรกิจครอบครัวให้ปรับตัวและเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านหลายโครงการ โดยฝ่ายวิจัยได้พัฒนาฐานข้อมูลธุรกิจครอบครัวในตลาดหุ้นไทย และต่อยอดผ่าน "โครงการสนับสนุนทุนวิจัย: ส่งเสริมพัฒนาศักยภาพธุรกิจครอบครัวไทย" ซึ่งดำเนินการในช่วงปี 2567 - 2568 โดยให้ทุนวิจัยและฐานข้อมูลแก่นักวิจัย เพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านการสืบทอดกิจการ การบริหารจัดการ และการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล โดยมีการสนับสนุนทุนรวมกว่าล้านบาทให้แก่นักวิจัย 11 ท่าน ใน 6 หัวข้อวิจัย ซึ่งจะทยอยเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ SET Research อย่างต่อเนื่อง

• SET Note ฉบับนี้ สรุปประเด็นสำคัญจากงานวิจัย 2 จาก 6 หัวข้อที่ได้รับทุน คือ 

งานวิจัยของ ผศ.ดร.ปานแก้วตา ลัคนาวานิช และคณะ ในหัวข้อ “Family Business Governance and Resilience in Thai Listed Companies: The Moderating Role of Adaptability” ที่ศึกษาถึงความยืดหยุ่นของการดำเนินงานและบทบาทของการกำกับดูแลธุรกิจครอบครัว ของบริษัทจดทะเบียนที่เป็นธุรกิจครอบครัวในตลาดหุ้นไทย (ช่วงปี 2563 - 2567) ซึ่งพบว่า ธุรกิจครอบครัวที่สมาชิกครอบครัวถือหุ้นทางอ้อม (Indirect Ownership) โดยการถือครองหุ้นผ่านบริษัทหรือนิติบุคคลของครอบครัว มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวกว่าการถือหุ้นโดยตรงของสมาชิกครอบครัว และพบว่าความยืดหยุ่นของธุรกิจครอบครัวส่วนหนึ่งมาจาก “บรรษัทภิบาลที่ดี” และ “ความสามารถในการปรับตัว” 

งานวิจัยของ ผศ.ดร.สุนทรี เหล่าพัดจัน และคณะ ในหัวข้อ “Director Remuneration and Gender Pay Gap in Family and Non-Family Listed Firms in Thailand” ศึกษาถึงความแตกต่างและความเท่าเทียมกันในการจ่ายค่าตอบแทนกรรมการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย (ช่วงปี 2557 - 2563)  ซึ่งพบว่า โดยเฉลี่ยบริษัทจดทะเบียนที่เป็นธุรกิจครอบครัวจ่ายค่าตอบแทนให้กรรมการบริษัทน้อยกว่าบริษัทจดทะเบียนที่       ไม่เป็นธุรกิจครอบครัว อีกทั้งยังพบว่า มีช่องว่างระหว่างค่าตอบแทนกรรมการผู้ชายและกรรมการผู้หญิง (Gender Pay Gap) โดยกรรมการผู้ชายได้รับค่าตอบแทนสูงกว่ากรรมการผู้หญิง และพบว่าบริษัทจดทะเบียนอาจกำหนดค่าตอบแทนกรรมการโดยอ้างอิงจากผลการดำเนินงานทางบัญชี (Performance Sensitivity) และแนวปฏิบัติด้านบรรษัทภิบาล (Corporate Governance) ซึ่งมีความแตกต่างกันระหว่างบริษัทที่เป็นธุรกิจครอบครัวและบริษัทที่ไม่เป็นครอบครัว

• งานวิจัยข้างต้นช่วยเชื่อมโยงจากทฤษฎีสู่การปฏิบัติที่ธุรกิจครอบครัวสามารถนำไปต่อยอดได้ เช่น การเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นมืออาชีพด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีการถือครองหุ้นจากทางตรงเป็นทางอ้อม เป็นต้น รวมถึงการปรับโครงสร้างกำกับดูแลให้โปร่งใส นอกจากนี้ประเด็นด้านความหลากหลายทางเพศยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของคณะกรรมการบริษัทอีกด้วย ทั้งนี้ การสนับสนุนการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องที่ช่วยให้นักวิจัยทำงานวิจัยเชิงลึกนำมาซึ่งองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่ช่วยต่อยอดธุรกิจครอบครัวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

 
โครงการสนับสนุนทุนวิจัย: ส่งเสริมพัฒนาศักยภาพธุรกิจครอบครัวไทย

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนธุรกิจครอบครัวให้สามารถปรับตัวและเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านหลายโครงการ   หนึ่งในนั้น คือ การพัฒนาฐานข้อมูลธุรกิจครอบครัวของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (ตลาดหุ้นไทย) และต่อยอดด้วยการสนับสนุนการทำงานวิจัยเกี่ยวกับธุรกิจครอบครัวในตลาดหุ้นไทย ผ่าน “โครงการ สนับสนุนทุนวิจัย: ส่งเสริมพัฒนาศักยภาพธุรกิจครอบครัวไทย” เพื่อส่งเสริมนักวิจัยในการสร้างองค์ความรู้ที่ตอบโจทย์จริง ทั้งในด้านการสืบทอดกิจการ การบริหารจัดการ และการปรับตัวสู่โลกยุคดิจิทัล โดยมีการสนับสนุนทุนรวมกว่าล้านบาทแก่นักวิจัย 11 ท่าน ใน 6 หัวข้อซึ่งผลงานวิจัยเหล่านี้ได้เปิดมุมมองใหม่ที่เปลี่ยนความเข้าใจเดิมต่อธุรกิจครอบครัวไทย จาก "กิจการแบบครอบครัว" สู่ "องค์กรที่บริหารจัดการด้วยความยืดหยุ่นและมีบรรษัทภิบาลที่ดี" ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SET Research Website และสำหรับ SET Note ฉบับนี้ สรุปประเด็นสำคัญจากงานวิจัย 2 จาก 6 หัวข้อที่ได้รับทุน โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้

ความยืดหยุ่นและการปรับตัว: หัวใจของความอยู่รอด (Resilience & Adaptability) 

จากงานวิจัยในหัวข้อ “Family Business Governance and Resilience in Thai Listed Companies: The Moderating Role of Adaptability” ของ ผศ.ดร.ปานแก้วตา ลัคนาวานิช และคณะ ได้นำทฤษฎีความสามารถเชิงพลวัต (Dynamic Capabilities Theory) มาประยุกต์ใช้เพื่อศึกษาถึงปัจจัยที่เสริมสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) ให้แก่ธุรกิจครอบครัวไทย โดยวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง “การกำกับดูแลธุรกิจครอบครัว” (ผ่านโครงสร้างการถือหุ้นและคะแนนการกำกับดูแลกิจการ) กับ “ความยืดหยุ่นทางธุรกิจ” (วัดจากอัตราส่วนทางการเงิน 7 ตัวแปร ทั้งด้านสภาพคล่อง หนี้สิน กำไร และกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน) โดยมี “ความสามารถในการปรับตัว” (Adaptability) ซึ่งวัดจากอัตราส่วนหมุนเวียนสินทรัพย์ (Asset Turnover Ratio: ATR) และอัตราส่วนหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ (Inventory Turnover Ratio: ITR) เป็นตัวแปรเสริม (Moderating Factor)

การศึกษานี้ครอบคลุมบริษัทจดทะเบียนที่เป็นธุรกิจครอบครัวในตลาดหุ้นไทย ช่วงปี 2563 - 2567 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 จนถึงช่วงฟื้นตัว โดยในงานวิจัยนี้แบ่งธุรกิจครอบครัวออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจครอบครัวที่สมาชิกครอบครัวถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนโดยตรง (Direct Ownership) และธุรกิจครอบครัวที่สมาชิกครอบครัวถือหุ้นของบริษัท/นิติบุคคลใดๆ ที่ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนหรือถือหุ้นทางอ้อม (Indirect Ownership) ซึ่งพบว่า

• คะแนนบรรษัทภิบาลของบริษัทจดทะเบียนที่เป็นธุรกิจครอบครัวมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาที่ทำการศึกษา 
• จากอัตราส่วนทางการเงินตลอดช่วงเวลาที่ทำการศึกษา พบว่า สภาพคล่องมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่การก่อหนี้มีแนวโน้มลดลง สะท้อนว่า หลังการแพร่ระบาดหรือการฟื้นตัวหลังวิกฤต บริษัทจดทะเบียนที่เป็นธุรกิจครอบครัวมีแนวโน้มบริหารงานแบบอนุรักษ์นิยม (Conservative Strategy) เพิ่มขึ้น 
• หากเปรียบเทียบบริษัทจดทะเบียนที่มีโครงสร้างการถือหุ้นที่แตกต่างกันทั้ง  2 แบบ พบว่า 

ธุรกิจครอบครัวที่มีสมาชิกครอบครัวถือหุ้นทางอ้อมหรือถือผ่านบริษัท/นิติบุคคลของครอบครัว (Indirect Ownership) มีความยืดหยุ่น มีความคล่องตัวกว่าธุรกิจครอบครัวที่มีลักษณะถือหุ้นทางตรงที่สมาชิกครอบครัวถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนโดยตรง (Direct Ownership) เนื่องจากโครงสร้างแบบทางอ้อมมีความโปร่งใสและการบริหารจัดการที่ต้องมีความเป็นมืออาชีพ (Professionalization) มากกว่า โดยเปิดโอกาสรับบุคลากรมืออาชีพเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ 

ธุรกิจครอบครัวที่มีการถือครองทางอ้อม มีอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นและอัตราส่วนกำไรสุทธิสูงกว่าธุรกิจครอบครัวที่มีการถือครองทางตรงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่มีผลเชิงบวกต่อสภาพคล่องหรือกระแสเงินสดอย่างมีนัยสำคัญ   

• จากการศึกษาสะท้อนว่า "ความยืดหยุ่น" ของธุรกิจครอบครัวไทยไม่ได้พิจารณาเฉพาะผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการมีประสิทธิภาพการจัดการสินทรัพย์ (Asset Turnover) และการจัดการสินค้าคงเหลือ (Inventory Turnover) ที่ดีด้วย โดยเฉพาะการจัดการสินค้าคงเหลือที่เป็นตัวเร่งสำคัญในการขยายผลเชิงบวกของบรรษัทภิบาลต่อความสามารถในการทำกำไร บริษัทที่บริหารทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงสามารถนำพาองค์กรผ่านวิกฤตได้ดีกว่า 

• โดยสรุป ความยืดหยุ่นของธุรกิจครอบครัวไม่ได้เกิดจากสถานะการเป็นธุรกิจครอบครัวเพียงอย่างเดียว แต่สัมพันธ์กับบรรษัทภิบาลที่ดีและความสามารถในการปรับตัว ดังนั้น ผู้ประกอบการควรพัฒนาบรรษัทภิบาลและเพิ่มความสามารถในการปรับตัวในการดำเนินงาน (Operational Flexibility) ขณะที่นักลงทุนควรพิจารณาบรรษัทภิบาลและโครงสร้างผู้ถือหุ้นควบคู่กับพิจารณาความสามารถในการทำกำไร

การจ่ายค่าตอบแทนกรรมการและความเท่าเทียมกัน (Director Remuneration and Gender Pay Gap)

งานวิจัยอีกหัวข้อ  คือ “Director Remuneration and Gender Pay Gap in Family and Non-Family Listed Firms in Thailand” ของ ผศ.ดร.สุนทรี เหล่าพัดจัน และศ.กิตติคุณแห่งมหาวิทยาลัยเวสเทิร์นออสเตรเลีย ดร.ศิริมล ตรีพงษ์กรุณา ได้ศึกษาเกี่ยวกับการจ่ายค่าตอบแทนกรรมการและความเท่าเทียมกันในการจ่ายค่าตอบแทนกรรมการ เพื่อศึกษาว่าบริษัทจดทะเบียนที่เป็นและไม่เป็นธุรกิจครอบครัวจ่ายค่าตอบแทนให้กรรมการบริษัทแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร โดยมีกลุ่มตัวอย่างในการศึกษา คือ บริษัทจดทะเบียนที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นไทย ในช่วงปี 2557 - 2563 รวม 2,030 ตัวอย่าง ซึ่งพบว่า

• โดยเฉลี่ยบริษัทจดทะเบียนที่เป็นธุรกิจครอบครัวจ่ายค่าตอบแทนให้กรรมการบริษัทน้อยกว่าบริษัทจดทะเบียนที่ไม่เป็นธุรกิจครอบครัว แต่พบกลไก Pay-for-Performance กล่าวคือ บริษัทที่มีกรรมการอิสระในสัดส่วนที่สูง จะมีระบบการจ่ายค่าตอบแทนที่สะท้อนถึงผลการดำเนินงานจริง (Performance-Sensitive) ซึ่งเป็นสัญญาณของบรรษัทภิบาลที่ดี

• หากพิจารณาตามประเภทกรรมการ พบว่า “กรรมการอิสระ” เป็นกรรมการที่ได้ค่าตอบแทนกรรมการสูงสุดเมื่อเทียบกับ “กรรมการที่เป็นผู้บริหาร” และ “กรรมการที่ไม่ได้เป็นผู้บริหาร”

• หากเปรียบเทียบค่าตอบแทนของกรรมการผู้หญิงและกรรมการผู้ชาย พบว่า 
ค่าตอบแทนที่กรรมการผู้ชายและกรรมการผู้หญิงได้รับมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน กรรมการผู้ชายได้รับค่าตอบแทนสูงกว่ากรรมการผู้หญิง ยกเว้นกรรมการผู้หญิงที่ดำรงตำแหน่งกรรมการที่เป็นผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนที่ไม่เป็นธุรกิจครอบครัว และกรรมการผู้หญิงที่เป็นกรรมการอิสระของบริษัท              จดทะเบียนที่เป็นธุรกิจครอบครัว  

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาค่าตอบแทนกรรมการภายนอก (กรรมการอิสระและกรรมการที่ไม่ได้เป็นผู้บริหาร) ของบริษัทที่มีกรรมการผู้หญิงในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นและมีประธานเจ้าหน้าที่บริหารเป็นผู้หญิงจะช่วยลดช่องว่างรายได้ที่ต่างกันเนื่องจากเพศสภาพ (Gender Pay Gap) ทั้งในกรณีที่พิจารณาจาก 1) ค่าตอบแทนกรรมการที่รวมค่าตอบแทนประธานกรรมการสำหรับบริษัทที่เป็นธุรกิจครอบครัว และ 2) ค่าตอบแทนกรรมการที่ไม่รวมค่าตอบแทนประธานกรรมการสำหรับบริษัทที่ไม่เป็นธุรกิจครอบครัว 

หากสัดส่วนจำนวนกรรมการผู้หญิงในคณะกรรมการไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเป็นผู้หญิง พบว่า Gender Pay Gap ลดลง เมื่อพิจารณาค่าตอบแทนกรรมการภายนอกที่ไม่รวมค่าตอบแทนประธานกรรมการสำหรับบริษัทที่เป็นธุรกิจครอบครัว 

นอกจากนี้ จากการศึกษายังพบว่า เมื่อผู้หญิงมีบทบาทมากยิ่งขึ้นในคณะกรรมการ สังเกตได้จากการที่บริษัทมีสัดส่วนจำนวนผู้หญิงในคณะกรรมการเพิ่มขึ้นและประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการเป็นบุคคลเดียวกันและเป็นผู้หญิง (Duality) พบว่า Gender Pay Gap ลดลง ในกรณีที่พิจารณาจากค่าตอบแทนกรรมการทั้งชุดและค่าตอบแทนกรรมการภายนอก ทั้งกรณีที่รวมและไม่รวมค่าตอบแทนประธานกรรมการ ของบริษัทที่ไม่เป็นธุรกิจครอบครัว

• นโยบายการจ่ายค่าตอบแทนกรรมการที่เหมาะสม อาจกำหนดจากผลการดำเนินงาน (Performance Sensitivity) และแนวปฏิบัติด้านบรรษัทภิบาล (Corporate Governance) ซึ่งมีความแตกต่างกันระหว่างบริษัทที่เป็นธุรกิจครอบครัวและบริษัทที่ไม่เป็นธุรกิจครอบครัว ตามรายละเอียดต่อไปนี้

บริษัทจดทะเบียนที่เป็นธุรกิจครอบครัว 

บริษัทกำหนดค่าตอบแทนกรรมการโดยการเปรียบเทียบกับบริษัทที่มีลักษณะธุรกิจใกล้เคียงกัน (Peer Benchmarking) หรือเปรียบเทียบกับการจ่ายค่าตอบแทนในอดีต

กำหนดค่าตอบแทนกรรมการโดยกำหนดตามผลการปฏิบัติงาน (Pay for Performance) ที่อ้างอิงตาม     ผลประกอบการทางบัญชี (Accounting-based Performance) ยกเว้น ค่าตอบแทนของกรรมการภายนอก (กรรมการอิสระและกรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร) ที่ไม่รวมประธานกรรมการจะกำหนดตามมูลค่าตลาด (Market-based Performance) 

เมื่อพิจารณาจากสัดส่วนของจำนวนกรรมการอิสระต่อจำนวนกรรมการทั้งชุด พบว่า บริษัทที่มีสัดส่วนกรรมการอิสระเพิ่มขึ้น ค่าตอบแทนกรรมการภายนอกจะลดลง 

เมื่อพิจารณาจากสัดส่วนของจำนวนกรรมการผู้หญิงต่อจำนวนกรรมการทั้งชุด พบว่า บริษัทที่มีสัดส่วนจำนวนกรรมการผู้หญิงเพิ่มขึ้น มีส่วนทำให้ค่าตอบแทนกรรมการที่จ่ายให้กรรมการที่เป็นผู้บริหารลดลง

เมื่อพิจารณาความเป็นอิสระของประธานกรรมการ พบว่า ในกรณีที่ประธานกรรมการเป็นกรรมการอิสระ ค่าตอบแทนกรรมการอิสระจะสูงขึ้นและค่าตอบแทนกรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหารจะลดลง

บริษัทจดทะเบียนที่ไม่เป็นธุรกิจครอบครัว 

บริษัทกำหนดค่าตอบแทนกรรมการโดยเปรียบเทียบกับบริษัทที่มีลักษณะธุรกิจใกล้เคียงกัน (Peer Benchmarking) ควบคู่กับการพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ประกอบ 

ค่าตอบแทนกรรมการจำแนกตามประเภทกรรมการ โดยค่าตอบแทนของกรรมการภายนอกจะกำหนดตามมูลค่าตลาด (Market-based Performance) ขณะที่กรรมการที่เป็นผู้บริหาร อาจกำหนดตาม  ผลประกอบการทางบัญชี (Accounting-based Performance)

กำหนดค่าตอบแทนกรรมการที่บริษัทจ่ายให้แก่กรรมการที่เป็นผู้บริหาร (ไม่รวมประธานกรรมการ) จะเพิ่มขึ้นตามขนาดของคณะกรรมการ

เมื่อพิจารณาจากสัดส่วนของกรรมการอิสระต่อจำนวนกรรมการทั้งชุด พบว่า บริษัทที่มีสัดส่วนกรรมการอิสระเพิ่มขึ้น ค่าตอบแทนของกรรมการภายนอกจะเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกัน

เมื่อพิจารณาจากสัดส่วนของจำนวนกรรมการผู้หญิงต่อจำนวนกรรมการทั้งชุด พบว่า บริษัทที่มีสัดส่วนกรรมการผู้หญิงเพิ่มขึ้น มีส่วนทำให้ค่าตอบแทนของกรรมการจากภายนอก (ทั้งกรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหารและกรรมการอิสระ) ทั้งที่รวมและไม่รวมประธานกรรมการจะเพิ่มขึ้น 

เมื่อพิจารณาความเป็นอิสระของประธานกรรมการ พบว่า บริษัทที่มีประธานกรรมการที่เป็นกรรมการอิสระ ค่าตอบแทนของกรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหารที่รวมประธานกรรมการจะลดลง 
แนวทางต่อยอดงานวิจัยต่อการประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับตลาดทุน

จากผลการวิจัยทั้งสองฉบับตาม “โครงการสนับสนุนทุนวิจัย: ส่งเสริมพัฒนาศักยภาพธุรกิจครอบครัวไทย” ชี้ให้เห็นถึง "การวิจัยเชิงลึก" ที่จะช่วยเชื่อมโยงภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ให้ธุรกิจครอบครัวสามารถนำไปต่อยอดได้ดังนี้ 

• การเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นมืออาชีพ (Transition to Professional Management)
ธุรกิจครอบครัวที่ต้องการเติบโตในระยะยาว ควรพิจารณาปรับโครงสร้างการกำกับดูแลให้ มีความโปร่งใสมากขึ้น และให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการแบบมืออาชีพ 

• การขับเคลื่อน ESG มิติใหม่
ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า “ความหลากหลายทางเพศ” ไม่ใช่เพียงมิติทางสังคมแต่อาจหมายถึงประสิทธิภาพของคณะกรรมการบริษัท และการสนับสนุนให้มีการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องจะช่วยให้นักวิจัยสามารถทำวิจัยเชิงลึก และนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่ช่วยต่อยอดให้ธุรกิจครอบครัวไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

• การส่งเสริมธุรกิจครอบครัวในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการถือหุ้น 
การปรับเปลี่ยนธุรกิจจาก  “ธุรกิจครอบครัวแบบดั้งเดิม” ที่สมาชิกครอบครัวถือครองหุ้นและบริหารงานด้วยตนเอง สู่ “บริษัทของครอบครัว” ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งของผลประโยชน์ภายในครอบครัวแล้ว ยังช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการระดมทุนและการดำเนินธุรกิจด้วย

  ในอนาคต หากธุรกิจครอบครัวไทยสามารถพัฒนาไปสู่องค์กรที่มีความยืดหยุ่นสูง และมีการกำกับดูแลด้านค่าตอบแทนให้มีความเท่าเทียมและโปร่งใส ก็จะสามารถใช้ประโยชน์จากตลาดหุ้นไทยเพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่ง และมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 18 ก.ย. 2569 เวลา : 16:48:24
18-09-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. MTS Gold คาดราคาทองคำกลับมาปรับตัวขึ้นและยืนเหนือ 4,350 เหรียญ ได้อีกครั้ง หลังเมื่อวานขึ้นทำจุดสูงสุดบริเวณ 4,380 เหรียญ

2. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (18 ก.ย. 69) บวก 3.55 จุด ดัชนี 1,586.89 จุด

3. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.15-33.40 บาท/ดอลลาร์

4. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (17 ก.ย.69) บวก 316.14 จุด ขานรับราคาน้ำมัน-บอนด์ยีลด์ชะลอตัว

5. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (17 ก.ย.69) บวก 12.20 เหรียญ รับราคาน้ำมันชะลอตัว-ดอลลาร์อ่อนค่า

6. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (18 ก.ย.69) บวก 7.65 จุด ดัชนี 1,590.99 จุด

7. พยากรณ์อากาศวันนี้ (18 ก.ย.69) "ภาคอีสาน" ฝนตกหนักมาก 80% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคเหนือ-ภาคกลาง-ภาคตะวันออก-ภาคใต้ ฝั่ง ตต. 70% ภาคใต้ ฝั่ง ตอ. 60% เรือเล็กงดออกจากฝั่ง

8. ทองเปิดตลาดวันนี้ (18 ก.ย. 69) ปรับขึ้น 400 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 69,300 บาท

9. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (18 ก.ย.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 33.27 บาทต่อดอลลาร์

10. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (17 ก.ย.69) บวก 20.61 จุด ดัชนี 1,583.34 จุด

11. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (17 ก.ย.69) บวก 16.77 จุด ดัชนี 1,579.50 จุด

12. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (16 ก.ย.69) บวก 54.70 ดอลลาร์ ก่อนตลาดรู้ผลประชุมเฟดขึ้นดอกเบี้ย

13. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (16 ก.ย.69) ร่วง 631.21 จุด หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ส่งสัญญาณปรับขึ้นอีกปีนี้

14. MTS Gold คาดราคาทองคำเผชิญแรงขายหนัก ส่งผลให้ราคาร่วงกว่า 130 เหรียญ ลงทำจุดต่ำสุดบริเวณ 4,235 เหรียญ ก่อนมีแรงซื้อกลับขึ้นมาบริเวณ 4,300 เหรียญ ในช่วงเช้าวันนี้

15. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (17 ก.ย.69) บวก 15.91 จุด ดัชนี 1,578.64 จุด

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ September 18, 2026, 5:48 pm