
• COVID-19 ทำให้ทั้งอายุคาดเฉลี่ย (Life Expectancy) และช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี (Healthy Life Expectancy: HALE) ของประชากรโลกลดลงอย่างรวดเร็ว จนในปี 2021 ย้อนกลับไปใกล้ระดับที่เคยเห็นในปี 2011
• แม้โลกจะเริ่มฟื้นตัวหลังการระบาด แต่ในปี 2023 Life Expectancy และ HALE โดยรวมยังต่ำกว่าระดับก่อน COVID-19 เล็กน้อย และแต่ละประเทศฟื้นตัวไม่เท่ากัน
• ประเทศรายได้สูงไม่ได้รับผลกระทบน้อยกว่าเสมอไป โดยภูมิภาคอเมริกามี Life Expectancy และ HALE ลดลงราว 3 ปีในช่วงปี 2019–2021 ขณะที่หลายประเทศรายได้ต่ำกลับฟื้นตัวได้เร็วกว่าที่คาด
• เป้าหมายของระบบสาธารณสุขจึงไม่ใช่เพียงทำให้คนมีอายุยืนขึ้น แต่ต้องเพิ่มจำนวนปีที่คนสามารถใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี พร้อมสร้างระบบสุขภาพที่รับมือกับวิกฤตในอนาคตได้ดีขึ้น
COVID-19 จบลงแล้วในฐานะภาวะฉุกเฉิน แต่ผลของมันต่อสุขภาพประชากรโลกยังไม่จบ
แม้โลกจะผ่านช่วงวิกฤตรุนแรงที่สุดของ COVID-19 มาแล้ว แต่ผลกระทบที่โรคระบาดทิ้งไว้ไม่ได้หายไปพร้อมกับจำนวนผู้ติดเชื้อที่ลดลง รายงาน World Health Statistics 2026 ขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่า COVID-19 ไม่เพียงคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก แต่ยังทำให้ความก้าวหน้าด้านอายุขัยและสุขภาพที่โลกใช้เวลาสะสมมาเกือบหนึ่งทศวรรษหายไปภายในเวลาเพียง 2 ปี
คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับ Life Expectancy หรืออายุคาดเฉลี่ย ซึ่งบอกว่าโดยเฉลี่ยแล้วคนคนหนึ่งคาดว่าจะมีชีวิตอยู่กี่ปี แต่ WHO ยังให้ความสำคัญกับอีกตัวชี้วัดหนึ่งคือ Healthy Life Expectancy หรือ HALE ซึ่งคำนึงถึงช่วงเวลาที่คนต้องใช้ชีวิตกับโรค ความพิการ หรือข้อจำกัดด้านสุขภาพด้วย
พูดง่าย ๆ คือ Life Expectancy บอกว่า “เราจะมีชีวิตอยู่นานแค่ไหน” ขณะที่ HALE ช่วยตอบว่า “เราจะมีชีวิตอย่างมีสุขภาพดีได้นานแค่ไหน” ความแตกต่างนี้สำคัญ เพราะการมีอายุยืนขึ้นไม่ได้หมายความว่าทุกปีที่เพิ่มขึ้นจะเป็นปีที่เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่เสมอไป
COVID-19 ลบความก้าวหน้าเกือบ 10 ปี ภายในเวลาเพียง 2 ปี
ก่อนเกิด COVID-19 สุขภาพของประชากรโลกดีขึ้นต่อเนื่องจากความก้าวหน้าทางการแพทย์ การฉีดวัคซีน การดูแลสุขภาพแม่และเด็ก รวมถึงการควบคุมทั้งโรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อ ระหว่างปี 2000–2019 Life Expectancy ของประชากรโลกเพิ่มจากประมาณ 67 ปี เป็น 73 ปี ขณะที่ HALE เพิ่มจากประมาณ 58 ปี เป็น 63 ปี
แต่การระบาดทำให้แนวโน้มดังกล่าวกลับทิศอย่างรวดเร็ว ภายในปี 2021 Life Expectancy ลดลงเหลือประมาณ 71 ปี และ HALE ลดลงเหลือประมาณ 61 ปี เท่ากับว่าความก้าวหน้าที่โลกใช้เวลาสร้างมาเกือบหนึ่งทศวรรษถูกลบออกไปภายในเวลาเพียง 2 ปี และทั้งสองตัวชี้วัดย้อนกลับไปใกล้ระดับที่เคยเห็นในปี 2011
โลกเริ่มฟื้นตัว แต่ยังไม่กลับสู่จุดเดิม
หลังผ่านช่วงที่รุนแรงที่สุดของการระบาด สถานการณ์เริ่มดีขึ้น ระหว่างปี 2021–2023 ทั้ง Life Expectancy และ HALE เพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาค โดยภายในปี 2023 ภูมิภาคแอฟริกาสามารถฟื้นกลับมาเหนือระดับก่อน COVID-19 ได้แล้ว ขณะที่ประเทศรายได้ต่ำและรายได้ปานกลางค่อนข้างต่ำหลายแห่งก็กลับเข้าสู่แนวโน้มเดิมได้เช่นกัน
แต่เมื่อมองภาพรวม การฟื้นตัวยังไม่สมบูรณ์ Life Expectancy และ HALE ของโลกยังต่ำกว่าปี 2019 เล็กน้อยไม่ถึงครึ่งปี โดย Life Expectancy ของผู้หญิงกลับสู่ระดับก่อนการระบาดแล้ว ขณะที่ของผู้ชายยังไม่กลับไปเท่าเดิม ส่วน HALE ของทั้งผู้หญิงและผู้ชายยังต่ำกว่าระดับก่อน COVID-19
ความแตกต่างเพียงไม่กี่เดือนอาจดูไม่มากเมื่อมองในระดับบุคคล แต่เมื่อเกิดขึ้นกับประชากรหลายพันล้านคนทั่วโลก นั่นหมายถึง “ปีที่มีสุขภาพดี” จำนวนมหาศาลที่หายไป
ประเทศรวยกว่า ไม่ได้แปลว่าจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า
อีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจคือ ผลกระทบของ COVID-19 ไม่ได้เรียงตามระดับรายได้ของประเทศอย่างตรงไปตรงมา ภูมิภาคอเมริกาได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด โดย Life Expectancy และ HALE ลดลงประมาณ 3 ปีระหว่างปี 2019–2021 ขณะที่ภูมิภาคอื่นลดลงประมาณ 1–2 ปี
เมื่อแบ่งตามระดับรายได้
ประเทศรายได้ปานกลางและรายได้สูงสูญเสีย Life Expectancy และ HALE เกือบ 2 ปี ขณะที่ประเทศรายได้ต่ำลดลงประมาณ 1 ปี และภายในปี 2023 หลายประเทศในกลุ่มนี้สามารถกลับมาเหนือระดับปี 2019 ได้แล้ว ในทางกลับกัน ประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างสูงและประเทศรายได้สูงยังฟื้นตัวไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะ HALE ในภูมิภาคยุโรปและอเมริกาที่ยังต่ำกว่าก่อน COVID-19 เกือบ 1 ปี
ภาพนี้ทำให้เห็นว่า ความพร้อมรับมือกับโรคระบาดไม่ได้ขึ้นอยู่กับความมั่งคั่งของประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับโครงสร้างประชากร สัดส่วนผู้สูงอายุ ภาระโรคเรื้อรัง ตลอดจนความสามารถของระบบสาธารณสุขในการรองรับผู้ป่วยและรักษาบริการพื้นฐานให้ดำเนินต่อไปได้ในช่วงวิกฤต
COVID-19 ไม่ใช่วิกฤตเดียวที่โลกต้องเผชิญ
โจทย์หลัง COVID-19 ยิ่งซับซ้อนขึ้น เพราะหลายประเทศไม่ได้กำลังรับมือกับปัญหาสุขภาพเพียงด้านเดียว แต่ต้องเผชิญทั้งภัยพิบัติทางธรรมชาติ ความขัดแย้งและสงคราม การพลัดถิ่นของประชาชน รวมถึงระบบสาธารณสุขที่มีทรัพยากรจำกัด เมื่อวิกฤตหลายด้านเกิดขึ้นพร้อมกัน ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การรักษาผู้ป่วยจากเหตุการณ์หนึ่ง แต่ยังรบกวนบริการอื่น ตั้งแต่การฉีดวัคซีน การดูแลแม่และเด็ก ไปจนถึงการรักษาโรคเรื้อรังและการเข้าถึงยา
บทเรียนจาก COVID-19 จึงไม่ได้มีเพียงเรื่องการเตรียมพร้อมสำหรับโรคระบาดครั้งใหม่ แต่รวมถึงการสร้างระบบสุขภาพที่ยังสามารถทำงานต่อได้เมื่อเกิดเหตุการณ์หลายอย่างพร้อมกัน เพราะความเสียหายต่อสุขภาพประชากรอาจเกิดขึ้นได้ทั้งจากตัววิกฤตเอง และจากบริการสุขภาพที่หยุดชะงักระหว่างวิกฤต
สุขภาพที่ดี สำคัญไม่แพ้อายุที่ยืนยาว
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การที่คนทั่วโลกมีอายุยืนขึ้นถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จสำคัญของระบบสาธารณสุข แต่จำนวนปีของชีวิตอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด หากคนมีอายุยืนขึ้น แต่ต้องใช้เวลาหลายปีอยู่กับโรคเรื้อรัง ความพิการ หรือข้อจำกัดในการดำเนินชีวิต คุณภาพของชีวิตที่เพิ่มขึ้นอาจไม่มากเท่ากับจำนวนปีที่ตัวเลข Life Expectancy บอกเรา
เมื่อหลายประเทศกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย เพราะโจทย์ของระบบสุขภาพต่อจากนี้ไม่ใช่เพียงทำอย่างไรให้คนเสียชีวิตช้าลง แต่รวมถึงทำอย่างไรให้การเกิดโรคเรื้อรังและภาวะพึ่งพิงเกิดขึ้นช้าลงตามไปด้วย
ท้ายที่สุด ความก้าวหน้าด้านสุขภาพจึงอาจไม่ได้วัดเพียงว่า เราเพิ่ม “ปีให้กับชีวิต” ได้อีกกี่ปี แต่รวมถึงว่าเราสามารถเพิ่ม “ชีวิตที่มีสุขภาพดี” ให้กับปีเหล่านั้นได้มากแค่ไหน
ข่าวเด่น