หุ้นทอง
ตลาดทุนไทย กับ ความยั่งยืน ก.ล.ต. ร่วมผลักดันสู่เศรษฐกิจสีเขียว


หาก "ความยั่งยืน" คือหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของโลกยุคปัจจุบัน คำถามสำคัญคือ เราจะช่วยกันขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ หรือการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตควบคู่ไปกับสังคมและสิ่งแวดล้อม ล้วนต้องอาศัยทั้งความร่วมมือ เทคโนโลยี และที่สำคัญคือ เงินทุน

 
ตลาดทุนจึงไม่ได้เป็นเพียงแหล่งระดมทุนของภาคธุรกิจ แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการจัดสรรเงินทุนไปสู่ธุรกิจและกิจกรรมที่มีศักยภาพในการสร้างคุณค่าในระยะยาว

ด้วยเหตุนี้ การพัฒนาตลาดทุนด้านความยั่งยืนจึงไม่ได้หมายถึงการสร้างผลิตภัณฑ์ “สีเขียว” หรือ “ยั่งยืน” เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ต้องพัฒนาตั้งแต่ ข้อมูล กรอบการจำแนกกิจกรรมยั่งยืน โครงสร้างพื้นฐาน การระดมทุน การลงทุน ไปจนถึงความรู้ความเข้าใจของผู้ลงทุน เพื่อให้เกิดระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน

เริ่มต้นจาก “ข้อมูล” ที่มีคุณภาพ

การตัดสินใจลงทุนที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยข้อมูลที่เพียงพอและน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะเมื่อปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือ ESG เข้ามามีบทบาทต่อการดำเนินธุรกิจและการลงทุนมากขึ้น

การยกระดับการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนของภาคธุรกิจจึงเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของตลาดทุนที่ยั่งยืน ทั้งการปรับปรุงการรายงานข้อมูลความยั่งยืนในแบบ 56-1 One Report ให้เป็นไปตามมาตรฐาน ISSB ที่เชื่อมโยงข้อมูลด้านความยังยืนกับผลประกอบการด้านการเงิน การส่งเสริมการทวนสอบข้อมูลด้านความยั่งยืนการพัฒนาศักยภาพของภาคธุรกิจในการเปิดเผยข้อมูล ESG และข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการส่งเสริมให้บริษัท จดทะเบียนเข้าร่วมการประเมินความยั่งยืน หรือ ESG Rating

เมื่อข้อมูลมีคุณภาพและเปรียบเทียบกันได้มากขึ้น ผู้ลงทุนก็สามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปประกอบการวิเคราะห์และตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันภาคธุรกิจก็มีแรงจูงใจในการยกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนมากขึ้น

มี “แผนที่นำทาง” เพื่อให้ตลาดเดินไปในทิศทางเดียวกัน

นอกจากข้อมูลแล้ว การมีแผนที่นำทาง ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ เพราะการขับเคลื่อนความยั่งยืนเกี่ยวข้องกับหลาย ภาคส่วน ทั้งภาคธุรกิจ ภาคการเงิน ผู้ลงทุน และหน่วยงานภาครัฐ

หนึ่งในกลไกสำคัญคือ Thailand Taxonomy หรือ มาตรฐานนิยามและหมวดหมู่โครงการหรือกิจกรรมที่ยั่งยืนของประเทศไทย ที่เปรียบเสมือนเป็น “แผนที่นำทาง” ที่เป็นกรอบในการจำแนกกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ชัดเจนขึ้น โดยใช้ระบบไฟสัญญาณจราจรในการจัดกลุ่ม เช่น สีเขียว คือกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ รถยนต์ไฟฟ้า สีเหลือง คือกิจกรรมที่ปรับปรุงให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นได้ สีแดง

คือ กิจกรรมที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่ต้องทยอยลดลง เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีกรอบอ้างอิงร่วมกันมากขึ้น สำหรับ ในมุมของผู้ลงทุน ทำให้รู้ว่าเงินลงทุนของตนเองกำลังไหลไปสนับสนุนกิจกรรมแบบใด และกิจกรรมนั้นสอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมมากน้อยเพียงใด

จากข้อมูลและแผนที่นำทาง สู่ “เงินทุน” ที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน

นอกจากสนับสนุนให้ภาคธุรกิจมีข้อมูลและทิศทางด้านความยั่งยืนที่ชัดเจนแล้ว ทางฝั่งตลาดทุน ก.ล.ต. ส่งเสริมให้ มีเครื่องมือทางการเงินที่หลากหลายเพียงพอที่จะรองรับการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจในแต่ละช่วง

ปัจจุบันมีตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนหลายรูปแบบ เช่น Green Bond สำหรับโครงการด้านสิ่งแวดล้อม Social Bond สำหรับโครงการที่สร้างประโยชน์ต่อสังคม Sustainability Bond ที่ครอบคลุมทั้งมิติสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมถึง Sustainability-linked Bond (SLB) ซึ่งเชื่อมโยงการระดมทุนเข้ากับเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ตราสารหนี้เหล่านี้สามารถออกได้ทั้งโดยภาครัฐและภาคเอกชน เงินที่ระดมทุนสามารถนำไปสนับสนุนโครงการหรือกิจกรรมที่มีเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ขณะที่การเสนอขายอาจแตกต่างกันไปตามประเภทและเงื่อนไขของตราสาร โดยบางกรณีอาจเสนอขายให้ผู้ลงทุนทั่วไป ขณะที่บางกรณีอาจเสนอขายให้ผู้ลงทุนสถาบันหรือผู้ลงทุนบางประเภท

ที่น่าสนใจคือ ปัจจุบัน “ผู้ออกตราสารหนี้กลุ่มยั่งยืน” (Issuer) มีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบริษัทจดทะเบียนหรือสถาบันการเงิน แต่ครอบคลุมทั้งบริษัทเอกชน รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจที่เริ่มนำ ESG Bond มาใช้สนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะมากขึ้น ขณะเดียวกันจากเดิมที่ผู้ออกตราสารหนี้อยู่ในกลุ่มสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ พลังงาน สาธารณูปโภค และคมนาคม ปัจจุบันเริ่มเห็น ผู้ออกในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และโทรคมนาคมเข้ามาในตลาดมากขึ้น ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า ESG Bond ไม่ได้เป็นเพียงผลิตภัณฑ์ทางการเงิน แต่เป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยเชื่อมโยงเงินทุนกับโครงการและกิจกรรมที่มีส่วนสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน ทั้งในด้านพลังงานสะอาด ระบบขนส่ง โครงสร้างพื้นฐาน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ทั้งนี้ ใน 6 เดือนแรก ปี 2569 การระดมทุนผ่านตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืนมีมูลค่ารวม 116,205 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงตลาดทุนเพื่อความยั่งยืนที่กำลังเติบโต และมีบทบาทมากขึ้นในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน

นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังมีการพัฒนากฏเกณฑ์เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ธุรกิจในช่วงเปลี่ยนผ่าน เช่น Transition Bond และ Thailand Amber Bond เพื่อเปิดโอกาสให้กิจกรรมที่อาจยังไม่เป็นสีเขียวอย่างสมบูรณ์ แต่มีแผนและทิศทางการเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจน สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้

ในฝั่งผู้ลงทุนเอง ก็มีทางเลือกที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนเพิ่มขึ้น เช่น “SRI Fund” หรือ “กองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน” ซึ่งเป็นกองทุนรวมที่มีลักษณะเหมือนกองทุนทั่วไป แต่มีนโยบายลงทุนที่มุ่งเน้นความยั่งยืน ซึ่งถือเป็นอีกกลไกหนึ่งที่ช่วยเชื่อมโยงเงินลงทุนไปสู่บริษัทที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาลและคำนึงถึงความยั่งยืน

ขณะเดียวกัน การยกระดับคุณภาพของบริษัทจดทะเบียนผ่านโครงการต่าง ๆ ก็เป็นส่วนสำคัญในการสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจพัฒนาการดำเนินงานด้านความยั่งยืน และช่วยเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ลงทุนในระยะยาว

แล้ว “ผู้ลงทุน” มีส่วนอย่างไร?

เมื่อพูดถึงตลาดทุนเพื่อความยั่งยืน หลายคนอาจนึกถึงบทบาทของภาคธุรกิจหรือหน่วยงานกำกับดูแลเป็นหลัก แต่จริง ๆ แล้ว ผู้ลงทุนก็เป็นส่วนสำคัญของระบบนิเวศนี้ เพราะเงินลงทุนของผู้ลงทุนคือหนึ่งในกลไกที่ช่วยส่งสัญญาณไปยังภาคธุรกิจว่า ตลาดให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจในลักษณะใด

การลงทุนยั่งยืนไม่ได้หมายความว่า เห็นคำว่า “ESG” “ยั่งยืน” หรือ “สีเขียว” แล้วควรเลือกลงทุนทันที ผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทมีวัตถุประสงค์ โครงสร้าง วิธีการคัดเลือกสินทรัพย์ ผลตอบแทน ความเสี่ยง และเงื่อนไขที่แตกต่างกัน ดังนั้น ก่อนตัดสินใจลงทุนควรดูให้ลึกกว่าชื่อผลิตภัณฑ์ว่า...

- ลงทุนในอะไร

- มีหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกอย่างไร

- เงินที่ระดมทุนจะถูกนำไปใช้กับอะไร

- ผลตอบแทนมาจากไหน

- มีความเสี่ยงและเงื่อนไขอะไรที่ต้องรับรู้ และที่สำคัญ

- เหมาะกับเป้าหมายและความสามารถในการรับความเสี่ยงของเราหรือไม่

อย่างไรก็ตาม “ความยั่งยืน” ไม่ได้แปลว่า “ไม่มีความเสี่ยงเลย” แม้การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนจะช่วยเสริมศักยภาพการเติบโตในระยะยาว แต่ผลตอบแทนการลงทุนยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย และอาจแตกต่างกันไปในแต่ละกิจการหรือแต่ละช่วงเวลา

เตรียมระบบนิเวศทางการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน

นอกจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเครื่องมือทางการเงินแล้ว ยังมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงกับระบบนิเวศทางการเงินและตลาดทุนด้านยั่งยืน เพื่อเป็นกลไกรองรับการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจในภาพใหญ่

ปัจจุบันจึงกำลังมีการพัฒนาระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emissions Trading System) หรือระบบ ETS ภายใต้ร่างกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ พ.ร.บ. Climate Change* และการซื้อขาย Carbon Credit ในตลาดรอง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความโปร่งใส สภาพคล่อง และเกิดราคาตลาดจากการซื้อขาย ทำให้กลไกการกำหนดราคาคาร์บอน ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของประเทศได้

สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ตลาดทุนไทยกำลังขยับจากการ “สนับสนุนผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน” ไปสู่การสร้าง ระบบนิเวศทางการเงินที่รองรับการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจทั้งระบบ

ท้ายที่สุด การขับเคลื่อนตลาดทุนด้านความยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการเงิน และผู้ลงทุน เพื่อให้ขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน เมื่อระบบนิเวศเอื้อต่อการเปลี่ยนผ่าน ตลาดทุนจะสามารถเชื่อมโยงเงินทุนไปสู่ธุรกิจและกิจกรรมที่สร้างคุณค่าในระยะยาว สำหรับผู้ลงทุน สิ่งสำคัญ คือ รู้ว่ากำลังลงทุนอะไร เข้าใจความเสี่ยงและเลือกให้เหมาะกับตัวเอง ตัดสินใจได้อย่างรู้เท่าทัน เพื่อความยั่งยืนด้วยกันทั้งระบบ

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 21 ก.ย. 2569 เวลา : 20:02:25
22-09-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ประกาศ กปน.: ด่วน!!! คืนวันพรุ่งนี้ 23 ก.ย. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนคู่ขนานทางพิเศษกาญจนาภิเษก (ด้านใต้)

2. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (22 ก.ย. 69) บวก 6.41 จุด ดัชนี 1,604.44 จุด

3. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (22 ก.ย.69) บวก 11.34 จุด ดัชนี 1,609.37 จุด

4. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (21 ก.ย.69) ร่วง 41 เหรียญ เหตุดอลลาร์แข็งค่า-กังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย

5. MTS Gold คาดราคาทองคำปรับตัวลดลงจาก แรงขายทำกำไรและดัชนีดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น ราคาลงไปทำจุดต่ำสุดบริเวณ 4,322 เหรียญ ก่อนกลับมาทรงตัวแถว 4,350 เหรียญ

6. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (22 ก.ย.69) บวก 6.51 จุด ดัชนี 1,604.54 จุด

7. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.10-33.35 บาท/ดอลลาร์

8. พยากรณ์อากาศวันนี้ (22 ก.ย.69) อุตุฯเตือน "กรุงเทพปริมณฑล-ภาคตะวันออก" ฝนตกหนัก 80% ภาคกลาง 70% ภาคอีสาน-ภาคใต้ 60% ภาคเหนือ 40%

9. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (21 ก.ย.69) พุ่ง 366.19 จุด ขานรับน้ำมัน-บอนด์ยีลด์ร่วง

10. ทองเปิดตลาดวันนี้ (22 ก.ย.69) ลดลง 100 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 69,300บาท

11. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (22 ก.ย.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 33.22 บาทต่อดอลลาร์

12. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (21 ก.ย.69) ดัชนีอยู่ที่ 1,598.03 จุด บวก 13.88 จุด หรือเพิ่มขึ้น 0.88% มูลค่าการซื้อขาย 68,454.74 ล้านบาท

13. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (21 ก.ย.69) บวก 9.45 จุด ดัชนี 1,593.60 จุด

14. ทีทีบี คาดเงินบาทสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.20-33.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ จับตา Fed ความตึงเครียดตะวันออกกลาง และมาตรการการค้าสหรัฐฯ

15. พยากรณ์อากาศวันนี้ (21 ก.ย.69) อุตุฯ เตือน "กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง-ภาคตะวันออก" ฝนตกหนัก 80% ภาคเหนือ-ภาคอีสาน-ภาคใต้ ฝั่ง ตอ. 70% ภาคใต้ ฝั่ง ตต. 60%

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ September 22, 2026, 11:53 pm